bg-single

คณบดีตลอดชีพ ! | สุรชาติ บำรุงสุข

06.12.2025


    ท่านทั้งหลายเคยตั้งคำถามเล่นๆ กับตัวเองไหมครับว่า ในชีวิตจริงของเรา มีอะไรที่มีสภาวะแบบ “ตลอดชีพ” จริงๆ บ้าง … ถ้าถามคนรุ่นผม อาจได้คำตอบว่า สภาวะตลอดชีพมีอยู่เพียงประการเดียวคือ “ใบขับขี่ตลอดชีพ” พ้นจากนั้นแล้ว ไม่มีอะไรเลย ดังนั้น ผมจึงรักษาใบขับขี่ใบนี้ไว้เป็นอย่างดี เพราะกลัวหายแล้ว เขาจะไม่ออกใบตลอดชีพให้อีก

     ยิ่งเมื่อต้องเริ่มชีวิตงานเป็นอาจารย์แล้ว ตอบได้ทันทีว่า ไม่มีอะไรที่จะมีภาวะ “ตลอดชีพ” ในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน ยิ่งเป็นตำแหน่งบริหารแล้ว ยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้เลย เช่น จะมีใครสามารถเป็นคณบดีได้ตลอดชีพเพราะเป็นหลักการว่า ทุกคนที่เข้ามารับตำแหน่งนี้ จะมีวาระ 2 เทอมๆ ละ 4 ปี รวมเป็น 8 ปี ซึ่งก็น่าจะเพียงพอแล้วในมิติของเวลา

     กติกาเช่นนี้มีความชัดเจนว่า ไม่มีใครจะละเมิดกติกาได้ และไม่มีใครยอมให้เกิดการละเมิดกติกาดังกล่าวด้วย แต่ทุกอย่างก็มีข้อยกเว้นเสมอ ดังเช่นเรื่องที่จะนำมา “เล่าสู่กันฟัง” จากสิ่งที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยลา-ลาแลนด์ และต้องบอกว่า เกิดได้อย่างไม่น่าเชื่อจริงๆ

     ดังที่กล่าวแล้วว่า การตั้งคณบดีในมหาวิทยาลัยนั้น ไม่ใช่กระบวนการการเลือกตั้ง แต่เป็นการ “สรรหา” โดยการตั้งกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมาทำหน้าที่ในการสรรหา หรือเป็น “ประชาธิปไตยทางอ้อม” การสรรหาเช่นนี้เป็นกระบวนการที่ใช้ในทุกมหาวิทยาลัย ไม่แตกต่างกัน แม้อาจจะมีรายละเอียดต่างกันออกไปบ้างก็ตาม

      สำหรับที่มหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์นั้น คณะกรรมการในการสรรหาคณบดีประกอบด้วย 5 คน คือ 1) ประธานการสรรหา (เลือกจากที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย) 2) อธิการ 3) ตัวแทนคณบดี (เลือกจากที่ประชุมคณบดี) 4) ตัวแทนอาจารย์ (กรรมการประเภทอาจารย์เลือกจากที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย) 5) ตัวแทนอาจารย์ของคณะที่มีการสรรหา (เลือกจากกรรมการประจำคณะนั้น)

30 ข้อสังเกตกรณี “คณบดีตลอดชีพ”

    อย่างไรก็ตาม ผลการสรรหาคณบดีคณะหนึ่งน่าสนใจอย่างมาก เพราะมีข้อสังเกตที่มีนัยสำคัญอย่างน่าสนใจกับปัญหา “ธรรมาภิบาลและความโปร่งใส” ของการจัดสรรตำแหน่งในมหาวิทยาลัย อย่างที่หน่วยราชการอื่นอาจทำไม่ได้เลย ดังต่อไปนี้

1) ผู้ที่ได้รับการสรรหา เป็นคณบดีคนเดิม แต่เป็นอาจารย์ที่เกษียณอายุราชการแล้วในตำแหน่งคณบดี แต่ได้ขอใช้ “สิทธิ” ที่ขอเข้ารับการสรรหาอีกครั้ง

