ในประเทศ
ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองของไทย ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะมิติทางเศรษฐกิจ สังคมแบบที่เคยเข้าใจกันเท่านั้น
สัปดาห์ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่าแม้แต่เรื่องกีฬา-มหกรรมซีเกมส์ ที่ไทยเป็นเจ้าภาพปีนี้ ก็ได้รับผลกระทบจากการเมืองอย่างหนัก
ความที่ฝ่ายบริหารสูงสุดของประเทศเปลี่ยนผู้นำไปมา ความที่ธงนโยบายสนับสนุนไม่ชัดเจน ความที่รัฐบาลไม่สามารถผลักเป็นวาระ-สร้างการนำอย่างสร้างสรรค์ขึ้นในสังคมได้
ภาพความปั่นป่วน วุ่นวาย สารพัดปัญหาจึงปรากฏมาในซีเกมส์ครั้งล่าสุดที่ไทยเป็นเจ้าภาพ
มีข่าวไม่ดีมานาน ตั้งแต่ปัญหาอมเบี้ยเลี้ยง นักกีฬาโดนหักเงินอย่างไม่เป็นธรรมจนเกิดการประท้วง เป็นข่าวดัง สะท้อนความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารทรัพยากรบุคคลด้านกีฬาอย่างรุนแรง
ในส่วนการจัดงานก็เต็มไปด้วยปัญหา ตั้งแต่โลโก้งาน มาสค็อต ปัญหาการจัดการสื่อมวลชนที่มาทำข่าว กระทั่งทำ Artwork ต่างๆ ออกมาก็ถูกล้อเลียน
แม้แต่ตารางประชาสัมพันธ์ยังถูกเผยแพร่มาในรูปแบบไฟล์ Excel จนเป็นที่หัวเราะของทุกคนที่พบเห็น
ในส่วนการแข่งขันเกิดปัญหาจนเป็นข่าวมากมาย เช่น ในการแข่งขันนัดสำคัญกีฬาฟุตบอลของ 2 ประเทศ เจ้าหน้าที่กลับไม่เปิดเพลงชาติด้วยเหตุผลง่ายๆ แค่ปัญหาการประสานงานผิด ไม่มีคนควบคุมเครื่องเสียง จนนักกีฬาแต่ละชาติต้องตะโกนร้องเพลงกันเอง, ปัญหาไฟส่องสว่างไม่ติดจนคนโวยลงโซเชียล
ปัญหาการจ้างงานเอเยนซี่ต่างๆ และไม่จ่ายค่าจ้างจนต้องประท้วงไม่ทำงาน กลายเป็นข่าวดัง, ปัญหาการแจ้งตารางแข่งขันผิด ทำแฟนกีฬาเมียนมาที่จะไปเชียร์ทีมบ้านเกิดต้องไปรอผิดสนามจำนวนมาก
ที่เลวร้ายที่สุดเห็นจะเป็นพิธีเปิด ที่พบทั้งปัญหาธงชาติผิดประเทศ, ข้อมูลตัวเลขการแสดงต่างๆ ผิดอย่างไม่น่าผิด, หรือนักร้องสาวคนดัง ได้รับการประสานงานจนผิดพลาด ถูกขอให้ “ลิปซิงค์” แต่กลับปล่อยเสียงซ้อนจนคนฟังไม่รู้เรื่อง
ทั้งหมดคือปัญหาที่สะท้อนความไม่พร้อมด้านอุปกรณ์และการจัดการ
น่าผิดหวังไม่น้อยเพราะประเทศไทยของเราเคยจัดการแข่งขันกีฬาที่ใหญ่กว่านี้หลายครั้ง จัดการประชุมผู้นำระดับใหญ่ของโลกก็เคยทำได้ แต่ต้องมาตายน้ำตื้นแค่กีฬาซีเกมส์
ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ เพราะในแง่นี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ปล่อยให้กีฬาซีเกมส์เป็นหน้าที่ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และรัฐมนตรีเกษตรฯ ในฐานะประธานกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ที่มีนายอรรถกร ศิริลัทธยากร มือขวาจากพรรคกล้าธรรม-รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นตัวหลักควบคุมดูแลการผลิตด้วยตนเอง
