MatiTalk พล.ต.ต.ปวีณ 10 ปีที่ลี้ภัย ทำไมตำรวจไทยถึงยังอยู่จุดนี้ ขอ ‘2569’ เป็นปีที่กล้าพูด ‘ความจริง’
สัมภาษณ์ / เรียบเรียง พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์
ผมก็ห่างไกลจากประเทศไทยอันเป็นที่รักมา 10 ปีแล้ว พยายามฟังข่าวสารที่มาจากเมืองไทยให้ได้มากที่สุด ในความคิดเห็นของผม ลักษณะสีเทาสีดำมันเป็นความมืดที่ถูกสร้างอย่างเป็นระบบ จนความผิดมันกลายเป็นเรื่องปกติ แล้วถ้าหากว่าใครทำให้มันถูกต้อง จะกลายเป็นเรื่องอันตราย จึงทำให้สังคมไทยขาดแคลนความยุติธรรม พอไม่มีความยุติธรรม ความอยุติธรรมก็เข้ามาแทนที่
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาโดยลำพัง มันเติบโตขึ้นได้เพราะสังคมมีแต่ความเงียบ คอยหล่อเลี้ยงความอยุติธรรมนี้ไว้
แล้วสิ่งที่สำคัญคือมีอำนาจมาคอยคุ้มกันระบบความอยุติธรรมนี้ แล้วพอเกิดความกลัวก็เลยเป็นปุ๋ยชั้นดี
นั่นคือ พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ อดีตตำรวจน้ำดีที่ต้องลี้ภัยจากเมืองไทยไป 10 ปีแล้ว เปิดใจกับมติชนสุดสัปดาห์
พล.ต.ต.ปวีณขยายความว่า พอเป็นเช่นนั้นแล้วขบวนการสีเทาคือการยอมรับโดยไม่มีการต่อต้าน ประนีประนอมกับความผิดเหล่านั้นจนกลายเป็นสีดำคือพื้นที่ใช้อำนาจบิดเบือนกฎหมายเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ
เมื่อกฎหมายไม่มีความยุติธรรมแล้วก็เป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ ประเทศก็ค่อยๆ เปลี่ยนจากรัฐกลายเป็นเครือข่ายผลประโยชน์
ใครที่ลุกขึ้นมาเปิดเผยความจริงก็จะกลายเป็นศัตรู คนจำนวนมากก็ไม่ได้เลวร้ายไม่ได้ชั่วอะไรแต่ถูกสภาวะแบบนี้บีบให้เลือกว่าจะเอาตัวรอดหรือจะเลือกความถูกต้อง
ส่วนใหญ่จะเลือกเอาตัวรอดเลยกลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาร้ายแรงให้กับสังคมไทย
เมื่อเราพิจารณาถึงเจ้าหน้าที่ที่ซื้อได้ ยิ่งมีเผด็จการมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดสั่งทุกสิ่งทุกอย่างได้ ตำรวจก็ไม่ทำงานจึงเข้าไปเป็นสีดำโดยไม่รู้ตัว
นี่คือสภาพของบ้านเมืองเราที่ผมมองจากข้างนอกเข้าไปจะเป็นสภาพแบบนี้
วิวัฒนาการตำรวจไทย จากอดีต-ปัจจุบัน ดีขึ้นแย่ลง?