2) อาจารย์ท่านนี้เคยดำรงตำแหน่งคณบดีมาก่อน 2 วาระ (8 ปี) จึงครบวาระการเป็นคณบดีตามกติกาสากลและต้องสิ้นสุดจากตำแหน่ง (เพราะต่อให้ “เก่งและวิเศษ” อย่างไร ก็อยู่เกินวาระไม่ได้)

3) คณบดีเกษียณท่านนี้ ต้องยอมลงจากตำแหน่ง แต่ในเวลาเดียวกัน ได้ผลักดันให้ “เพื่อนสนิท” ท่านหนึ่ง หรือที่เรียกว่า “ก๊วนอำนาจ” ของตน ให้เข้ารับการสรรหา และได้เป็นคณบดีจนครบ 1 วาระ (4ปี)

4) เมื่อก๊วนตัวเองอยู่ครบวาระแล้ว คณบดีคนเดิมที่เคยดำรงตำแหน่ง 2 วาระนั้น ก็ได้พาตัวเองกลับเข้าสู่การสรรหาอีกครั้ง (อย่างไม่น่าเชื่อที่ 1)

5) วาระที่ขีดคั่น 4 ปีก่อนหน้านี้ จึงอาจทำให้ตีความได้ว่า เป็นเพียงการ “เลี่ยงบาลี” ของการอยู่ในตำแหน่งที่ครบ 8 ปีแล้ว เพื่อที่จะได้กลับมาสรรหาใหม่ใช่หรือไม่ แม้จะไม่มีบทบัญญัติที่เป็นข้อห้ามโดยตรงก็ตาม

6) ต่อมาเมื่อคณบดีท่านนี้ อยู่จนครบอีกวาระหนึ่ง (4 ปี) แล้ว จึงต้องมีการสรรหาใหม่ แต่ก็เป็นการสรรหาที่มีคำถามตามมาอย่างมาก

7) การสรรหาที่เกิดในครั้งนี้ในปี 2568 เกิดในภาวะที่คณบดีท่านนี้เกษียณอายุราชการแล้ว แต่ยังขอเข้ารับการสรรหาใหม่อีกครั้ง (อย่างไม่น่าเชื่อที่ 2)

8) การได้รับการสรรหา จะกลายเป็น “เงื่อนไขบังคับ” ในตัวเอง ที่คณะนั้น จะต้องใช้งบประมาณของคณะตนเองในการจ้างคณบดีเกษียณท่านนี้ ให้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารต่อไปอีก 4 ปี (อย่างไม่น่าเชื่อที่ 3)

9) การต้องจ้างคณบดีเกษียณ ให้กลับมาเป็นคณบดีใหม่ ทำให้เกิดคำถามมากมาย โดยเฉพาะคำถามสำคัญว่า อะไรคือเกณฑ์ที่ใช้ในการจ้างคณบดีเกษียณในลักษณะเช่นนี้ และจริงหรือว่า คนในคณะนี้ “บาดเจ็บพิการ” จนไม่สามารถเป็นคณบดีได้ มีเพียงคณบดีกับเพื่อน 2 คนเท่านั้น ที่ปกติและรับตำแหน่งได้เท่านั้น

10) การอยู่ในตำแหน่งคณบดีมาแล้ว 8 ปี เอาเพื่อนมาคั่นไว้ 4 ปี และกลับมาเป็นต่อมาอีก 4 ปี ทั้งจะต้องจ้างให้เป็นคณบดีอีก 4 ปีในอนาคตนั้น น่าจะเป็นประเด็นที่ควรต้องนำมาพิจารณาถึงมิติของการบริหารมหาวิทยาลัย เพราะเท่ากับคณบดีท่านนี้ (และเพื่อน) จะอยู่ในตำแหน่งทั้งสิ้นรวมเวลา 20 ปี ซึ่งน่าจะต้องถือเป็นคณบดีที่อยู่ยาวนานที่สุดในประเทศไทย (อย่างไม่น่าเชื่อที่ 4) [ยังมีอีกคณะหนึ่งที่อาจเป็นตัวเทียบเคียงคือ ได้เป็นคณบดี 2 วาระ 8 ปี แล้วจึงไปเป็นประธานสภาอาจารย์ 2 วาระ 4 ปี แล้วกลับมาเป็นคณบดีใหม่อีกรอบ พร้อมควบตำแหน่งบริหารอื่นอีก 1 ตำแหน่ง … มหาวิทยาลัยนี้ชอบการ “สวมหมวกหลายใบ”]