งานนี้ก็รับฟีดแบ็กไปเต็มๆ โดยมีนายอนุทินมองอยู่ห่างๆ เสียงวิจารณ์กระทบไม่ถึง
พร้อมๆ กับที่ซีเกมส์กำลังเริ่มดำเนินการไป จู่ๆ เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ก็ปะทุขึ้นมาอีก หลังสงบเงียบมาระยะหนึ่ง
การปะทะกันระลอกนี้มีการใช้อาวุธหนักใส่กันจำนวนมากและต่อเนื่องหลายวัน ก่อให้เกิดผู้อพยพทั้งสองประเทศหลายแสนคน
ถ้าพูดอย่างตรงไปตรงมา ก็ต้องบอกว่า ไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นฝ่ายเริ่มก่อน เพราะรายงานข่าวสื่อไทยก็เป็นข้อมูลจากทหารไทยในพื้นที่ว่ากัมพูชาเปิดฉากยิงก่อน ขณะที่สื่อกัมพูชาเองก็อ้างข้อมูลทหารในพื้นที่ว่าไทยเป็นฝ่ายรุกรานก่อน
จึงรู้ได้แต่เพียงว่าผลของการปะทะครั้งนี้ ก่อให้เกิดสถานการณ์แบบใดในฝั่งการเมืองของแต่ละประเทศตามมา
เริ่มที่ฝั่งไทย จะเห็นว่าที่ผ่านมา คะแนนนิยมของค่ายสีน้ำเงินและรัฐบาลมีปัญหาไม่น้อย จากกรณีปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่จนมีคนตายหลักร้อย บ้านเรือนประชาชนเสียหายจำนวนมาก การอพยพตักเตือนประชาชนเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ
ขณะที่ในเรื่องการเมือง ก็ถูกพรรคฝ่ายค้านกดดันการอภิปรายจนต้องขู่จะยุบสภา รวมถึงเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังคาราคาซังอยู่
ซ้ำยังเจอเรื่องทุนเทา สแกมเมอร์ ที่ถูกตั้งคำถามเรื่องการแทรกซึมระบบการเมืองไทยอย่างหนัก
มีการปล่อยภาพนักธุรกิจต่างชาติที่เชื่อมโยงกับกลุ่มทุนเทา เข้ามาผูกพันใกล้ชิดกับชนชั้นนำทางการเมืองและธุรกิจของไทย รวมถึงตัวนายกฯ เอง ที่ก็ต้องชี้แจงกันจ้าละหวั่น
ปัญหาเศรษฐกิจฝืดเคืองก็ยังเป็นปัญหา คำถามต่อรัฐบาลนับวันยิ่งมากขึ้น สวนทางกับความนิยม ที่นับวันยิ่งลดลง
เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา จึงมาได้จังหวะพอดี
เพราะในสถานการณ์วิกฤต ตำแหน่งนายกฯ มีความสำคัญ รัฐบาลต้องอยู่ต่อเพื่อประคองสถานการณ์ จึงไม่มีใครออกมาเรียกร้องให้ยุบสภาในช่วงเวลาสำคัญนี้
ขณะที่นายอนุทินเองก็ไฟเขียวอำนาจเหล่าทัพใช้กำลังเมื่อจำเป็น พร้อมกับประกาศจุดยืนไม่เจรจา ไม่ใช่เวลาพูดคุยกัมพูชา และไม่สนใจนายโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกฯ มาเลเซีย ในฐานะประธานอาเชียน
เรียกเสียงสนับสนุนจากชาวไทยผู้กำลังรักชาติได้มากโข โดยไม่ได้คิดถึงผลกระทบที่จะตามมา เพราะต้องไม่ลืมว่าเศรษฐกิจไทยพึ่งพาสหรัฐระดับสูงมาก
มากในระดับที่ไม่สามารถทำอะไรโดยไม่แคร์สหรัฐได้
ขณะที่ฝั่งกัมพูชาเองก็ไม่เบา
ผลจากการปะทะกับไทยที่ผ่านมา ก่อให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมในกัมพูชาไม่น้อย
