เหยี่ยวถลาลม | แค่ไม่ใช้ ‘สินค้าหมดอายุ'(ทางการเมือง) ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
ห้วงยามนี้ผู้คนทั่วไปมีความรู้สึกที่คล้ายๆ กันคือ ฤดูกาลแห่งการโกหกได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
แต่ไม่มีอะไรจะต้องกังขาหรือน่ารำคาญ
การเลือกตั้งทั่วไปในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยเป็นเรื่องน่ายินดี เป็นโอกาสให้ผู้อาสามาทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติได้นำเสนอความคิด นโยบาย แผนงาน เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศและกินดีอยู่ดีของประชาชน ส่วนจะจริงหรือเท็จ ประชาชนมีโอกาสได้ “มีส่วนร่วม” และมีโอกาส “ตรวจสอบได้” ไม่ถูกปิดปากปิดหูปิดตาด้วยกระบอกปืน
เพียงแต่ในฐานะผู้บริโภคจำเป็นจะต้องครองสติ ค่อยๆ บรรจงไตร่ตรองกรองข้อมูลข่าวสารที่บรรดานักการเมืองและพรรคการเมืองประดิษฐ์คิดค้นวาทกรรมขึ้นมา ดังเช่น การอวดอ้างจะทำนั่นทำนี่ หรืออวดโอ่จะขจัด “ความยากจน” ไปโดยพลัน การโฆษณาชวนเชื่อทั้งหลายมุ่งหมายคะแนนนิยม เพื่อชนะเลือกตั้ง
จำได้ว่า ในสมัยที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดิ้นรนเพื่อจะอยู่ในอำนาจต่อไปให้ยาวๆ นั้น ทีมงานก็ได้ประดิษฐ์คิดค้นวาทกรรมขึ้นมาว่า “คนจนจะหมดประเทศในปี 2565”
ถึงกับขีดเส้นว่า ความยากจนของคนไทยจะถูกขจัดหมดสิ้นไปภายในเดือนกันยายน 2565
ต่อมากลายเป็นเรื่องล้อเลียน
“คนไทยจนถ้วนหน้า”!
2565 จนกันทั่วประเทศ!
“การขจัดความยากจน” ไม่ใช่เรื่องที่จะคุยโม้โดยที่ไม่ลงมือ หรือทำแต่เพียงกระตุ้นระยะสั้น เพื่อเอาหน้า โดยละเว้นกระทบทุนใหญ่พวกเดียวกัน ไม่แตะโครงสร้างเศรษฐกิจที่เป็นต้นตอของหลายปัญหา
“คสช.” ยึดอำนาจเดือนพฤษภาคม 2557 (2014) ในทางปฏิบัติ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีและมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดน่าจะทำอะไรได้มากกว่าการแต่งเพลงโฆษณาชวนเชื่อ
ปีถัดมา 25 กันยายน (2015) สหประชาชาติประชุมสมัชชาใหญ่ ครั้งที่ 70 ประเทศไทยเข้าร่วมและลงนามรับรอง “วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030” หรือที่เรียกว่า Sustainable Development Goals (SDGs) ของสหประชาชาติ
ในปี 2558 นั้นเองสหประชาชาติประกาศใช้ SDGs ด้วยเข็มมุ่งว่า จะบรรลุเป้าหมาย 17 ข้อ ในปี พ.ศ.2573 (2030)
SDGs ข้อที่ 1 คือ ขจัดความยากจน
สหประชาชาติตั้งเป้า ปลุกเร้า รณรงค์ให้ประเทศสมาชิกใส่ใจ วางแผนและลงมือเอาชนะ “ความยากจน”
แต่ในประเทศที่ “พัฒนาน้อย” กับประเทศ “ด้อยพัฒนา” มักจะทำกันก็แค่หยิบเอาคำว่า “ยากจน” มาใช้เป็น “วาทกรรม” สร้างภาพให้กับรัฐบาล
ประเทศไทยเซ็นรับรองเป้าหมายครบทั้ง 17 ข้อของสหประชาชาติ มาตั้งแต่ปี 2558 (2015)
หลายข้อที่ลงนามรับรองทำเหมือนลิงหลอกเจ้า เช่น ข้อ 1 ขจัดความยากจน ข้อ 4 การศึกษามีคุณภาพ ข้อ 10 ลดความเหลื่อมล้ำ ข้อ13 รับมือโลกร้อน และข้อ 16 การพัฒนาสถาบัน กฎหมาย ระบบยุติธรรมให้เข้มแข็ง ไม่โกงไม่กิน
ถึงวันนี้ ล่วงมากว่า 10 ปี ประเทศไทยทำได้แค่ “ใส่หน้ากาก”