11) ถ้าอาจารย์ท่านนี้เป็นบุคคลที่มี “สำนึก” (หรือภาษาชาวบ้านคือ “ไม่บ้าอำนาจ” กับการมีตำแหน่งได้บ้างแล้ว) เขาควรจะยุติบทบาทในวาระที่ตนเองเกษียณอายุราชการ ซึ่งน่าจะเพียงพอแล้วที่เขาและเพื่อนได้ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องกันมาถึง 16 ปี และเฉพาะตัวเขาเป็นคณบดีนานถึง 12 ปี … จนหลายคนในคณะนี้ต้องครวญเพลง “16 ปีแห่งความหลัง” ของครูสุรพล สมบัติเจริญ กันอยู่เนืองๆ

12) สภาวะของการอยู่ในตำแหน่งอย่างยาวนานนั้น ในทางการเมืองเรียกได้ประการเดียวว่าเป็น “การสืบทอดอำนาจ” ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของ “ผู้นำในระบอบเผด็จการ” แต่สิ่งนี้กลับเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัย และทำให้เรากำลังเห็นปรากฏการณ์ “คณบดีตลอดชีพ” (อย่างไม่น่าเชื่อที่ 5) … จากผู้นำเผด็จการตลอดชีพของรัฐบาลแถวทวีปแอฟริกา เรากำลังเห็นคณบดีตลอดชีพที่ลา-ลา แลนด์

13) การสืบทอดอำนาจตำแหน่ง “คณบดีตลอดชีพ” นั้น เป็นไปไม่ได้เลย ถ้าท่านผู้นำไม่มีท่าทีแบบ “สนับสนุน” แต่สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ เพราะสัญญาณจากผู้บริหารมหาวิทยาลัยเองใช่หรือไม่

14) ถ้าการสรรหาเกิดขึ้นในสภาพดังที่กล่าวแล้วนั้น การสรรหาจึงเป็นเพียงการกด “รีโมทคอนโทรล์” ของท่านผู้นำเท่านั้นเอง แต่ก็เป็นการ “ป้องปราม” ไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามลงแข่ง เพราะ “แข่งให้ตายก็ได้แค่ตาย” ไม่มีทางชนะ คนของท่านผู้นำเท่านั้น จึงจะชนะการสรรหา แม้ว่าจะมีปัญหาในเชิงคุณสมบัติ (อย่างไม่น่าเชื่อที่ 6)

15) หากพิจารณาในโครสร้างอำนาจแล้ว เราจะพบว่า คณบดีตลอดชีพท่านนี้ได้แสดงบทอย่างชัดเจนในการเป็น “เนติบริกร” อย่างสุดใจในทุกเวทีการประชุม ทั้งยังทำหน้าที่ “องครักษ์พิทักษ์นาย” อย่างดียิ่ง ทั้งยังสามารถเอาตัวไว้ใช้ตอบโต้ในเวทีการประชุมได้อีกด้วย

16) น่าสนใจว่า คณะกรรมการสรรหาไม่พิจารณาความเหมาะสมและข้อมูลในเรื่องอื่นๆ ประกอบเลยใช่หรือไม่หรือคณะกรรมการฯ “มีธง” และตัดสินเพื่อให้ “ชนธง” ของท่านผู้นำเท่านั้นเอง กล่าวคือ หลังจากการสรรหาที่ “หอเก็บหนังสือ” เป็นต้นมาจนถึง “คณะปลูกผัก” แล้ว กระบวนการเช่นนี้ในมหาวิทยาลัยลา-ลาแลนด์ ดูจะกลายเป็นการ “สรรฮั้ว” ไปหมดแล้ว (อย่างไม่น่าเชื่อที่ 7)

