สมรภูมิการเมืองเดือด จับตาวาระร้อน หลังเปิดประชุมสภา แก้ รธน. – คำถามประชามติ – ซักฟอก
ในประเทศ
สถานการณ์การเมือง ณ เวลานี้ กำลังเข้าสู่โหมดนับถอยหลัง “ยุบสภา” โดยตามไทม์ไลน์ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศย้ำชัดเจนมาตลอดว่าพร้อม “ยุบสภา” ไม่เกินวันที่ 31 มกราคม 2569 แน่นอน ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (Memorandum of Agreement) หรือ MOA ระหว่างพรรคประชาชน (ปชน.) กับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ภายหลังลงมติโหวตให้ความเห็นชอบนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี
ด้วยเหตุนี้ จึงส่งผลให้อายุของรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน เหลือเวลาทำงานอีกแค่เดือนกว่าๆ เท่านั้น ด้วยเวลาที่เหลืออยู่ รัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารจำเป็นต้องเร่งผลักดันนโยบายต่างๆ รวมทั้งเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาอุทกภัยน้ำท่วม รวมทั้งปัญหาความไม่สงบบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา
ขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติ สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา บทบาทนับจากนี้ไปในเวทีสภา จะเริ่มมีความเข้มข้นมากขึ้น หลังเปิดประชุมสภา
เริ่มจากวันที่ 10-11 ธันวาคม เปิดประชุมสมัยวิสามัญ 2 วันเพื่อประชุมร่วมกันของรัฐสภา พิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ วาระ 2 หลังคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ที่มีนายณัฐวุฒิ บัวประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน กมธ.ได้พิจารณาเสร็จแล้ว
ทั้งนี้ การพิจารณาในวาระ 2 จะเป็นการพิจารณาแบบรายมาตรา ขั้นตอนการพิจารณาหลังเสร็จวาระที่ 2 ต้องเว้นไว้ 15 วัน ก่อนจะพิจารณาในวาระที่ 3
โดยวาระ 3 จะต้องได้รับเสียงกึ่งหนึ่งของรัฐสภา และในนั้นต้องมีเสียงของวุฒิสภาเห็นชอบไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 รัฐธรรมนูญนี้ถึงจะผ่านวาระ 3
ฉะนั้น ต้องรอวัดใจเสียงของสมาชิกรัฐสภาว่าจะลงมติโหวตอย่างไร โดยเฉพาะเสียงของ ส.ว. แต่หากร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ผ่านด่านวาระ 3 ไปได้จะเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะเริ่มเห็นการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จ และเป็นไปตาม MOA
ขณะเดียวกัน หากร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ผ่านวาระ 2 พรรคภูมิใจไทยเตรียมเสนอญัตติด่วนต่อที่ประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาคำถามแรกทำประชามติ
โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ออกมาระบุว่า ก่อนหน้านี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้หารือกันว่าจะทำคำถามประชามติในคำถามที่ 1 แต่เมื่อสอบถามคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้รับคำตอบมาว่า ครม.ไม่สามารถทำคำถามประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญในครั้งที่ 1 ได้ ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่าการเริ่มต้นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้เริ่มต้นจากรัฐสภา
“ที่ประชุมพรรคภูมิใจไทยจึงหารือและมีข้อสรุปว่า จะเสนอเป็นญัตติด่วนต่อรัฐสภาในวันที่ 10 ธันวาคม เพื่อให้ประธานรัฐสภาบรรจุญัตติเรื่องนี้ไว้ในระเบียบวาระการประชุม เมื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ (แก้ไขเพิ่มเติม) วาระ 2 เสร็จแล้ว จะนำญัตติดังกล่าวนี้ขึ้นมาพิจารณาต่อ เพื่อให้รัฐสภามีมติส่งคำถามประชามติครั้งที่ 1 ไปยัง ครม. เพื่อให้ ครม.เสนอต่อคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อไป”