ตํารวจไทยดูทันสมัยขึ้น มีเทคโนโลยีมีกล้องมีฐานข้อมูล แต่ถ้ามองลึกเข้าไปถึงโครงสร้างของอำนาจแล้ว สิ่งที่สำคัญมากที่สุดเลยคือความยุติธรรมถดถอยลง
การแต่งตั้งโยกย้ายไม่ได้อิงความรู้ความสามารถหรือผลงาน แต่ไปอิงในเรื่องระบบเส้นสายและระบบขั้วตำรวจ หากคนใดก็แล้วแต่ทำคดีที่ไปแตะพวกผู้มีอิทธิพลจะไม่ได้รับการคุ้มครองแล้วจะถูกบีบถูกย้าย แถมต้องเงียบหายไป
ลักษณะแบบนี้คือความล้มเหลวของระบบทั้งหมดเลย
ระบบที่ไม่ต้องการความจริง เพราะใครก็แล้วแต่ เมื่อไปขุดคุ้ยความจริงคือการทำลายผลประโยชน์องค์กรของตำรวจ ขณะนี้ทันสมัยจริงแต่ระบบพรรคพวกมันลึกกว่าเดิมมาก
การแต่งตั้งโยกย้ายของตำรวจไม่ได้ตอบคำถามว่าใครเหมาะสม แต่เป็นว่าคุณอยู่ฝ่ายไหน
เป็นวิกฤตโครงสร้างของตำรวจในปัจจุบันที่ผมมองเข้าไปแล้วเห็นชัดเจนเลยว่าระดับผู้นำของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีปัญหามากเพราะเติบโตมาด้วยระบบแบบนี้ที่มีการคัดสรรคนที่ไม่สมควรขึ้นมาแล้วก็สั่งสมจนกระทั่งมาปรากฏให้สังคมเห็นค่อนข้างชัดเจน ณ เวลานี้
ปฏิรูปตำรวจ คำที่ถูกพูดถึงยาวนาน ในวงการตำรวจไทย
ยากมาก ในการที่จะปฏิรูป เพราะคือการทำให้ดีขึ้น หรือหมายความว่าสามารถที่จะดูแลรับใช้พี่น้องประชาชนได้ครบถ้วนรอบด้าน แล้วประชาชนได้รับความพึงพอใจได้รับความยุติธรรม แต่ตรงนี้ปรากฏว่าไม่เคยคำนึงถึงเลย
ผมอยู่ในอาชีพตำรวจได้ยินคำว่าปฏิรูปมาตั้งแต่เป็นตำรวจเด็กๆ จนกระทั่งออกมาแล้วคำนี้ยังดังกึกก้องตลอดเลย
ทำไมถึงไม่ไปถึงจุดหมายปลายทางที่ต้องการสักที
ตอนนี้ถามว่าเป้าหมายที่ต้องการปฏิรูปเขามีเป้าหมายเพื่ออะไร แล้วใครเป็นคนที่จะมาปฏิรูป
คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาแบบโครงสร้างต่างๆ มีไม่รู้กี่ชุดศึกษากันมาเต็มไปหมด ที่สุดแล้วก็สรุปง่ายๆ ว่าเขาไม่เคยคำนึงถึงเรื่องประชาชน
แต่คนที่มีอำนาจต้องการเอาองค์กรตำรวจอยู่ในกำมือของเขาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือรักษาอำนาจของเขา
การปฏิรูปจึงไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลยที่จะเป็นไปเพื่อประชาชน ทุกวันนี้เห็นมีการกระชับอำนาจรวมศูนย์มาอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เดียว ไม่ว่าการแต่งตั้งโยกย้ายซึ่งเป็นหัวใจหลักของการบริหารงานบุคคล เพราะองค์กรจะเป็นไปตามเป้าหมายวัตถุประสงค์ก็ใช้บุคลากรทั้งนั้น
เมื่อบุคลากรไม่ได้คัดสรรคนที่มีความรู้ความสามารถและมีความตั้งใจจริงขึ้นมา แต่เป็นคนที่รับใช้ผู้มีอำนาจก็เลยเป็นแบบนี้