17) การสรรหาคณบดีในคณะที่มีการเรียนในเรื่องของ “ตราชั่ง” นั้น การรักษาความเที่ยงธรรมเพื่อให้ “ตราชั่งเที่ยงตรง” ต้องถือเป็นเรื่องสำคัญ อาจารย์และนิสิตในคณะนี้ต้องอย่ายอมให้ใครเขาเปลี่ยนสัญลักษณ์คณะเราเป็น “ตราชั่งเอียง” เพียงเพราะผลการสรรหา … อายเขาครับสำหรับการเป็น “คณะตราชั่งเอียง” เช่นนี้แล้ว จะไปสอนถึงหลัก “นิติรัฐ-นิติธรรม” กับนิสิตได้อย่างไร

18) การสรรหาในอีกด้านกลายเป็น “ปัญหาด้านงบประมาณ” ในตัวเอง เพราะเป็นการสรรหาเพื่อจ้างคณบดีเกษียณให้เป็นคณบดีต่ออีก 4 ปี ซึ่งน่าสนใจว่า คณะจะต้องเตรียมงบประมาณอีกเป็นจำนวนเท่าใด และจ่ายในหมวดอะไรบ้างกับการมี “คณบดีอัตราจ้าง” เพราะท่านผู้นำมักกล่าวเสมอถึง ข้อจำกัดด้านงบประมาณของลา-ลา แลนด์ แต่กลับไม่มีเสียงคัดค้าน/ท้วงติงในกรณีนี้ เป็นไปได้ไหมที่จะมีเกณฑ์คุณสมบัติที่ชัดเจนในการมี “คณบดีอัตราจ้าง” เพื่อป้องกันการอนุมัติการจ้างคณบดีเกษียณให้มาเป็นฐานทางการเมือง

19) การสรรหาเพื่อเปิดทางให้คณบดีเกษียณได้เป็นคณบดีต่อไปอีกนั้น สะท้อนให้เห็นชัดว่า คณะกรรมการสรรหา “ปิดประตู” ที่ไม่อนุญาตให้อาจารย์ท่านอื่นๆ เดินเข้ามาเป็นผู้บริหารคณะ เว้นแต่คนที่ท่านผู้นำได้ตกลงใจเลือกแล้วเท่านั้น สิ่งนี้จึงเป็นการทำลายหลักการการสรรหาที่ “เสรีและเป็นธรรม” (free and fair) ให้หมดสภาพลงได้ (อย่างไม่น่าเชื่อที่ 8)

20) ผลการสรรหาที่สะท้อน “การสืบทอดอำนาจ” เพื่อสร้าง “คณบดีตลอดชีพ” เช่นนี้ ด้านหนึ่งเป็นปัญหาธรรมาภิบาลในตัวเอง แต่ในอีกด้านก็สะท้อน “วิสัยทัศน์” ทั้งของผู้บริหารและคณะกรรมการสรรหา ที่อาจทำให้เกิดการตีความว่า การสรรหาคือ การ “สรรฮั้ว” ในการตั้งคณบดี เพราะสามารถเดาผลได้ล่วงหน้าและผลลัพธ์ไม่น่าจะเกิดจากการฟังประชาพิจารณ์ของคณะกรรมการฯ แต่อย่างใด

21) ปัญหาการสรรหาที่ออกอาการ “สรรฮั้ว” เช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามอย่างมากกับการสร้าง “ธรรมาภิบาลสรรหา” ในอนาคต ทำอย่างไรที่การสรรหาต้องยืนอยู่บนหลักการในทางรัฐศาสตร์คือ “เสรีและเป็นธรรม” (free and fair) ไม่ใช่ยึดหลักรัฐศาสตร์ของระบอบเผด็จการที่ถือเสมอว่า “อำนาจคือธรรม” (might is right)และเอาเสียงของผู้มีอำนาจเป็นที่ตั้ง

