ธงทอง จันทรางศุ | หยอดไข่-ตุย-อสุภ ภาษาที่ ‘เด๋ว’ ก็เปลี่ยนไป
คอลัมน์ หลังลับแล มีอรุณรุ่ง
ขณะที่ผมนั่งเขียนหนังสืออยู่นี้ ชายแดนด้านตะวันออกของเรากำลังมีสถานการณ์พิเศษที่ไม่น่าสบายใจวางใจ ปัญหาระหว่างเรากับเขมรซึ่งยืดเยื้อมาหลายเพลากลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เฉพาะเช้าวันนี้เหตุการณ์ได้ยกระดับไปถึงการใช้เครื่องบินของกองทัพอากาศไทยเข้าโจมตีตำแหน่งที่ตั้งอาวุธของฝ่ายเขมร ทำนองเดียวกันกับที่ได้เกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันนี้เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาไปแล้วครั้งหนึ่ง
จากวันนี้ไปสถานการณ์จะเป็นอย่างไรเหนือความคาดเดาของผมได้
ในฐานะที่อายุมากเกินกว่าจะไปสู้รบปรบมือกับใครเขาได้แล้ว ผมทำได้ก็แต่เพียงการส่งกำลังใจให้พี่น้องประชาชนตามแนวชายแดนที่ได้รับผลกระทบนับแสนคนมีความปลอดภัย พี่น้องทหารหาญที่ทำงานอยู่ในแนวหน้าก็ขอให้ปราศจากอันตรายและสามารถทำหน้าที่สนองคุณบ้านเมืองได้สมตามความมุ่งมาดปรารถนา
อวยชัยให้พรกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมอยากจะชวนกันคุยต่อไปถึงเรื่องศัพท์แสงต่างๆ ที่ใช้ในข่าวสารทุกวันนี้ รู้สึกว่ามีอะไรน่าสนใจและชวนคิดชวนคุยได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
ตั้งแต่เช้า 7 โมงมาแล้ว รายงานข่าวทั้งในโทรทัศน์และสื่อออนไลน์ทั้งหลายบอกว่าเครื่องบินเอฟ 16 ของกองทัพอากาศไทย ได้ไป “หยอดไข่” ลงในจุดยุทธศาสตร์ของฝ่ายเขมร โดยทั้งหมดเป็นเป้าหมายทางทหารหรือมีความเกี่ยวข้องกับทางยุทธศาสตร์ และไม่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายทางพลเรือนแต่อย่างใด
ผมสนใจตรงคำว่า “หยอดไข่” นี่แหละครับ เพราะได้ใช้กันมาตั้งแต่เหตุการณ์สู้รบกันเมื่อตอนเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาแล้ว และมาถึงทุกวันนี้คนก็เข้าใจกันทั่วถึงว่า หยอดไข่ แปลว่า ทิ้งระเบิด
ผมไม่ทราบจริงๆ ว่าใครเป็นคนคิดสำนวนว่า หยอดไข่ นี้ขึ้น และทำไมจึงไม่ใช้คำว่า ทิ้งระเบิด อย่างตรงไปตรงมา ในเมื่อไม่ทราบว่าใครเป็นคนคิดการใช้คำนี้ขึ้นเป็นคนแรก ครั้นจะไปถามว่ามีเหตุผลอะไรก็เป็นการสุดวิสัย
ต่อไปนี้จึงเป็นการเดาโดยแท้ครับ
ท่านที่คิดใช้คำว่า หยอดไข่ ขึ้น อาจมีความคิดว่าการใช้คำว่า ทิ้งระเบิด ดูจะเป็นการหักหาญและโจ๋งครึ่มเกินไป ฟังดูแล้วเลือดตกยางออกอย่างไรก็ไม่รู้ สู้เลี่ยงมาใช้คำว่า หยอดไข่ ไม่ได้ เพราะคำนี้ฟังดูแล้วน่ารักน่าเอ็นดูกว่าคำว่า ทิ้งระเบิด ตั้งเป็นกอง แถมยังมีอารมณ์ทีเล่นทีจริงแฝงด้วย ดีกว่าการทิ้งระเบิดกันอย่างตรงไปตรงมาตั้งเยอะ
คนฟังเมื่อฟังแล้วก็อยากให้หยอดอีกสักใบสองใบ เพราะไม่รู้สึกว่าเป็นบาปกรรมหรือเกิดผลร้ายอะไรกับใคร
นี่เดาล้วนๆ เลยนะครับ ผิดถูกอย่างไรทุกท่านก็ต้องลองคิดกันดู
มีอีกคำหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นว่าตอนนี้เป็นที่นิยมใช้กันมากพอสมควร คือคำว่า “ตุย” ซึ่งหมายหมายความถึง “ตาย” นั่นเองไม่ใช่อะไรอื่น
นี่ก็เหมือนกันที่ผมไม่สามารถไปสอบถามผู้เป็นต้นคิดของคำนี้ได้ว่าประสงค์จะใช้ในความหมายอะไร แต่เท่าที่อ่านผ่านตาหรือได้ยินมาก็คือคำว่า ตาย นี่เอง แต่ฟังดูน่ารักน่าเอ็นดูกว่าเป็นอันมาก
พอพูดว่า ตุย แล้ว ดูไม่สยดสยองเท่ากับคำว่า ตาย
พูดแล้วฟังแล้วดูมีน้ำเสียงแห่งความเมตตาแฝงอยู่อย่างไรก็ไม่รู้ อาจจะเป็นเหตุผลนี้กระมังที่คำว่า ตุย ได้รับความนิยมแพร่หลายอย่างรวดเร็ว
เมื่อพูดถึงความตายขึ้นมาแล้ว มีคำที่เกี่ยวข้องอีกคำหนึ่งที่ผมสังเกตดูว่าสังคมไทยเริ่มมีความรังเกียจและยักเยื้องที่จะประดิษฐ์คำอื่นขึ้นใช้แทน คำเดิมที่ผมพบว่าคนไม่ค่อยอยากจะพูดคือคำว่า “ศพ” แต่หลายวาระและหลายกรณีมีคนเปลี่ยนไปใช้คำว่า “ร่าง” แทน
หรือถ้ายกย่องให้สูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่งก็จะใช้คำว่า “ สรีระ” แทนคำว่าศพที่ใช้กันมาแต่เดิม
จะเกิดความรู้สึกขึ้นอย่างไรไม่ทราบได้ ที่คำว่าศพดูจะเป็นคำต่ำเกินไปแล้วที่จะใช้สำหรับผู้มีฐานะอันสมควรในสังคม รวมทั้งการใช้คำนี้ในแวดวงสื่อมวลชนดูจะเป็นการหยาบคายเกินไป จึงจำเป็นต้องมีการประดิษฐ์คำอื่นขึ้นมาแทน
เรื่องการเรียกศพด้วยคำอื่นให้ไพเราะเพราะพริ้งขึ้นมิได้เพิ่งปรากฏขึ้นคราวนี้เป็นคราวแรก ในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช ได้มีคนคิดคำอื่นขึ้นใช้แทนคำว่า ศพ มาแล้ว
โดยในครั้งนั้นได้ใช้คำว่า อสุภ แทน และได้ใช้คำนี้ในหนังสือกราบบังคมทูลพระกรุณาด้วย เมื่อทอดพระเนตรแล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ออกประกาศ เตือนสติคำที่จะเรียกซากศพ เมื่อปี 2401 ว่า
“ ใครๆ คือพระภิกษุในสงฆฤๅนักปราชญ์ แลคนใช้หนังสือแลข้าราชการผู้จะกราบทูลจงทราบแน่เถิด ว่าคำเรียกทรากผีว่าศพนั้นถูกต้องแล้ว ให้ใช้เขียนหนังสือแลกราบทูลว่าศพอยู่นั้นแล
ใครอย่าอุตริคิดตามชาววัดคิดล้นไป เขียนบ้างกราบทูลบ้างว่า “อสุภ อสภ อาสภ” อย่างใดๆ อย่างหนึ่งเลย ถ้าใครขืนว่าอสภ อาสภ ดังนั้น ในหลวงทรงแช่งไว้ว่า “ให้ศีร์ษะคนนั้นล้านเหมือนหลวงตาในวันโกนเปนนิจนิรันดรไป ถ้าใครเขียนแลกราบทูลว่าศพตรงๆ แล้ว ทรงพระอธิษฐานอวยพรผู้นั้นว่า ถ้าศีร์ษะล้าน ให้ผมงอกดก ถ้าไม่ล้านก็อย่าให้ล้านเลย คำว่าศพนี้ออกจากคำมคธว่า ฉโวเปนแท้ใช่อื่น ฯ”
เป็นอย่างไรบ้างครับประกาศที่เป็นพระราชนิพนธ์ฉบับนี้ ถ้าใครเรียก ศพ ว่า อสุภ ก็ทรงสาปแช่งไว้ให้หัวล้านเหมือนพระวันโกน แต่ถ้าพูดหรือเขียนคำว่า ศพ ตรงไปตรงมา ก็พระราชทานพรให้ศีรษะไม่ล้านและผมขึ้นดกดำ ใครชอบแบบไหนก็เลือกเอาได้นะครับ
ถ้าในหลวงรัชกาลที่สี่ได้ทอดพระเนตรเห็นคำว่า ตุย ใช้ในความหมายว่า ตาย หรือคำว่า สรีระ ที่ใช้ในความหมายว่า ศพ อย่างเช่นทุกวันนี้จะทรงออกประกาศว่าอย่างไรบ้างหนอ
