bg-single

‘น้ำเงิน’ บวม ลูก ‘แดง’ แกง ‘ส้ม’

18.12.2025

ในประเทศ

‘น้ำเงิน’ บวม
ลูก ‘แดง’
แกง ‘ส้ม’

คอข่าวผู้ที่ติดตามการเมืองไทยมาสักระยะ คงไม่แปลกใจกับข่าวการชิงยุบสภา

เพราะไม่ใช่ว่าสถานการณ์นี้จะเป็นเรื่องที่ประเมินล่วงหน้ามิได้ ตรงกันข้าม เมื่อไล่เรียงไทม์ไลน์ก็จะเห็นว่าการยุบสภามีโอกาสสูง รอเพียงจังหวะเวลาเท่านั้น

และเวลานั้นก็มาถึง

สัปดาห์ที่ผ่านมาคือจังหวะดีที่สุดในการยุบสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้เหตุผลแบบเท่ๆ ว่า ต้องทำตามพรรคประชาชนสั่ง เพราะเขาเป็นคนตั้งให้ผมเป็นผู้นำรัฐบาล ถ้าเขาไม่ให้เป็น ก็ต้องยุบสภา

แต่ดูๆ แล้วคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยคล้อยตามเหตุผลของนายอนุทินเท่าไร

1.พรรคสีน้ำเงินกลายเป็นผู้ได้ประโยชน์สูงสุดจากรัฐธรรมนูญฉบับมรดก คสช. ไปเรียบร้อยแล้วในวันนี้

การหัก MOA ที่ทำไว้กับพรรคประชาชน เท่ากับการรักษาสถานะการนำเดิมของค่ายสีน้ำเงินในทางการเมืองไว้

ไม่ว่าจะเป็นสภาบนอย่าง ส.ว.และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่ง ส.ว.มีอำนาจในการแต่งตั้ง

การเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ ปลดล็อกประชามติต่างหากที่จะทำให้กลไกแขนขาของค่ายสีน้ำเงินในระบบการเมืองหดหายไป มีหรือใครจะยอมง่ายๆ

2. จังหวะทางการเมืองของค่ายสีน้ำเงินอยู่ในจุดที่กระแสพีกสุด เรียกเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ “ฟุตบอลกำลังเข้าเท้า” มีหรือค่ายสีน้ำเงินจะเขี่ยบอลทิ้ง จะเป็นตายร้ายดียังไงก็ต้องขอลองยิงทำประตูสักหน

จังหวะที่ว่านั่นก็คือเหตุปะทะไทย-กัมพูชา

ในสถานการณ์ที่คนไทยจำนวนไม่น้อยสั่งสมความคับแค้นข้องใจเพื่อนบ้านมายาวนาน การปะทะกันรอบแรกบังเอิญมีชาติมหาอำนาจมาขัดขวางจนต้องหยุดเป็นพิธีเสียก่อนเลยยังไม่ทันรู้ดำรู้แดง

การปะทะรอบนี้จึงเป็นภาคต่อที่หลีกหนีไม่พ้น

นายอนุทินและค่ายสีน้ำเงินในฐานะที่แสดงตัวชูธงนำชาตินิยมอนุรักษนิยมมายาวนาน จึงได้จังหวะพอดี ไฟเขียวทหารเปิดฉากรบแบบเต็มสูบ จัดหนักยิ่งกว่ายุคเพื่อไทย

รอบนี้จึงได้เห็นการทิ้งระเบิดหนักและกว้างขึ้น บางวันมีการทิ้งระเบิดเข้าไปลึกจากชายแดนหลายกิโลเมตร มีการระเบิดโครงสร้างพื้นฐานหลายอย่าง เป็นที่ถูกอกถูกใจผู้ที่กำลังโกรธแค้นผู้นำกัมพูชา