22) สิ่งที่เกิดขึ้นเช่นนี้ ยังทำให้เกิดคำถามในเชิงตัวบุคคลและความสัมพันธ์เชิงอำนาจของคณะกรรมการสรรหาทั้งหมดอย่างมาก เพราะการสรรหาเช่นนี้เป็นการ “ทำลายเจตนารมณ์” ของระบบสรรหาอย่างมากเนื่องจากตัวละครในคณะนี้ ถ้าทำผังเป็น “เส้นโยงใย” กับสายอำนาจแล้ว ก็จะเห็นชัดถึงปัญหาในตัวเอง

23) ภาวะเช่นนี้อาจส่งผลให้การสรรหาไม่สามารถสะท้อนความต้องการที่แท้จริง คณะต้องการ “คณบดีที่มีประสิทธิภาพ” ในการสร้างอนาคตของคณะ ไม่ได้ต้องการ “คณบดีผู้ทรงศีล” ที่ยึดถือมั่นในความดีของตัวเอง และมองเห็นคนอื่นเป็น “พวกทุศีล” ไปเสียหมด และเชื่อเข้าข้างตัวเองอย่างเดียวว่า มีแต่ “ผู้ทรงศีล” อย่างพวกเขาเท่านั้นที่เหมาะสมในการบริหาร (ควบคุม) คณะนี้ต่อไป

24) การสืบทอดอำนาจเช่นนี้ สร้างให้เกิดบรรยากาศภายในที่มี “ความคับข้องใจ” เพราะเท่ากับบอกว่าในรอบ20 ปี (16 ปีที่ผ่านมา และอีก 4 ข้างหน้า) จะไม่อนุญาตให้ใครแทรกเข้ามาในการบริหารคณะนี้ได้เลย

25) ทำอย่างไร ที่กระบวนการสรรหาจะต้อง “ฟังเสียงคนในคณะ” บ้าง ไม่ใช่เพียงแค่มีเวลาให้คนมาพูดในเวทีประชาพิจารณ์ ซึ่งไม่ได้มีผลอะไรอย่างแท้จริงในทางปฏิบัติ หรือปัญหาการมีตัวแทนคณะ/หน่วยงานในกรรมการสรรหา ที่ออกเสียงตามใจตัวเอง ไม่ใช่เสียงของคณะ กล่าวคือ ทำอย่างไรที่จะมี “เสียงแท้จริง” ที่บ่งบอกถึงความต้องการของคณะได้บ้าง ไม่ใช่การตัดสินแบบเบ็ดเสร็จจากกรรมการสรรหาฝ่ายเดียว

26) ผลที่ตามมาอีกประการหนึ่งที่ไม่เคยถูกนำมาพิจารณามากนักคือ ภาวะ “สมองไหล” จากการสืบทอดอำนาจที่ทำให้ทิศทางการพัฒนาคณะไม่ไปไหน จนอาจารย์ส่วนหนึ่งตัดสินใจ “ย้ายบ้าน” ไปที่อื่นดีกว่า เพราะเชื่อว่ามีอนาคตมากกว่า อันทำให้เกิดคำล้อเล่นอย่างเจ็บปวดว่า คณะนี้ทำหน้าที่ “ส่งออก” อาจารย์ปริญญาเอกไปให้มหาวิทยาลัยอื่นได้เป็นอย่างดี

27) ปัญหาธรรมาภิบาลและจริยธรรมของการขึ้นสู่ตำแหน่งนั้น สุดท้ายแล้วอาจไม่ได้ตัดสินด้วยการ “แพ้/ชนะ” ของข้อกฎหมาย แต่ตัดสินด้วย “สามัญสำนึก” แบบง่ายๆ ว่า การรับตำแหน่งในแบบคณบดีตลอดชีพเช่นนี้ควรทำหรือไม่ … คำถามนี้ว่าที่จริงแล้ว “ตอบง่าย” ถ้าเรา (อาจต้องรวมกรรมการสรรหาด้วย) ยังมี “สติ” ที่จะตอบปัญหาในเรื่องของความเหมาะสมอยู่บ้างหรือไม่ แม้ความเหมาะสมนี้ จะไม่มีข้อบัญญัติทางกฎหมายห้ามก็ตาม เพราะกฎหมายไม่สามารถบัญญัติเรื่องความเหมาะสมได้ แต่อย่างน้อย สามัญสำนึกตอบได้แน่