น้ำมันก็ต้องซื้อแพงขึ้น แรงงานกัมพูชาที่กลับจากไทยไปจำนวนมากก็ยังไม่มีงานทำ พืชผลทางการเกษตรก็ขายไม่ได้ ฮุน เซน และฮุน มาเนต ยังถูกโจมตีจากฝ่ายค้านกัมพูชาที่เคลื่อนไหวกดดันจากนอกประเทศอย่างหนัก
2 พ่อลูกตระกูลฮุน เริ่มเผชิญกับวิกฤตศรัทธามากที่สุดนับตั้งแต่ครองอำนาจมานานกว่า 40 ปีเช่นกัน
ดังนั้น ปัญหาชายแดนกับไทยจึงเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีเช่นกันในการปลุกชาวกัมพูชาให้ลืมปัญหาปากท้องและการเมืองภายในประเทศ หันมาสามัคคีกันต่อสู้ในทุกมิติกับประเทศไทย
สงครามและความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยจึงยังเป็นเครื่องมือทางการเมืองของ 2 พ่อลูกตระกูลฮุน
นี่คือหนึ่งในสัจธรรมของการเมืองในกัมพูชา ที่ใช้ได้ผลมาตลอด
แค่ปัญหาการเมือง เศรษฐกิจภายในว่าแย่แล้ว กัมพูชายังเจอปัญหาโลกรุมล้อมจากการเป็นศูนย์กลางสแกมเมอร์และอาชญากรรมออนไลน์ของโลก
ผู้ใกล้ชิดรัฐบาลกัมพูชา นักธุรกิจทุนเทาหลายคนถูกนานาชาติขึ้นบัญชีดำ กระทั่งมีการอายัดทรัพย์อย่างมากตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ทุนเทารอบ 2 พ่อลูกตระกูลฮุนจึงได้รับผลกระทบอย่างหนัก
การปะทะกับไทยที่เกิดขึ้น (โดยยังไม่ได้พิสูจน์ว่าใครเป็นคนเริ่ม) แต่ก็นับว่าเป็นเหตุการณ์ที่มาได้จังหวะพอดี
เพราะในระยะเวลาแบบนี้ ก็ไม่มีเรื่องไหนจะสร้างความสามัคคีในหมู่ประชาชนได้เท่าการปลุกชาตินิยมเพื่อต่อสู้กับไทย
สถานการณ์ที่เคลื่อนมาถึงจุดนี้ จึงยังคงไม่เห็นว่าจุดจบจะเป็นอย่างไร แต่ภาพที่น่าสลดใจคือภาพการหนีตายของประชาชนคนธรรมดาหลายแสนคนริมชายแดน ที่ต้องจากบ้านเรือนเข้าไปอยู่ในศูนย์อพยพ
รอบนี้กองทัพไทยเริ่มโจมตีลึกเข้าไปเรื่อยๆ มีการยิงจรวดทำลายคลังอาวุธที่ตั้งอยู่ห่างจากชายแดนมากขึ้น
ขณะที่ทางฝั่งกัมพูชาก็ใช้จรวดหลายลำกล้องปริมาณมากยิงกลับมาฝั่งไทย ความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินยังไม่อาจจบลงโดยง่าย
แม้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน จะออกมาเตือนสติรัฐบาลว่าไม่ควรปฏิเสธช่องทางอื่นๆ ในการบีบกัมพูชาให้กลับเข้าสู่การเจรจา หรือการแก้ไขความขัดแย้ง
พูดตามหลักการเป๊ะๆ ยังเจอทัวร์ผู้รักชาติรุมถล่ม
ประเทศไทยเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไรก็ไม่รู้
จากปัญหาความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านที่ควรจะยุติหรือลดทอนความรุนแรงของปัญหาได้ด้วยการยึดหลักสากลวิธี
นับวันยิ่งนิยมวิธีการแบบอำนาจดิบ มากขึ้นเรื่อยๆ
สุดท้ายคนรับกรรมคือประชาชนตาดำๆ
จากซีเกมส์ เกมส์แห่งความ “เซ็ง” สู่ วอร์เกมส์ เกมส์แห่งสงคราม (การเมือง)
ทั้งหมดคือเกมแห่งความสลดหดหู่ หรือเป็น “แซดเกมส์”