อย่างไรก็ตาม กระแสสงครามในไทย ตรงกันข้ามกับสิ่งที่นานาชาติจับจ้องมองมา

เพราะนักวิเคราะห์ต่างชาติเขามองว่า สงครามครั้งนี้คือสงครามงี่เง่า ที่จริงไม่ควรต้องเกิด ไม่ควรต้องมีใครสังเวยชีวิต แต่สถานการณ์มันเอื้อให้เกิดเพราะชนชั้นนำทางการเมืองทั้ง 2 ประเทศได้ประโยชน์

ฝ่ายชนชั้นนำไทยก็กำลังคะแนนนิยมตกจากปัญหาสแกมเมอร์เชื่อมโยงผู้นำระดับสูงของรัฐ และวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ ภาวะสงครามที่เกิดขึ้นผลักดันให้ชนชั้นนำไทยรับบทฮีโร่ได้ง่ายๆ

เช่นเดียวกับชนชั้นนำกัมพูชา ที่กำลังประสบความนิยมการเมืองตกต่ำ ซ้ำเจอโลกรุมถล่มหนักเรื่องอาชญากรรรม ศูนย์กลางการหลอกลวงออนไลน์โลก ยิ่งเสียเครดิต

กัมพูชาจึงได้จังหวะปลุก “ผีไทย” ฝ่ายไทยก็ได้จังหวะปลุก “ผีกัมพูชา”

แน่นอนว่า การยุบสภาในสถานการณ์สงครามที่เกิดขึ้นนี้ หนีไม่พ้นโดนเชื่อมโยงส่งผลต่อการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569

เป็นความผิดพลาดไม่มากก็น้อยของพรรคประชาชน ในการยกมือโหวตให้ค่ายสีน้ำเงินเข้ามากุมอำนาจรัฐ

ด้วยเชื่อว่าค่ายสีน้ำเงินจะยอมเปิดทางให้มีการปลดล็อกแก้ไขรัฐธรรมนูญ สุดท้ายพิสูจน์แล้วว่าเขามาเพื่อปกป้องประโยชน์ทางการเมือง แต่งตั้งราชการ ใช้งบประมาณ ก่อนจะจบท้ายด้วยการบิด MOA รักษามรดกสำคัญรัฐธรรมนูญ 2560

แม้กระแสนิยมทางการเมืองจะลดลง แต่ก็ได้จังหวะวิกฤตจากเหตุปะทะชายแดนเข้ามาช่วย

เลือกตั้งครั้งหน้าจึงเป็นโจทย์ง่ายของค่ายสีน้ำเงิน

พรรคภูมิใจไทยไม่จำเป็นต้องตั้งเป้าให้ได้คะแนนเสียงเป็นที่ 1 เพียงแค่ตั้งเป้าที่สำคัญกว่าคือทำอย่างไรให้ค่ายสีส้มคะแนนไม่ถึง 250 ที่นั่ง เก้าอี้นายกฯ ก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

วิธีที่จะการันตีคะแนนได้ดีที่สุดในกติกาการเมืองนี้หนีไม่พ้นต้องพึ่งระบบบ้านใหญ่ จึงเป็นที่มาว่าทำไมรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา สารพัดบ้านใหญ่ตบเท้าเดินเข้าที่ทำการพรรคค่ายสีน้ำเงิน

เมื่อกระแสฮีโร่ผู้นำในภาวะสงครามสู้เพื่อนบ้าน ผสมกับกองทัพบ้านใหญ่เต็มพรรค พร้อมๆ กับการจัดการเลือกตั้งที่ค่ายสีน้ำเงินยังครองภาวะอำนาจนำรัฐไว้ในมือ

สีน้ำเงินวันนี้เลย “บวม” ใหญ่ เกินกว่าเป้าหมายที่เป็นมาของพรรคไปแล้ว

ยุทธศาสตร์นี้การันตีได้ ส.ส.เยอะแน่ ด้วยวัฒนธรรมการเมืองของค่ายสีน้ำเงิน การไปจับขั้วกับพรรคอันดับที่ 3, 4 และ 5 เป็นรัฐบาลได้ง่ายกว่าค่ายส้มอย่างยิ่ง

