ในประเทศ
อนุทินรักษ์
พลัส พลัส พลัส+
นับถอยหลังสู่การเลือกตั้งใหญ่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
เหลียวซ้ายแลขวา วิเคราะห์เอาจากผลโพล วิเคราะห์จากปัจจัยทางการเมือง-ทรัพยากรการเมือง-บริบทการเมืองวันนี้ ดูเหมือนคู่ชิงอันดับ 1 รอบชิงชนะเลิศสนามการเมืองไทย จะเหลือ 2 สีทางการเมือง คือสีส้ม และสีน้ำเงิน
(ต้องหมายเหตุไว้ว่า ในการเมืองไทย คนที่ได้คะแนนอันดับ 1 ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้เป็นรัฐบาล)
ถ้าเปรียบเทียบแบบหยาบๆ วางตำแหน่งแห่งหนทางการเมืองตามอุดมการณ์การเมือง บ้างก็มองว่าพรรคส้มเปรียบเสมือนพลังฝ่ายประชาธิปไตยเสรี ขณะค่ายสีน้ำเงินเป็นตัวแทนของพลังอนุรักษนิยมประชาธิปไตยแบบไทย
หากมองให้แคบกว่านี้อีกหน่อยเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ก็คงเป็นการสู้กันของ 2 ฟากฝั่งที่อยากจะเปลี่ยนการเมืองไทย นำพาสังคมออกจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ฉบับมรดก คสช.
กับอีกขั้วหนึ่งที่ต้องการรักษาสถานะทางการเมืองเดิมของรัฐธรรมนูญปี 2560 ไว้ หรือหากจะเปลี่ยนแปลงจริงๆ ก็ควรทำแบบค่อยๆ ไป ไม่จำเป็นต้องลบล้างมรดกรัฐธรรมนูญ 2560 ทั้งหมด
ส่วนของค่ายแดงนั้น จากการเมืองตลอด 2 ปีของรัฐบาลเพื่อไทย เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าวันนี้ ค่ายแดงกลับมายืนในจุดที่พร้อมเข้าร่วมกับจุดยืนทางการเมืองของทั้ง 2 ค่ายสี ทั้งส้ม-น้ำเงิน
ย้อนกลับไป 1 เดือนก่อนเลือกตั้งปี 2566 วันนั้นค่ายสีส้มคะแนนนิยมไหลมาเทมา จนท้ายที่สุดสามารถล้มแชมป์ ชนะเลือกตั้งได้ ส.ส.มากที่สุด (แม้ต่อมาจะไม่ได้เป็นรัฐบาล)
แต่จนถึงวันนี้ นับถอยหลัง 1 เดือนก่อนเลือกตั้ง กระแสพรรคส้มไม่เป็นแบบครั้งที่แล้ว
เพราะความต่อเนื่องจากปัญหาการต่อสู้ทางการทหารอย่างหนักที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้กระแสทหารนิยมพุ่งสูง แนวทางการเมืองแบบอนุรักษนิยมอยู่ในช่วงขาขึ้น
จากเลือกตั้งปี 2566 ค่ายสีส้มลงหาเสียง คนแห่ให้กำลังใจ ตามฟังแกนนำคนสำคัญปราศรัย วันนี้กลับปรากฏภาพชาวบ้านไล่ถามประเด็นด้อยค่าทหาร จนเกิดคลิปไม่เว้นแต่ละวัน
ความเพลี่ยงพล้ำของค่ายส้มปรากฏข่าวด้านลบบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นข่าวผู้สมัครถูกจับข้อหาฟอกเงินค้ายาเสพติด กระทั่งเปิดตัวแคนดิเดต รมต.ต่างประเทศ ระดับอดีตทูต ยังเจอข้อหาจริยธรรมส่วนตัวที่เกิดขึ้นเมื่อ 20 กว่าปีก่อนตามรังควาน
ตรงกันข้ามกับค่ายน้ำเงิน ที่คะแนนนิยมพุ่งขึ้นตั้งแต่ช่วงเกิดเหตุปะทะไทย-กัมพูชา และยังคงรักษาระดับได้จนถึงวันนี้
ยืนยันได้จากนิด้าโพล ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ยกแรก กระแสเลือกตั้ง 2569” พบคะแนนนิยม นายอนุทิน ชาญวีรกูล คะแนนนิยมอันดับ 2 ได้ร้อยละ 20.84 ไล่บี้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่ได้ร้อยละ 24.76
