bg-single

สีส้ม พร้อมแล้ว ‘เท้ง – ไหม – ต้น’ แคนดิเดตนายกฯ ‘ธนาธร’ ปลุกการเมืองไทยกล้าทะเยอทะยานหมดยุค ‘จ่ายภาษีแต่ชีวิตไม่มีอะไรดีขึ้น’

28.11.2025

เมื่อวันที่ 22-23 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา พรรคประชาชน (ปชน.) จัดกิจกรรม “รีชาร์จประชาชน Recharge the People” เปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และชุดนโยบายต่างๆ

แคนดิเดตลำดับที่ 1 ได้แก่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน ปัจจุบันอายุ 38 ปี อดีตโปรแกรมเมอร์ จบการศึกษาปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนทำงานการเมืองเคยเป็นผู้ก่อตั้งและผู้บริหารบริษัทเอกชนที่ให้บริการด้านโซลูชั่นคลาวด์

เข้าสู่การเมืองในการเลือกตั้งปี 2562 เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่ม ‘ก้าว Geek’ มีส่วนสำคัญในการผลักดันหลักการ Open Data, Open Government รวมทั้งการ Digitize งบประมาณแผ่นดินให้เป็นรูปแบบของ Machine-readable

ทำให้กระบวนการตรวจสอบและจัดทำงบประมาณแผ่นดินสะดวกมากยิ่งขึ้นทั้งต่อหน่วยงานรัฐและประชาชนทั่วไป

แคนดิเดตลำดับที่ 2 ได้แก่ ศิริกัญญา ตันสกุล หรือ “ไหม” รองหัวหน้าพรรคประชาชน นักนโยบายและนักเศรษฐศาสตร์ ปัจจุบันอายุ 44 ปี จบการศึกษาปริญญาโท สาขา Economics, Market and Organization, Toulouse School of Economics ประเทศฝรั่งเศส, ปริญญาตรีและโท สาขาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ประสบการณ์ทำงานเป็นที่ปรึกษาอาวุโส บริษัทที่ปรึกษาด้านการเงินและยุทธศาสตร์, ผู้จัดการฝ่ายวิจัย สถาบันอนาคตไทยศึกษา, นักวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

เข้าสู่งานการเมืองในบทบาทผู้อำนวยการฝ่ายนโยบาย อดีตพรรคอนาคตใหม่ ก่อนได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในการเลือกตั้งปี 2562 มีบทบาทนำในการตรวจสอบการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาล ตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน

ข้อเสนอสำคัญของศิริกัญญา คือการผลักดันให้รัฐบาลมีการจัดทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ (Zero-based budgeting) ที่ไม่ได้จัดทำงบฯ โดยอ้างอิงจากการจัดงบฯ ในอดีตเป็นหลักแล้วปรับเพิ่มงบฯ เข้าไปในแต่ละปี แต่อ้างอิงจากความเร่งด่วนและขนาดของปัญหาที่ประเทศเผชิญในแต่ละปีเป็นหลัก

แคนดิเดตลำดับที่ 3 วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร หรือ “อาจารย์ต้น” รองหัวหน้าพรรคประชาชน ปัจจุบันอายุ 46 ปี จบการศึกษาปริญญาโทและเอกด้านเศรษฐศาสตร์การพัฒนา มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ, ปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หลังจบปริญญาเอกด้วยทุนการศึกษาจาก Cambridge Trust วีระยุทธทำงานเป็นอาจารย์ที่ National Graduate Institute for Policy Studies หรือ GRIPS มหาวิทยาลัยเฉพาะทางด้านนโยบายสาธารณะ แห่งกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เป็นเวลา 11 ปี จนได้รับตำแหน่งรองศาสตราจารย์

สอนและทำวิจัยด้านนโยบายอุตสาหกรรม กับดักรายได้ปานกลาง ซัพพลายเชนการผลิตข้ามชาติ มีประสบการณ์ทำงานกับหน่วยงานระหว่างประเทศ เช่น Overseas Development Institute (ODI) แห่งกรุงลอนดอน รวมถึง IMF, UNCTAD, United Nations ESCAP เขียนหนังสือภาษาไทยเรื่อง “เศรษฐกิจสามสี : เศรษฐกิจแห่งอนาคต”

ด้านงานการเมือง วีระยุทธดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร และทำงานในคณะกรรมาธิการหลายชุด เช่น อนุกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางรับมือผลกระทบของสงครามการค้า (2568), รองประธานคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า (2568)

นอกจากนี้ พรรค ปชน.ยังได้เสนอชุดนโยบายที่สำคัญ เช่น โครงการระยะยาวของพรรคประชาชนที่เป็นการลงทุนขนาดใหญ่ นำเสนอโดยธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้

ธนาธรกล่าวว่า เวลาพูดถึงเมกะโปรเจ็กต์ คนมักนึกถึงสะพาน ตึก อะไรที่เป็นโครงสร้างใหญ่ แต่สำหรับพรรคประชาชน ประเทศไทยควรจะต้องกลับมาลงทุนกับคุณภาพชีวิตของคน

เพราะไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย หากนำเอาประชากรวัยทำงานเป็นตัวหาร นำเด็กและผู้สูงอายุเป็นตัวตั้ง ปี 2553 มีคนทำงาน 2.03 คนต่อการดูแลเด็กและผู้สูงอายุ 1 คน, ปี 2563 ลดลงเหลือ 1.86 คน, ปี 2573 ลดลงเหลือ 1.48 คน และหากเป็นเช่นนี้ต่อไป ในปี 2583 จะเหลือเพียง 1.26 คน นั่นหมายความว่าในอนาคตภาระจะตกอยู่ที่คนรุ่นต่อไป ที่จะต้องแบกรับการดูแลเด็กหรือผู้สูงอายุหนักขึ้น

ขณะเดียวกัน ดอกเบี้ยต่อประมาณการรายได้รัฐ ในปี 2562 รัฐนำรายได้ 7.1% ไปใช้ในการจ่ายดอกเบี้ย ในปี 2572 ต้องใช้รายได้ 13.6% ไปจ่ายดอกเบี้ย หมายความว่าการลงทุนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาไม่ก่อให้เกิดการเติบโตของรายได้ สะท้อนว่าประเทศไทยลงทุนอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เช่น ตึกของรัฐที่สร้างขึ้นมาแล้วไม่ได้ใช้ประโยชน์

ธนาธรกล่าวต่อว่า ประชาชนทุกวันนี้ไม่ชอบการจ่ายภาษี เพราะรู้สึกว่าจ่ายภาษีไปแล้วชีวิตไม่มีอะไรดีขึ้นเลย เป็นหน้าที่ของรัฐบาลต่อไป ที่จะต้องทำให้การใช้จ่ายของภาครัฐเกิดการเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน แก้ปัญหาสังคมได้

พรรคประชาชนจึงเสนอการลงทุนครั้งใหญ่ 630,000 ล้านบาท ภายในเวลา 8 ปี เป็นการจัดการน้ำเสีย 60,000 ล้านบาท, น้ำประปาดื่มได้ 75,000 ล้านบาท, ขนส่งสาธารณะ 37,000 ล้านบาท, การจัดการขยะ 183,000 ล้านบาท, พัฒนาคุณภาพโรงเรียน 50,000 ล้านบาท, พัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล 30,000 ล้านบาท และสร้างโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ 192,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วได้

ตัวเลขอาจจะดูเยอะ แต่หากนำไปหารด้วย 8 ปี ออกมาได้ปีหนึ่งไม่ถึง 80,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปได้ที่จะลงทุน และทำให้กลับมาสะท้อนเป็นคุณภาพชีวิตของคนไทย

ยกตัวอย่างเช่น จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ คนไทยเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางประมาณ 20% ของค่าใช้จ่ายในครัวเรือนทั้งหมด แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วค่าใช้จ่ายในการเดินทางอยู่ที่ 13% การลงทุนในระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ คือสิ่งที่ส่งผลดีต่อประชาชน

พรรคประชาชนมีโอกาสได้ทำแล้วที่ จ.ลำพูน ซึ่งตั้งแต่ต้นปี 2569 เป็นต้นไป อบจ.ลำพูนจะมีรถเมล์ไฟฟ้าวิ่งเชื่อมโยงเขตอุตสาหกรรม เขตเมืองเก่า และย่านพาณิชย์ใหม่เข้าหากัน โดยในชั่วโมงปกติจะมีรถ 30 นาทีต่อคัน ชั่วโมงเร่งด่วน 20 นาทีต่อคัน นอกจากนี้ จะมีเส้นทางวิ่งระหว่างสนามบินเชียงใหม่มาถึงตัวเมืองลำพูนด้วย

ถ้าประเทศไทยทำระบบขนส่งสาธารณะได้แบบนี้ทั่วประเทศ จะไม่เพียงเกิดทางเลือกในการเดินทางมากขึ้น แต่จะเกิดอุตสาหกรรมรถเมล์และความต่อเนื่องของอุตสาหกรรมเต็มไปหมด เช่น สถานีชาร์จ ผู้ให้บริการรถเมล์ ผู้ให้บริการข้อมูล ผู้ซ่อมบำรุง ซัพพลายเออร์ที่ส่งระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบ chassis ระบบตัวถัง ไปจนถึงแก้ว เหล็ก พลาสติก อะลูมิเนียมที่ต้นน้ำ เป็นอุตสาหกรรมที่เมืองไทย มีบริษัทไทยที่เป็นผู้ผลิตรถเมล์ไฟฟ้า ที่เป็นเจ้าของแบรนด์และเทคโนโลยี

ธนาธรยังยกตัวอย่างการสร้างโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะหรือสมาร์ตกริดว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมพลังงานในประเทศไทยมีการไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตมีส่วนผลิต และส่วนที่เป็นเจ้าของสายส่งแรงสูง และมีผู้ผลิตเอกชนที่ขายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต

การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นเจ้าของสายส่งแรงต่ำ และเป็นคนเก็บเงินกับประชาชน เป็นโมเดลที่มีผู้ซื้อรายเดียว

การปฏิรูประบบพลังงานให้ลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน ต้องดึงส่วนที่เป็นสายส่งเข้ามาอยู่ที่เดียวกัน จัดการฝ่ายผลิตให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม และดึงส่วนที่เป็นการดูแลผู้บริโภคมารวมที่เดียวกัน จะเกิดการจัดหมวดหมู่อุตสาหกรรมใหม่ และทำให้เกิดตลาดพลังงานขึ้น

ต่อไปใครผลิตและซื้อพลังงานไปเคาะราคากันที่ตลาดหุ้น ประชาชนเลือกได้เหมือนเลือกค่ายมือถือ ทำให้เกิดการแข่งขัน โดยรัฐเป็นคนจัดการโครงข่ายการตลาดให้เป็นธรรม ก็จะทำให้ไม่มีการผูกขาดและอาศัยช่องว่างของการเป็นผู้ซื้อรายเดียวมากำหนดราคาไฟฟ้าที่ไม่เป็นธรรม และส่งผ่านให้ประชาชนได้อีก นอกจากนี้ ในอนาคต บ้านใครที่มีโซลาร์เซลล์จะสามารถขายกลับมาให้สายส่งได้

ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนอุปกรณ์มากมายเพื่อรองรับโครงข่ายไฟฟ้าแห่งอนาคต ประเทศไทยมีเป้าหมายลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ในปี 2050 ไม่ช้าก็เร็วต้องมีการลงทุนในส่วนนี้

ธนาธรย้ำว่า นโยบายของพรรคประชาชนคือการลงทุนโดยสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ให้สร้างสินค้าเหล่านี้แล้วผลิตในประเทศไทยให้ได้ สร้างงานสร้างเทคโนโลยีที่เมืองไทย เช่น การเปลี่ยนให้เป็นสมาร์ตมิเตอร์ทั่วประเทศ การทำให้โครงข่ายไฟฟ้าเป็นระบบแบตเตอรี่ BESS โดยใช้เม็ดเงินลงทุนของภาครัฐส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมในประเทศไทย

แผนของพรรคประชาชนคือในปี 2045 ให้มีการเลิกการใช้พลังงานจากถ่านหิน ในปี 2040 ให้มีโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ 100% ในปี 2035 ต้องทำให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาดพลังงานให้ได้

ธนาธรกล่าวว่า ถ้าประเทศไทยไม่กล้าคิดอย่างทะเยอทะยาน เป้าหมายเหล่านี้จะไม่มีวันไปถึง หลายคนคิดแต่ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่อยากขอให้โอกาสพรรคประชาชน เข้าไปบริหารจัดการงบประมาณ เหตุผลที่ต้องใช้ 8 ปีเพราะเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่ 4 ปีไม่จบ แต่ 8 ปีเป็นไปได้

ประชาชนจะให้โอกาสพรรค ปชน.หรือไม่ อยู่ที่การเลือกตั้ง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | ชีพจร “บอร์ด” ประกันสังคม ประกันสังคม ก้าวหน้า สะดุด
กรมที่ดิน ตอกย้ำมาตรฐานงานบริการประชาชน 79 สำนักงานที่ดิน คว้ารางวัลศูนย์ราชการสะดวก GECC ประจำปี 2569 เดินหน้ายกระดับการให้บริการ
‘ศิริกัญญา ตันสกุล’ ภารกิจสร้าง ‘ความชอบธรรมใหม่’ หลังการต่อสู้กับ ‘กำแพง’
กก.หมู่บ้านรักษาศีล5ลงพื้นที่“ชุมชนบ้านสวนทุ่ง”สมุทรสงครามปลุกจิตสำนึก“เรารักษาศีลศีลรักษาเราอยู่เย็นเป็นสุข”
“ยศชนัน” แจงปมดราม่า ม.อ.ปัตตานี กลางเวที ม.อ.สุราษฎร์ฯ ยันชัดไร้เจตนาแทรกแซงเสรีภาพ ย้ำแค่สอบถามตามข้อห่วงใยที่ได้รับทักท้วงมา
‘ลิซ่า’ กางเช็คลิสต์ 10 ข้อกระตุ้นเตือนความจำภูมิใจไทย หลัง ‘ภราดร’ ระบุเป็นรัฐบาล6เดือนไม่เห็นมีการทุจริตอะไร
ท้าพิสูจน์เคมี! เปิดตัว “PROJECT DUO ONE Presented by est Cola”
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (1)
เชลยศึกสงครามลาว (44)
พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากอาชญากรสงครามสู่นักการศึกษา (27)
นั่งยองๆ แบบคนตะวันออก : ยิ่งเก่ายิ่งเก๋า ดีต่อสุขภาพยามแก่ตัว
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (189)