อันที่จริงเรื่องของภาษานี้ก็มีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงมาเรื่อย สังเกตไหมครับว่าประกาศเตือนสติที่เป็นพระราชนิพนธ์ที่อัญเชิญมาข้างต้น ท่านเตือนสติประชาชนอย่างนักปราชญ์เตือนลูกหลาน ใครจะฝืนใช้คำว่า อสุภ ท่านก็ไม่ได้คิดจะลงโทษถึงตัดหัวคั่วแห้งหรือเฆี่ยนตีเพียงแต่ทรงสาปแช่งไว้ให้คร้ามเกรงเท่านั้น
มาถึงวันนี้การใช้ภาษาไทยของเราก็เดินหน้าและมีความเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย
ผมเองก็ข้อสังเกตส่วนตัวว่า ไม่มีใครมีอำนาจเด็ดขาดที่จะไปบอกให้ใครใช้คำโน้น ห้ามใช้คำนี้ หรือพูดง่ายๆ ว่า ไม่มีใครสามารถวางตัวเป็นเจ้าของภาษาแบบมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่ทุกคนต้องเชื่อฟัง กล่าวโดยเฉพาะภาษาไทยก็ต้องบอกว่าไม่มีใครเป็นเจ้าของแต่เป็นภาษาของเราทุกคน
แม้ราชบัณฑิตสภา หรือผู้ที่เป็นราชบัณฑิตก็มิได้มีอำนาจตามกฎหมายที่จะไปสั่งการว่าอะไรได้ในเรื่องการใช้ภาษา ทำได้อย่างมากก็แต่เพียงการให้ความเห็นหรือคำแนะนำเท่านั้น
ส่วนเมื่ออธิบายแล้วใครจะเชื่อหรือไม่ทำตามหรือไม่ ร้อยราชบัณฑิตก็ไปบังคับบัญชาใครไม่ได้
ความรับผิดชอบเรื่องวิวัฒนาการของภาษานี้จึงอยู่ในมือของผู้ใช้ภาษาไทยทุกคนที่ต้องแบ่งส่วนแห่งความรับผิดชอบไปคนละนิดคนละหน่อย
ผมเองไม่ปฏิเสธความเปลี่ยนแปลงของภาษา เพียงแต่ว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นต้องเกิดขึ้นด้วยความสมเหตุสมผล และจะดีมากถ้าความเปลี่ยนแปลงนั้นอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจว่าภาษาไทยของเรามีรากมีฐานมีหลักคิดมาอย่างไร
ยกตัวอย่างเช่น การเขียนภาษาไทยบนสื่อออนไลน์ทั้งหลาย เช่น ไลน์ ที่มีธรรมชาติต้องการความเร็ว ผู้ส่งสารและผู้รับสารมีความเข้าใจถูกต้องตรงกัน กรณีนี้จะเขียนย่ออย่างไรผมก็เข้าใจและไม่คิดว่าเป็นเรื่องต้องห้าม
บางครั้งบางตัวย่อที่เขียนไม่เต็มครบทุกอักษรทุกสระผมก็ใช้บ้างอยู่เหมือนกัน เช่น ในไลน์ผมอาจจะเขียนว่า เด๋ว และผู้รับก็ทราบดีว่าผมหมายถึงคำว่า เดี๋ยว เป็นต้น
แต่แน่นอนว่าผมไม่สามารถสะกดคำว่า เด๋ว ลงไปในงานเขียนที่เป็นทางการ เช่น เขียนถึงผู้หลักผู้ใหญ่ หรือจดหมายติดต่อราชการได้ รวมความก็คือกาลเทศะนั่นแหละ ที่ผมต้องเลือกใช้ภาษาให้ถูกต้อง
ยิ่งไปกว่านั้น คำบางคำที่เกิดขึ้นตามยุคสมัยก็จบสิ้นชีวิตตรงไปตามยุคสมัยเหมือนกัน ไม่ได้เป็นที่นิยมยืนยาวต่อเนื่องไป ในขณะที่บางคำโชคดีกว่านั้น เพราะมีคนนิยมใช้กันไปอีกยาวนาน จากเดิมที่เป็น “คำแผลง” หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Slang ก็อาจมีฐานะเป็นคำธรรมดาขึ้นมาในวันหนึ่งข้างหน้าก็เป็นได้
สรุปสั้นๆ ว่า ถ้าผมไม่ตุยเสียก่อน ต่อไปในวันข้างหน้า ผมคงจะได้เห็นคำใหม่ในภาษาไทยอีกหลายคำ โอเค ?