ในยุคที่ผู้นำสืบทอดอำนาจจากการรัฐประหารใช้ “ความยากจน” เป็นเงื่อนไขแห่งการโฆษณาชวนเชื่อสร้างภาพลวงตา ใส่ไว้ในแผนชาติ 20 ปี และในปี 2565 รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ก็ประกาศว่า “คนจนจะหมดไป” ในปีนั้น
ทุกเวทีจะมีปฏิบัติการทางจิตวิทยา เพียงเพื่อยืดอายุรัฐบาล
การเอาชนะความยากจน หรือการทำให้ความจนหมดไปจึงกลายเป็นวาทกรรมประโลมใจ หรือบางทีก็กล่าวได้ว่าเป็นวาทกรรมที่ตั้งใจ “หลอก” กันชัดๆ เพราะไม่เคยมีใครกล้าแตะรังผึ้งแห่งผลประโยชน์
กระทั่งการเมืองผลัดใบจากมือ “ทหาร” สู่ “พลเรือน” นักการเมืองก็ยังคงใช้ “ความจน” มาสร้างความนิยมกันอีก เมื่อไม่แก้ไขที่รากเหง้าของปัญหา ไม่รื้อปรับปรุงโครงสร้างที่พิกลพิการเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ คนตัวเล็กก็มีแต่จะล้ม เอสเอ็มอีเจ๊งระเนระนาด ทุนใหญ่ที่เป็น “มาเฟีย” มั่งคั่ง มั่นคง ยั่งยืน
ความร่ำรวย “กระจุก” อยู่ในมือคน 1% ขณะที่ “ความจน” แผ่กระจาย
ล่าสุด ประมาณการกันว่า ประเทศไทยยังคงมีคนจน (ขั้นจนมากๆ) อยู่ถึง 3,400,000 คน
ที่น่าระทึกใจยิ่งขึ้นไปอีกคือ อีก 24 ล้านคน กำลัง “จ่อ” ปากเหวแห่งความยากจน!
1 ใน 3 ของประชากรเป็น “คนจน”
การขจัดความยากจนให้หมดไปภายในปี 2573 (2030) ตามเป้าหมาย ข้อที่ 1 SDGs แห่งสหประชาชาติจะเป็นไปได้อย่างไรสำหรับประเทศไทย เพราะตลอดมาไม่เคยมีรัฐบาลใดเลยที่ “จริงใจ” กับการต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนอย่างจริงจัง
ในปี 2569 นี้ เมื่อพิจารณาถึงสภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจแล้วแนวโน้มแย่กว่าปีที่แล้ว และในปี 2570 ก็มีแนวโน้มฟื้นตัวต่ำ ขณะที่ความสามารถในการแข่งขันหยุดนิ่ง (เท่ากับถดถอย) ระบบการศึกษายังคงล้าหลัง การปฏิรูปทุกด้านในรอบ 10 ปีล้วนแต่เป็น “หน้ากาก” ไม่ใช่ใบหน้าจริง
การบรรลุข้อที่ 1 SDGs ในปี 2573 (ขจัดความยากจน) ของประเทศไทยดูเลื่อนลอย
ความยากจนมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น การขจัดความยากจนต้องอาศัยการลงมือทำจริง ไม่ควรเอาความยากจนมาใช้เป็น “วาทกรรม” เพื่อเอาใจ เรียกคะแนนนิยมในศึกเลือกตั้ง
8 กุมภาพันธ์ ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้ง ในฐานะ “ผู้บริโภค” จะต้องใคร่ครวญวินิจฉัยไตร่ตรองว่า ใครเล่นลิ้น ใครมีแนวโน้มที่จะนำพา “ความเปลี่ยนแปลง” มาให้กับประเทศได้จริงๆ
นักการเมืองกับพรรคการเมืองจำเป็นต้องโฆษณาหาเสียง บรรยากาศแบบนี้ควรที่จะรื่นรมย์ ไม่ใช่ส่ายหน้าทำท่าเอือมระอาเหม็นขี้หน้าคนที่เดินมายกมือไหว้ขอคะแนน
อำนาจอธิปไตยเป็นของท่าน
จะเปรียบไปก็เหมือนกับทุกคนเป็น “หุ้นส่วน” ของประเทศ 1 เสียงที่เลือกมีเสรีภาพในการตัดสินใจ เลือกตามที่รักตามที่ชอบ หากใน 4 ปีข้างหน้าพิสูจน์ว่าสินค้าที่เลือกมาไม่เอาไหน รอบต่อไปก็ “เปลี่ยน”
ได้เลือกตั้งต่อเนื่องทุก 4 ปี จะยิ่งชำนาญการจำแนกแยกแยะระหว่าง “ใส่หน้ากาก” กับ “ใบหน้าจริง”!?!!!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