ถึงเวลาที่จะต้องคิดใหม่หมดทุกอย่างเลย
ผมก็รอว่าจะมีคนไหนมาดำเนินการ มีกลุ่มบุคคลใดมาทำส่วนนี้ อาจจะเป็นพรรคการเมืองใหม่ๆ ที่มีแนวความคิดก้าวหน้ามาทำให้ความฝันของตำรวจทั้งหมดเป็นความจริงขึ้นมาได้
มองอย่างไร กับการกล่าวหาว่า “ตร. = องค์กรอาชญากรรม”
ขอเท้าความก่อนว่าตั้งแต่ผมสวมเครื่องแบบตำรวจมา เป็นระยะเวลานานถึง 33 ปี ผมรู้ว่าศัตรูของตำรวจก็คืออาชญากร เรารู้จักเขาว่ามีชื่อแซ่อะไร มีรูปร่างหน้าตาอย่างไร มีพฤติกรรมอย่างไร
แต่สิ่งที่ผมเรียนรู้ช้าที่สุดเลยคือ สิ่งที่เป็นอันตรายที่แท้จริงของตำรวจคือ “ระบบ”
ระบบที่ไม่ต้องใช้ปืนยิง ไม่ต้องการขู่ ไม่ต้องใช้มือแปดเปื้อน “แค่ใช้ปากกาเซ็นแต่งตั้งตำแหน่งโยกย้าย” แต่งตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย ก็ทำให้คนหนึ่งที่มีความตั้งใจทำงานหมดเรี่ยวหมดแรงหมดศรัทธา แล้วคนเหล่านี้ก็หายออกไปจากองค์กรของเรา
ศัตรูที่ร้ายที่สุดก็คือระบบ มันเกิดขึ้นมานาน ผมรู้เลยว่าช่วงที่ผมกับทีมงานตำรวจทำคดีโรฮิงญาค้ามนุษย์ มีการใช้พนักงานสอบสวนทีมงานเกือบ 100 คน ทำอย่างตรงไปตรงมา ออกหมายจับถึง 153 หมายจับ จับกุมผู้ต้องหาได้จำนวนมาก
มีทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ราชการท้องถิ่น นักธุรกิจแทบทั้งนั้นเลยเกี่ยวโยงกับกระบวนการสีดำ แล้วหลักฐานก็ส่งไปถึงศาล จนกระทั่งศาลมีคำพิพากษา
แต่ปรากฏว่าองค์กรนี้ไม่เคยปกป้องคุ้มครองคนที่ตั้งใจทำงานเลย กลับแต่งตั้งโยกย้ายเป็นการลงโทษ
องค์กรที่ปกป้องคนทำผิดแต่ไม่ปกป้องคนที่ตั้งใจทำงานองค์กรเหล่านี้จะเรียกว่าองค์กรอะไร?
ผมไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ ผมไม่จำเป็นต้องตอบ แต่ข้อเท็จจริงต่างๆ ที่ปรากฏสังคมได้รับทราบรับรู้แล้ว
ผมรู้สึกเสียใจที่องค์กรเหล่านี้ทุกคนมีแต่ปกป้องคนทำผิด ไม่เคยปกป้องคนที่ตั้งใจทำงาน
เวลานี้ศรัทธาที่จะเรียกจากประชาชนจึงไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้ อย่างนี้คงไม่ผิดไปจากข้อเท็จจริง
ผมไม่อยากจะหลุดออกจากปากของผมเอง เพราะสังคมได้ทราบข้อเท็จจริงไปทั้งหมดแล้ว
นี่คือสิ่งที่ทำให้คนที่เป็นตำรวจอยู่ในปัจจุบันหรือคนที่เคยรับราชการตำรวจและออกมาแล้วรู้สึกชอกช้ำใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ดังนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติเมื่อคุณไม่รัก ไม่ยึดถือความถูกต้องไม่ยึดถือหลักการ แล้วก็ทอดทิ้งคนที่ตั้งใจทำงาน ที่เขากล่าวร้ายลักษณะแบบนี้คงไม่เกินความจริง ถ้ายังมีลักษณะเป็นอย่างนี้อยู่มันไม่มีทางจางหายไปเลยก็จะเป็นเช่นนี้ตลอด เพราะในเวลานี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ต้องการความจริง แต่ต้องการปกปิดสิ่งเหล่านี้เอาไว้