จากพรรคขนาดกลาง ใช้เทคนิคทางการเมือง จนกลายเป็นผู้กำหนดชะตากรรมการเมืองไปแล้วในวันนี้

ผิดกับค่ายแดง พรรคเพื่อไทยที่ยังอยู่ในโจทย์จะกอบกู้คะแนนนิยมกลับมายังไง

สัปดาห์นี้ได้เห็นการเปิดตัว 3 แคนดิเดตนายกฯ โดยตัวเต็งคือ เชน ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

การผลักดันเชน ยศนันท์ ขึ้นเป็นแคนดิเดตนายกฯ เบอร์หนึ่งก็เป็นไปตามที่มีการคาด เพื่อมากอบกู้คะแนนนิยมที่ค่ายแดงสูญเสียไป

รอบนี้เพื่อไทยยังหวังแก้เกม โดยขับเน้นชูวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจ และสังคมเป็นหลัก เลี่ยงประเด็นการเมืองเพราะรู้ว่าคือจุดอ่อนในการหาเสียงของพรรค

ส่วนจุดอ่อนความเป็นคนตระกูลชินวัตร ก็ถูกพลิกให้เป็นจุดแข็งด้วยการประกาศสืบทอดเจตนารมณ์ทางการเมืองตั้งแต่ยุคไทยรักไทย โดยคนชินวัตรรุ่นใหม่ คุณภาพสูง ระดับศาสตราจารย์หนุ่ม-รองอธิการมหาวิทยาลัยดัง

ขณะที่แคนดิเดตอันดับ 2 เป็นนายสุริยะ ก็สะท้อนทิศทางการเมืองค่ายแดงชัด

แม้ชื่อสุริยะอาจขายยากสำหรับคนรุ่นใหม่ แต่ก็รู้กันดีว่านายสุริยะคือหัวจ่ายระดับพรีเมี่ยมในวันที่นายทักษิณ ชินวัตร ต้องโทษอยู่ในเรือนจำ

ในวันที่ค่ายสีแดงคะแนนตก ก็ต้องทำทุกอย่างเพื่อรักษาและสร้างอำนาจต่อรองของนายทักษิณไว้ให้ได้มากสุดในการเลือกตั้งครั้งหน้า จะได้ ส.ส.มากที่สุดก็ต้องรักษาหัวจ่ายไว้เพื่อให้บ้านใหญ่มุ้งต่างๆ ยังคงอยู่

จะเห็นว่าแม้ตระกูลชินวัตรจะประสบวิกฤตการเมืองอย่างหนักช่วงที่ผ่านมา แต่จำนวน ส.ส.ก็ไม่ได้ไหลออกจากพรรคมากมายแบบที่ใครคาดการณ์ตอนแรก

ด้วยสถานการณ์เช่นนี้เพื่อไทยจึงหวังเสียง ส.ส.อย่างน้อยต้องอันดับ 3 เพื่อให้พรรคกลายเป็นตัวแปรสำคัญ และได้เข้าร่วมตั้งรัฐบาลอย่างแน่นอน

และนี่ก็คือพรรคเพื่อไทย ที่ยังไม่สามารถตัดความเป็นชินวัตรออกจากพรรคได้

แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าสำหรับคนจำนวนไม่น้อย ความเป็นชินวัตรยังขายได้ ยังมีคนจำนวนมากชื่นชอบนโยบายทางเศรษฐกิจ-สังคมแบบเพื่อไทยอยู่