เช่นเดียวกับสวนดุสิตโพล คะแนนนิยมพรรคภูมิใจไทยก็ขึ้นมาอันดับ 2 ส่วนคะแนนนิยมของนายอนุทินก็ขึ้นเป็นอันดับ 3 ไม่ห่างกับค่ายสีแดง
การมีระดับคะแนนนิยมไม่ห่างค่ายสีส้มมากของพรรคภูมิใจไทย “เป็นเรื่องใหม่และสำคัญยิ่ง” เพราะต้องไม่ลืมว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยได้เก้าอี้ สส.ส่วนใหญ่มาจากแบบเขต แต่คะแนนเลือกพรรค “ห่างกับค่ายส้มหลายเท่าตัว”
กราฟที่พุ่งขึ้นในคะแนนโพลของพรรคภูมิใจไทยแม้จะเป็นรองพรรคประชาชน แต่เมื่อประกอบกับปัจจัยความเป็นจริงอื่นๆ เส้นทางสู่ทำเนียบรัฐบาลสำหรับค่ายสีน้ำเงินจึงไม่ได้ยากเย็นเช่นเลือกตั้งครั้งก่อน
1.ค่ายสีน้ำเงินประสบความสำเร็จในการเกาะและเข้าร่วมสายธารกระแสชาตินิยม-ทหารนิยมได้อย่างประสบความสำเร็จ และมีความใกล้ชิดกับเครือข่ายชนชั้นนำอนุรักษนิยมของไทยมากที่สุดในบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ
2. ค่ายสีน้ำเงินมีประสบการณ์การเมืองระดับเชี่ยวกราก เอาตัวรอดทางการเมืองมาได้ตลอด
หลังการเลือกตั้งปี 2562 ก็สามารถเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล โหวตให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ สำเร็จ ครองเก้าอี้กระทรวงสำคัญมาได้จนจบสมัย
หลังปี 2566 ค่ายสีน้ำเงินก็ใช้จังหวะพรรคส้มชนะเลือกตั้ง แต่ก็ไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ โหวตให้พรรคเพื่อไทยนำตั้งรัฐบาล ร่วมครองอำนาจนานกว่า 2 ปี ก่อนที่ช่วงท้ายคะแนนนิยมค่ายสีแดงจะตกลงจากปัญหาการเมือง-เศรษฐกิจ ทั้งยังถูกค่ายสีแดงเล่นงานกลไก ส.ว.สีน้ำเงินอย่างหนัก รวมถึงการยึดคืนกระทรวงมหาดไทย
จึงอาศัยจังหวะปัญหาไทย-กัมพูชา ดึงตัวเองออกจากการร่วมรัฐบาลกับค่ายสีแดง มาจับมือค่ายส้ม โดยใช้การปลดล็อกแก้รัฐธรรมนูญเป็นเหยื่อล่อ สามารถครองอำนาจรัฐ นั่งเก้าอี้นายกฯ ได้สำเร็จ
3. สะสมทรัพยากรในทางการเมืองได้มาก
ด้วยความเป็นฝ่ายรัฐบาลมาตลอด จึงสามารถสร้างขุมกำลังทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา จากความสามารถในการครองเก้าอี้ฝ่ายบริหารประเทศ ใช้งบประมาณจัดสรรโครงการต่างๆ โยกย้ายข้าราชการ สร้างความได้เปรียบทางการเมืองช่วงเลือกตั้ง
4. สร้างผลงาน “ประชานิยมทางเศรษฐกิจ” ก่อนยุบสภา
โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งพลัสที่มาในจังหวะที่ดี ผู้คนพูดถึง ค่ายสีน้ำเงินยังฉลาดยอมพึ่ง “เทคโนแครต” เข้ามาบริหารประเทศเพื่อโชว์ความเป็นมืออาชีพ ลดความรู้สึกผูกขาดเก้าอี้การเมืองกับบ้านใหญ่
ก่อนที่ท้ายที่สุดจะปิดด้วยการสร้าง “ประชานิยมทางการเมือง” จากไฟเขียวทหารใช้อาวุธเต็มสูบจัดการปัญหาไทย-กัมพูชา ขี่กระแสทหารนิยมสำเร็จ
5. พิทักษ์รัฐธรรมนูญฉบับมรดก คสช.
