จับตา ‘พรรคเก่า’ ฟื้น พรรคใหม่ ลงสนาม เปิดกล่องนโยบายชาตินิยม ตัวแปรเลือกตั้ง 2569
ในประเทศ
จับตา ‘พรรคเก่า’ ฟื้น
พรรคใหม่ ลงสนาม
เปิดกล่องนโยบายชาตินิยม
ตัวแปรเลือกตั้ง 2569
หากเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่วางไว้ ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้บรรยากาศการเมืองในช่วงนี้มีการเปิดตัวพรรคการเมืองและผู้สมัครอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 4/2568” กลับพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มองว่ายังไม่มีบุคคลที่เหมาะสมที่จะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี
โดยจากการสำรวจ เมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 40.60 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้, อันดับ 2 ร้อยละ 17.20 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน), อันดับ 3 ร้อยละ 12.32 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย), อันดับ 4 ร้อยละ 10.76 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์), อันดับ 5 ร้อยละ 6.28 ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย)
เช่นเดียวกัน เมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 32.36 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้, อันดับ 2 ร้อยละ 25.28 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน, อันดับ 3 ร้อยละ 11.80 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์, อันดับ 4 ร้อยละ 11.04 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย
อันดับ 5 ร้อยละ 9.92 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย
โฟกัสที่พรรคประชาชน ย้อนดูผลสำรวจพรรคการเมืองของนิด้าโพล ครั้งที่ 1/2568 มีผู้สนับสนุนพรรคประชาชน ร้อยละ 37.10, ครั้งที่ 2/2568 ร้อยละ 46.08, ครั้งที่ 3/2568 ร้อยละ 33.08 และครั้งที่ 4 /2568 ร้อยละ 25.28
สวนทางกับคำตอบว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ผลสำรวจครั้งที่ 1/2568 มีผู้ตอบตัวเลือกนี้ ร้อยละ 13.75, ครั้งที่ 2/2568 ร้อยละ 7.72, ครั้งที่ 3/2568 ร้อยละ 21.64 และครั้งที่ 4 /2568 ร้อยละ 32.36
แนวโน้มคะแนนนิยมของพรรคประชาชนที่เป็นขาลง สัมพันธ์โดยตรงกับแนวโน้มของผู้ตอบว่าไม่มีพรรคการเมืองที่เหมาะสม เบื้องหลังคะแนนนิยมที่ลดลงอาจสัมพันธ์กับการทำข้อตกลงกับพรรคภูมิใจไทย ให้พรรคภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย และอาจเกิดจากการสื่อสารจุดยืนของพรรคต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา แต่ยังมีมุมบวกคือคะแนนนิยมของพรรคที่ลดลง ยังไม่ได้ถูกเปลี่ยนไปเป็นคะแนนนิยมให้กับพรรคการเมืองอื่นมากนัก
อย่างไรก็ดี แม้จะยังมีคะแนนนิยมสูงกว่าพรรคอื่นๆ เป็นเท่าตัว แต่หากพรรคประชาชนไม่สามารถสร้างกระแสจนชนะเลือกตั้งและได้ ส.ส. มากกว่า 250 ที่นั่ง โอกาสที่พรรคประชาชนจะจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จก็คงเป็นไปได้ยาก
นอกจากนี้ คะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเพิ่มขึ้นหลังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง มีแนวโน้มดึงคะแนนเสียงที่เคยเลือกพรรคประชาธิปัตย์ แต่เปลี่ยนไปเลือกพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งปี 2566 กลับมาเลือกพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้งก็น่าจับตามอง
โดยผลสำรวจครั้งที่ 1/2568 มีผู้สนับสนุนประชาธิปัตย์เพียง ร้อยละ 3.65, ครั้งที่ 2/2568 ร้อยละ 2.68, ครั้งที่ 3/2568 ร้อยละ 5.52 และครั้งที่ 4 /2568 ร้อยละ 11.08
ถือเป็นพรรคเก่าที่ฟื้นขึ้นมาอย่างมองข้ามไม่ได้
ด้านพรรคเพื่อไทย ย้อนดูผลสำรวจครั้งที่ 1/2568 มีผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย ร้อยละ 28.05, ครั้งที่ 2/2568 ร้อยละ 11.52, ครั้งที่ 3/2568 ร้อยละ 13.96 และครั้งที่ 4 /2568 ร้อยละ 11.04
หากดูเฉพาะผลสำรวจ ดูเหมือนว่าคะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทยลดลงไปกว่าครึ่ง แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เกิดขึ้นหลังการสำรวจครั้งนี้ เช่น การเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี (16 ธันวาคม 2568)
การมีฐานเสียงเดิมที่เหนียวแน่น ทำให้เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะยังเป็นขั้วหนึ่งที่สำคัญในการต่อรองจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง
ขณะที่ฝั่งพรรคภูมิใจไทย ย้อนดูผลสำรวจครั้งที่ 1/2568 มีผู้สนับสนุนพรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 3.35, ครั้งที่ 2/2568 ร้อยละ 9.67, ครั้งที่ 3/2568 ร้อยละ 13.24 และครั้งที่ 4 /2568 ร้อยละ 9.92
แม้พรรคภูมิใจไทยจะพยายามปลุกกระแสชาตินิยม โดยใช้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเครื่องมือ แต่ดูเหมือนว่ายังไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นคะแนนนิยมได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ความล้มเหลวในการบริหารจัดการภัยพิบัติน้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นเสมือนภาพอนาคตประเทศไทยที่คนไทยจำนวนไม่น้อยมองเห็นในอีก 4 ปีข้างหน้า หากพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
อย่างไรก็ดี แม้คะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยจะอยู่แค่ประมาณร้อยละ 10 โดยเฉลี่ย แต่สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยมีคือ “พลังดูด” ทำให้พรรคน่าจะได้ ส.ส.แบบแบ่งเขตเป็นหลัก
และมีโอกาสสูงที่พรรคภูมิใจไทยจะกวาดเอาพรรคการเมืองขนาดกลางมาเป็นเสียงโหวตจัดตั้งรัฐบาล
ทั้งนี้ ต้องจับตาบทบาทของพรรคการเมืองหน้าใหม่ที่กำลังทยอยเปิดตัวกันอย่างต่อเนื่อง ได้แก่
1. พรรคไทยก้าวใหม่ ที่มีนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ เป็นหัวหน้าพรรค และคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช เป็นประธานที่ปรึกษาพรรค ชูนโยบายรื้อระบบการศึกษา เรียนฟรีถึงปริญญาตรี ไม่มีหนี้ ต้นน้ำของเศรษฐกิจคือการลงทุนสร้างคน
2. พรรคเศรษฐกิจ ที่มี พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ เป็นหัวหน้าพรรค และมีคริส โปตระนันทน์ ผู้ก่อตั้งกลุ่มเส้นด้าย เป็นประธานพรรค ซึ่งจากผลสำรวจของนิด้าโพล พล.อ.รังษีมีคะแนนนิยมถึงร้อยละ 3.88 สำหรับคำถามว่าบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ จากสไตล์การให้สัมภาษณ์แบบ “บู๊สะบั้นหั่นแหลก” น่าจะได้ใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วนที่มีแนวคิดอนุรักษนิยม (ชมคลิปสัมภาษณ์ : ไม่ใช่สีไหนทั้งนั้น พล.อ.รังษีพร้อมฟันคนโกงไม่เลี้ยง! ไม่ประกาศจับมือกับพรรคใดทั้งนั้น : Matichon TV)
3. พรรคโอกาสใหม่ ที่มีนายจตุพร บุรุษพัฒน์ อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหัวหน้าพรรค และมี ธงชัย ลืออดุลย์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นเลขาธิการพรรค ชูจุดแข็งใช้ประสบการณ์จากการทำงานภาครัฐที่เข้าใจระบบราชการอย่างลึกซึ้ง ผสานกับความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ที่มองโลกในมุมใหม่ เพื่อออกแบบนโยบายที่ทำได้จริง และเห็นผลจริง
4. พรรครักชาติ ที่มีนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ เป็นหัวหน้าพรรค นโยบายหลักของพรรค อยากให้คนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยคิดนโยบายช่วยเหลือประชาชน ช่วยเหลือคนตัวเล็ก และช่วยเหลือกลุ่ม SME ที่มีปัญหาเรื่องการแข่งขัน ให้สามารถทำธุรกิจต่อไปได้ และที่สำคัญคือการเข้าไปปรับปรุงกฎหมาย และกฎระเบียบต่างๆ เพื่อเอื้อให้คนไทยมีโอกาสในการทำมาหากิน
5. พรรคพลวัต ที่มีกัณวีร์ สืบแสง เป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งมีธงชัดเจนว่าต้องร่วมรัฐบาลเท่านั้น ไม่ว่าใครจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล อยากผลักดันนโยบายพรรคให้ทำได้จริง
โดยพรรคมีจุดยืน แนวคิด และทิศทางการทำงานทางการเมือง โดยให้ความสำคัญกับคำว่า “Smart Support and Sincere” เพราะเชื่อว่า “ฉลาด เปิดกว้าง ผลักดัน และการลงมือทำ สำคัญกว่าวาทกรรมสวยหรู”
นอกจากนี้ ต้องไม่ลืมพรรคกล้าธรรมภายใต้การนำของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ซึ่งที่ผ่านมีมา ส.ส.ย้ายเข้าพรรคอย่างต่อเนื่อง แต่ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกของพรรคกล้าธรรมในสนามเลือกตั้ง
ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า เราเป็นพรรคทำงาน ไม่ต้องพูดมาก ต้องดูผลงาน กล้าพูดได้ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าแม้จะเข้ามาดำรงตำแหน่งรองนายกฯ ได้ไม่กี่เดือน ก็เห็นว่าตนทำงานอย่างไร ในการเลือกตั้งครั้งนี้จะส่งผู้สมัครครบทั้ง 400 เขต โดยขณะนี้วางตัวผู้สมัครไปแล้วประมาณร้อยละ 85
ช่วงเวลาอีกไม่ถึงสองเดือนก่อนการเลือกตั้ง กับสถานการณ์ที่มีแนวโน้มที่จะไม่มีพรรคการเมืองใดชนะเลือกตั้งเด็ดขาดได้เก้าอี้ ส.ส.มากกว่า 250 ที่นั่ง ความน่าจะเป็นที่พรรคอื่นๆ จะจับมือกันร่วมตั้งรัฐบาลหนู 2 แล้วเบียดพรรคประชาชนไปเป็นฝ่ายค้าน หรือกระแสส้มกลับมาแรง ชนเป้าหมาย 250 เสียงได้สำเร็จ ต้องติดตามกันต่อไป