คำพูดที่บอกว่าเป็นเหมือนองค์กรอาชญากรรมสังคมได้ตัดสินไปแล้ว
สวัสดีปีใหม่พี่น้องชาวไทยที่เคารพรักทุกท่าน ไม่ว่าทุกท่านจะอยู่ที่ไหน อยู่ที่บ้านเกิด อยู่ต่างแดน หรืออยู่ในสถานะที่ต้องจากบ้านเพราะตัวเองมีความคิดเห็นที่แตกต่างไป
ขอให้ทุกคนจงเชื่อมั่นในคุณค่าของตัวเองเชื่อว่าความถูกต้องไม่ใช่เป็นสิ่งที่โง่เขลา แล้วก็เชื่อว่าความดีนั้นมีความยั่งยืน แล้วก็ให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง
ไม่ใช่ว่าประเทศไทยคนเลวจะหมดไป แต่เพราะคนที่มีความตั้งใจดีไม่ยอมแพ้แล้วก็มีศรัทธาที่จะไม่ยอมให้ความเงียบมาเป็นคำตอบอีกต่อไป
ผมขอให้ปีใหม่ที่มาถึงเป็นปีที่เรากล้าพูดความจริง กล้าปกป้องคนที่มีความซื่อสัตย์เที่ยงธรรม แล้วกล้าฝันถึงประเทศไทยที่จะต้องไม่มีคนที่ต้องลี้ภัยออกไปเพียงเพราะทำในสิ่งที่ถูกต้อง
และที่สำคัญที่สุดขอให้พี่น้องชาวไทยทุกท่านรักศักดิ์ศรีของความเป็นคน เคารพในศักดิ์ศรีของประชาชนคนไทย
ในปี 2569 ขอให้เป็นปีที่ทุกคนได้สมหวังกับชีวิตของตนเองทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ ขอให้มีแต่ความสุขสมหวัง และขอให้ประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ขอให้ทุกท่านมีความสุขโดยทั่วหน้ากัน ขอบคุณที่ให้การสนับสนุนผมเป็นอย่างดียิ่ง ขอบคุณมากนะครับ
สำหรับผมไม่มีสิ่งใดในชีวิตนี้อีกแล้วในเมืองไทยนอกจากอดีตของผมเท่านั้นเอง อดีตไม่สามารถหวนกลับคืนมาได้แต่มันจะกลับมาได้เมื่อเรามีการบันทึกไว้ ผมได้บันทึกเหตุการณ์ของผมที่ยังสวมเครื่องแบบตำรวจอยู่โดยใช้ระยะเวลายาวนานถึง 33 ปี
หากพี่น้องท่านใดสนใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งอดีตขอให้ท่านไปติดตาม 33 ปีชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ประวีณ พงศ์สิริน ซึ่งตีพิมพ์ทุกสัปดาห์ในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ จะเป็นชีวิตของผมที่พบเจอในสังคมไทย บางครั้งอาจจะคาดไม่ถึง แต่บางคนก็อาจจะคิดว่ามันก็เป็นอย่างนี้ ขณะนี้เพิ่งตีพิมพ์ได้ครึ่งชีวิตของผมเอง บางตอนก็เข้มข้นมาก
แต่ผมรับประกันว่าหลังจากนี้เป็นต้นไปโดยเฉพาะช่วงท้ายๆ ดุเดือดเลือดพล่านมาก ผมยังคิดเลยว่าจะนำเสนอแบบไหนในช่วงบั้นปลายของชีวิตจนกระทั่งผมต้องลี้ภัยออกมาจากประเทศไทย
ตรงนั้นจะเป็นไฮไลต์ของชีวิตการรับราชการ ขอให้ทุกท่านติดตามตลอดไปนะครับ
ชมคลิป