แม้แกนนำค่ายสีน้ำเงินจะประกาศหลายครั้งตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2566 กระทั่งการเซ็น MOA กับพรรคประชาชน จนถึงการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ ว่าเห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ในทางปฏิบัติไม่เป็นจริง กระทั่งในท้ายที่สุดยอมยกมือปกป้องการคงอยู่ของอำนาจ ส.ว.สีน้ำเงินและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2560
ไม่ต้องแปลกใจหากวันนี้ค่ายสีน้ำเงินจะกลายเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดของฝ่ายอนุรักษนิยม เพราะค่ายสีน้ำเงินเองก็ตั้งใจทำให้ตัวเองเดินหน้ามาสู่จุดนี้ เพื่อสู้กับฝ่ายที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงสถานะของการเมืองระบอบเดิม นั่นคือ “ค่ายสีส้ม”
สัญญาณการเทใจให้ค่ายสีน้ำเงินของฝ่ายอนุรักษนิยมไทยก็ดูจากบรรดานักร้องนักแต่งเพลงที่เคยขึ้นเวที กปปส.-เสื้อเหลือง ออกมาแสดงออกในการสนับสนุนการเมืองของค่ายสีน้ำเงิน ในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา ทั้งการแต่งเพลงให้ ทั้งการโพสต์ข้อความสนับสนุน
หรือแบบชัดๆ ก็เช่นเหตุการณ์มวลชนอนุรักษนิยมขาประจำ นัดเดินขบวนถือธงชาติโบกหน้าที่ทำการพรรคภูมิใจไทยเพื่อให้กำลังใจนายอนุทินสู้กับกัมพูชา
ซึ่งนายอนุทินก็สวมบทพระเอกชาตินิยมได้สมบทบาท ล่าสุดถึงกับรีบออกมารับลูกรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ของกัมพูชา ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ในทางปั่นประสาทคนไทย ว่าหากจะเลือกสันติภาพ ไม่เกิดสงครามระหว่างไทย-กับกัมพูชา ให้คนไทยโหวตเลือกพรรคประชาชน หรือพรรคเพื่อไทย เพราะถ้าเลือกพรรคสีน้ำเงิน ทั้งสองประเทศจะไม่สงบ
ในสภาวะที่คนไทยจำนวนไม่น้อยกำลังมองแง่ลบกับรัฐบาลกัมพูชา คำพูดของรัฐมนตรีคนดังกล่าวก็ยิ่งปลุกความไม่พอใจมากขึ้นไปอีก
นายอนุทินก็รีบโต้กลับทันทีว่า ถ้าเลือกภูมิใจไทย จะทำให้กัมพูชาแพ้แบบราบคาบ พร้อมขอคนไทยอย่าทำให้รัฐมนตรีกัมพูชาสมดังใจ หากเลือกอนุทินจะทำให้กัมพูชาไม่สามารถคุกคามอธิปไตยไทยได้อีก
แต่รอบนี้พรรคส้มเห็นท่าทางไม่ดี พยายามแก้เกม โดยส่ง รังสิมันต์ โรม ออกมาตอบโต้เตือนนายอนุทินอย่าเอาคำศัตรูมาหาเสียง ทั้งยังตอกกลับ รมต.กัมพูชาว่าใช้ลูกไม้ราคาถูก ที่ออกมาพูดแบบนี้เพราะกลัวคนไทยจะเลือกพรรคประชาชน จนสร้างกระแสจุดไฟคนรุ่นใหม่ในกัมพูชาเปลี่ยนการเมืองในประเทศตัวเองต่างหาก