แคนดิเดตนายกฯ วันนี้จึงตกเป็นของ ลูกเจ๊แดง-ชินวัตร แบบเข้มข้นต่อไป

ส่วนค่ายส้มวันนี้ก็ได้ชื่อว่าโดนแกงรอบ 2 เป็นที่เรียบร้อย

หลังถูกค่ายแดงแกงหนักหลังเลือกตั้งปี 2566 จึงพกความแค้นมาโหวตให้ค่ายสีน้ำเงิน ด้วยความหวังว่าสีน้ำเงินจะทำตามสัญญายอมปลดล็อกแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ สุดท้ายก็พลาดเสียเหลี่ยม เขาปลดล็อกการแก้ไขให้แบบมีเงื่อนไข ต้องไม่แตะอำนาจ ส.ว.และองค์กรอิสระ

ผลก็คือ ไร้ประโยชน์ ถ้าไม่แตะ 2 เรื่องดังกล่าว มรดก คสช.ก็ยังอยู่

แน่นอนหนีไม่พ้นโดนคนรุมด่า เพราะคนจำนวนมากเตือนตั้งแต่แรก ที่สุดก็ต้องจัดงานเปิดใจขอโทษในการตัดสินใจของพรรค

โจทย์ของค่ายส้มวันนี้จึงหนักหนาสาหัส

1. เข้ากับใครยาก ผลจากการเมืองที่ผ่านมาทำให้ไว้ใจใครไม่ได้ พรรคการเมืองอื่นเปรียบเหมือนปลาคนละน้ำ ด้วยวัฒนธรรมการเมืองต่างกันจึงอยู่ร่วมกันยาก

2. ต้องได้ ส.ส.เกิน 250 ที่นั่งขึ้นไปเท่านั้น จึงจะได้เป็นรัฐบาล ต่ำกว่านี้ก็ไม่ได้

3. ต้องมาเจอกระแสชาตินิยมจากเหตุปะทะไทย-กัมพูชาเข้าอีก ปฏิบัติการไอโอของฝ่ายตรงข้ามหยิบเอาไปเล่นงานค่ายส้มอย่างหนัก คนพรรคส้มเองก็กล้าๆ กลัวๆ หวั่นทัวร์จะลง ไม่โต้กลับมาก ส่วนใหญ่จึงเลือกอยู่นิ่งๆ ขนาดเท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคออกมาดึงสติรัฐบาล ขอให้พิจารณาทางเลือกอื่นๆ ด้วยในการแก้ปัญหาการปะทะ ยังเจอทัวร์ลง อย่ามาแตะเบรกทหาร

จะพลิกวิกฤตชาตินิยมให้กลายเป็นคะแนนนิยมได้อย่างไร เมื่อคนจำนวนมากปฏิเสธวิธีทหารนิยมไม่ได้ นี่คือโจทย์ใหญ่ของทีมส้มในเวลานี้

แต่สำหรับแต่ละค่ายสี อะไรก็เกิดขึ้นได้ เพราะยังมีเวลาอีกพักใหญ่ กว่าจะถึงวันเลือกตั้ง

จากนี้จับตาอย่ากะพริบ!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สิทธิที่จะนั่ง
เส้นทาง ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ สถานะ มนุษยภาพ
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (จบ)
เชลยศึกสงครามลาว (46)
ชีวิตทางการเมือง ของพระสารสาสน์พลขันธ์ (29)
E-DUANG | ความเปราะบาง อำนาจ การเมือง เบื้องหน้า สถานการณ์ “โกงส.ว.”
รัฐประหาร 2520 ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ศุภชัย เบรกกระแสฮั้วสว. ปม‘สำนวนคณะ 26’ ชี้ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ เตือนอย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะเขาพูดกันมา
“ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
‘โครงการหิ่งห้อย’ โดย CKPower ส่งต่อความเชี่ยวชาญ สู่พลังขับเคลื่อนความยั่งยืน
ผู้คิดค้น Bluetooth ให้เราฟังเพลงเพราะๆ
จากฮอร์มุซสู่มะละกา : ข้อคิดเรื่องความเสี่ยงทางภูมิเศรษฐศาสตร์