28) ถ้าท่านผู้นำและบรรดา “เนติบริกร” ในสภามหาวิทยาลัย จะตอบว่า การทำเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผิด เพราะไม่มีบทบัญญัติใดเป็นข้อห้ามแล้ว ก็อาจถูกต้องในทางข้อกฎหมาย แต่คำถามว่า 16 ปีที่ผ่านมา เพียงพอแล้วหรือไม่ในการครองอำนาจ ใน 16 ปีที่ผ่านมานั้น อะไรคือ “ตัวชี้วัด” ความสำเร็จของการดำรงตำแหน่งนี้

29) กรณีการสร้างปรากฏการณ์คณบดีตลอดชีพเช่นนี้ เป็นอีกภาพสะท้อนหนึ่งของมหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์ ที่มีปัญหาอย่างมากในการ “สรรฮั้ว” คณบดี แต่สำหรับท่านผู้นำในที่สุดแล้ว คณบดีเหล่านี้คือ “ฐานอำนาจ ” ในที่ประชุมคณบดี ที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย และเป็นปัจจัยสำคัญช่วยในการบังคับทิศทางที่จะนำเอา“พรรคพวก” เข้ามายึดอำนาจในสภามหาวิทยาลัย

30) ปัญหาการเลือกคณบดีจะไม่มีทางที่จะดำรง “เจตนารมณ์การสรรหา” ที่เป็น “ประชาธิปไตยทางอ้อม” ได้เลย ถ้าผู้บริหารและกลุ่ม/ก๊วน คิดแต่เพียง “การกระชับอำนาจ” (power consolidation) ที่เน้นการควบคุมเวทีประชุมมหาวิทยาลัยในทุกระดับ เพียงเพื่อการแสวงหา “ผลประโยชน์ อำนาจ และตำแหน่ง” อย่างไม่มีขอบเขตจำกัด โดยไม่ต้องคำนึงถึงหลักธรรมาภิบาลใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งคนเหล่านี้มีความเชื่อหลักประการเดียวว่า “อำนาจคือธรรม” … การบริหารมหาวิทยาลัยจึงเป็นเรื่องของอำนาจ ไม่ใช่เรื่องของความเป็นธรรม !

ท้ายบท

     เรื่องราวทั้งหมดนี้ตอบได้ประการเดียวว่า มหาวิทยาลัยลา-ลา แลนด์ กำลังถูกปรับเปลี่ยนให้มีการบริหารในแบบ “รัฐเผด็จการ” ที่เห็นได้ทั่วไปในการเมืองของ “ประเทศด้อยพัฒนา” แถวทวีปแอฟริกานั่นเอง สุดท้ายนี้คงต้องฝากใครช่วยสะกิดให้กระทรวงอุดมศึกษาฯ ช่วย “เหลียวตามอง” ปัญหาเหล่านี้บ้าง เพราะมหาวิทยาลัยยังเป็นของรัฐ ไม่ใช่ “บริษัทส่วนบุคคล” ของท่านผู้นำและก๊วน !



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วันหนึ่ง ณ ตึกสันติไมตรี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถามถึง ‘ไอ้บ๊อบ’ การเมือง ‘ทองใบ ทองเปาด์’ ทนายแม็กไซไซ
ไทยประกันชีวิต เดินหน้าโครงการ ‘เสริมโอกาส สร้างอาชีพ’ ปี 4 ประเดิมที่แรก APCD หนุนกลุ่มเปราะบาง
เรื่องต้องรู้ของฟุตบอลโลก 2026 ศึกเวิลด์คัพฉบับ ‘มหึมา’
ฉบับประจำวันที่ 12-18 มิ.ย. 2569 ฉบับที่ 2391
E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)