แน่นอนว่าพรรคสีน้ำเงินมียุทธศาสตร์ต้องประคองคะแนนนิยมจากคนรักชาติไปให้ถึงวันเลือกตั้ง มากกว่านั้นก็คือต้องลบจุดอ่อน ดึงคะแนนนิยมจากชนชั้นกลางซึ่งเป็นจุดบอดของพรรคให้ได้มากที่สุด
นั่นจึงเป็นที่มาของการเห็นนายอนุทินนำทีมเทคโนแครตมือโปร ไม่ว่าจะเป็น ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว บุกหาเสียงย่านสยามสแคว์รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมประกาศขอรับช่วงต่อคะแนนจากผู้สนับสนุนลุงตู่
นอกจากนี้ ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ยังเห็นพรรคภูมิใจไทยส่งออกนักการเมืองขึ้นเวทีดีเบตอย่างไม่หลบหน้า เช่นนายอนุทินเองก็ขึ้นเวทีประชันวิสัยทัศน์พร้อมกับแคนดิเดตค่ายส้ม-แดงเป็นครั้งแรกในสัปดาห์ที่ผ่านมา
หรือจะเป็นการส่งศุภจี สุธรรมพันธุ์ สู้กับพรรคอื่นในเวทีเบตเรื่องเศรษฐกิจ, การส่ง ไชยชนก ชิดชอบ ยังบลัดค่ายสีน้ำเงิน สู้กับพรรคอื่นในดีเบตเรื่องการปราบคอร์รัปชั่น เป็นต้น
การโชว์ภาพความเป็นมืออาชีพของนักบริหารคนนอก ความเป็นมือโปรฯ ชูความมีประสบการณ์ตัวจริง ก็เพื่อดึงคะแนนชนชั้นกลางลบภาพความเป็นพรรคการเมืองบ้านใหญ่ และการบริหารการเมืองแบบโควต้านั่นเอง
แน่นอนว่าศึกเลือกตั้งรอบนี้ของค่ายสีน้ำเงิน แม้จะช่วงชิงการนำในฝั่งอนุรักษนิยมสำเร็จ แต่ก็ต้องสู้กับผู้ท้าชิงฟากอนุรักษนิยมอื่นทั้งพรรคประชาธิปัตย์ จนถึงพรรครวมไทยสร้างชาติด้วย
การได้เห็นนายอนุทินเอ่ยปาก “ขอคะแนนลุงตู่ มาให้ลุงหนู” จึงเกิดขึ้น เพื่อให้เห็นความเป็น “ของจริง” ขั้วอนุรักษนิยม เหนือกว่าคนอื่น
ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง กระแสทหารนิยม-ชาตินิยม ที่ถือเป็นไพ่ใบสุดท้ายของฝ่ายอนุรักษนิยมไทย จะอยู่ยาวจนถึงเลือกตั้ง
แต่หากฝ่ายผู้ท้าทายสามารถสร้างวาระทางสังคมการเมืองอื่นๆ ขึ้นแทนที่สำเร็จ
ที่น่ากังวล คงเป็นแบบ ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ อาจารย์รัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ พูดไว้เมื่อวันที่ 13 มกราคม ที่ผ่านมาว่า
“ตอนนี้กลัวอย่างเดียว…สงครามปะทุโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์”