“หากมีการยุบสภาก่อนที่จะมีการลงมติในวาระ 3 ก็จะไม่สามารถมีวาระ 3 ได้ ขณะเดียวกันหากยุบสภาก่อนที่ ครม.จะมีมติให้ทำประชามติ ก็ไม่สามารถทำประชามติทั้งคำถามที่หนึ่งและสองได้เหมือนกัน เพราะขึ้นอยู่กับ ครม.” นายภราดรระบุ
ส่วนความเคลื่อนไหวการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 พรรคเพื่อไทย (พท.) ตัดสินใจขยับเวลาการยื่นญัตติซักฟอก “รัฐบาลอนุทิน” ออกไปก่อน เพื่อรอเวลาที่เหมาะสม ถ้าเวลานี้ดึงดันยื่นญัตติซักฟอกก็สุ่มเสี่ยงเกินไป เพราะรัฐบาลออกมาดักคอแล้วว่าหากพรรคฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อใด พร้อม “ยุบสภา” ทันที
แต่ทว่า ล่าสุด กลับมีกระแสข่าวออกมาว่า รัฐบาลอาจจะเปิดให้มีการอภิปรายตามมาตรา 165 โดยมีรายงานข่าวออกมาว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา จะมีมติให้นายกรัฐมนตรีขอให้รัฐสภาเปิดประชุมร่วมกัน เพื่อรับฟังความคิดเห็นเรื่องสำคัญเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัย หรือเศรษฐกิจของประเทศ ตามมาตรา 165 ของรัฐธรรมแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ 2560 คาดว่าจะกำหนดเวลาอภิปราย 3 วัน ระหว่างวันที่ 24-26 ธันวาคม 2568
โดยตามมาตรา 165 ระบุว่า “ในกรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรจะฟังความเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภา ขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไป ในที่ประชุมร่วมของรัฐสภาก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายไม่ได้”
เรื่องนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาระบุกรณีที่รัฐบาลอาจยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 165 เพื่อขอความเห็นรัฐสภาในการบริหารราชการแผ่นดินว่า ขอประชุมเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน
ส่วนมีความคิดที่จะยื่นญัตติดังกล่าวใช่หรือไม่นั้น นายกฯ ระบุว่า “ยัง ใครพูด ตอนนี้ยังมีปัญหาเรื่องความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านอยู่ รัฐบาลต้องสนับสนุนเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และให้กำลังใจกันเยอะๆ”
ทั้งนี้ จากกระแสข่าวดังกล่าวทำให้มีหลายฝ่ายออกมาตั้งข้อสังเกตว่า นี่คือการพลิกเกมของฝ่ายรัฐบาล เพื่อปิดกั้นการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลตามมาตรา 151 จากพรรคฝ่ายค้านหรือไม่
ขณะที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า เป็นสิทธิ์ของรัฐบาลที่จะดำเนินการและยื่นเรื่องมายังประธานรัฐสภาให้ดำเนินการ ขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานมาจากรัฐบาลว่าจะดำเนินการเรื่องดังกล่าวหรือไม่ หากเป็นไปตามข้อบังคับการประชุมก็สามารถดำเนินการได้
“ส่วนการยื่นเปิดอภิปรายทั่วไปสามารถทำทับซ้อนกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้หรือไม่นั้น ทำได้ ไม่ทับซ้อน เพราะเป็นการดำเนินการตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ทั้งการอภิปรายทั่วไปโดยมีการลงมติไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 การอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 รวมถึงกรณีที่รัฐบาลร้องขอ แต่ในการอภิปรายตามมาตรา 151 และมาตรา 152 นั้น ในสมัยประชุมหนึ่งสามารถทำได้เพียงครั้งเดียว” นายวันมูหะมัดนอร์ระบุ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเปิดสมัยประชุมสภา เชื่อว่าหลังจากนี้ไปบรรยากาศในสภาจะมีความเข้มข้นมากขึ้นแน่นอน เพราะนอกจากการผลักดันวาระการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ให้ผ่านวาระ 3 แล้ว รัฐสภาต้องเป็นผู้ริเริ่มคำถามประชามติ นอกจากนี้ ต้องรอลุ้นว่าพรรคเพื่อไทย ในฐานะพรรคฝ่ายค้านจะยื่นซักฟอกรัฐบาลเมื่อใด และรัฐบาลจะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 165 หรือไม่
ทั้งหมดล้วนเป็นวาระร้อนๆ ในสมรภูมิการเมืองเดือดที่ต้องรอติดตามกันอย่างระทึกใจ!
