คนละด้านของเหรียญเดียวกัน ระหว่าง ‘บ้านใหญ่’ กับ ‘ตระกูลการเมือง’
คอลัมน์ Agora : กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit
“บ้านใหญ่” เป็นคำที่ได้ยินจนชินหูจากสื่อต่างๆ และโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาหาเสียงเข้มข้นเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม แม้คำว่าบ้านใหญ่จะเป็นศัพท์ที่ผู้คนและสื่อมวลชนใช้อย่างแพร่หลายในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แต่คำนี้กลับไม่ใช่ศัพท์วิชาการทางรัฐศาสตร์มาแต่เดิม และยังไม่มีทฤษฎีมารองรับอย่างเป็นกิจจะลักษณะมากนัก
การที่คำนี้เป็นที่นิยมขึ้นมาก็เนื่องจากมันสามารถอธิบายลักษณะของการเมืองไทยตามที่เป็นจริงได้ดีและมองเห็นภาพได้ง่าย
ตรงกันข้ามกับคำว่า “ตระกูลการเมือง” ซึ่งเป็นศัพท์ทางรัฐศาสตร์และมีทฤษฎีอธิบายอย่างเป็นระบบ ทำให้มีงานวิจัยสืบเนื่องจากแนวคิดนี้มากพอสมควร ทว่ากลับไม่ได้รับการใช้อย่างแพร่หลายนัก และแทบไม่ได้ยินคำว่าตระกูลการเมืองในชีวิตประจำวันเลย ไม่ว่าตามหน้าสื่อหรือจากบทสนทนาของประชาชนก็ตาม
ตระกูลการเมืองมาจากคำในภาษาอังกฤษว่า “Political Dynasty” ถ้าแปลตรงตัวก็คือ “ราชวงศ์ทางการเมือง”
แต่หากใช้คำว่าราชวงศ์ก็อาจสร้างความสับสนได้ เพราะในบริบทสังคมไทยมีราชวงศ์ของกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์อยู่ด้วย ซึ่งราชวงศ์ของกษัตริย์ไม่ใช่ราชวงศ์ทางการเมืองในความหมายของ Political Dynasty
ด้วยเหตุผลนี้การแปล Political Dynasty เป็นคำว่าตระกูลการเมืองจึงเหมาะสมกว่า คือนอกจากไม่ทำให้คนสับสนแล้วก็ยังสามารถสื่อนัยของแนวคิดออกมาได้ครบถ้วน
นิยามของตระกูลการเมืองคือ สายตระกูลหนึ่งซึ่งมีอำนาจทางการเมืองอย่างเข้มข้นเหนือประชาชนทั่วไปโดยอาจมีเขตอิทธิพลของตนในระดับชาติหรือระดับท้องถิ่นก็ได้
ตระกูลทางการเมืองมีลักษณะเด่นสองประการคือ
หนึ่ง มีสมาชิกหลายคนในตระกูลที่ถือครองอำนาจการเมืองและกระจายอำนาจไปสู่วงศ์วานว่านเครือของตนเป็นเครือข่าย ทำให้มีอำนาจการเมืองอยู่ในสมาชิกครอบครัวอย่างถ้วนหน้า อาจไม่ครอบคลุมสมาชิกทุกคน แต่อย่างน้อยมีสมาชิกหลายคนที่อยู่ในวังวนอำนาจในยุคเดียวกัน และคนในบ้านต่างมีตำแหน่งการเมืองเป็นส่วนใหญ่ เช่น พ่อเป็นรัฐมนตรี แม่เป็นนายก อบจ. ลูกเป็น ส.ส. หลานเป็น สจ. พี่เป็น ส.ส. น้องเป็นนายกเทศมนตรี
สอง มีการสืบทอดอำนาจทางการเมืองอย่างต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น รุ่นแรกส่งต่ออำนาจไปสู่ทายาทรุ่นถัดไป เช่น พ่อหรือแม่เป็นนายก อบจ. เมื่อวางมือก็ส่งลูกลงสมัครรับเลือกตั้งแทน แล้วลูกก็รับช่วงเป็นนายก อบจ. ในพื้นที่นั้นต่อ หรือสามีเป็น ส.ส. เมื่อสามีจากไป ภรรยาก็เข้ามาลงแทน วันหนึ่งภรรยาวางมือก็ส่งลูกมาลงแทน สืบทอดต่อกันไปเรื่อยๆ โดยอาศัยความได้เปรียบที่ยึดกุมการใช้จ่ายทรัพยากรภาครัฐในพื้นที่เป็นเวลายาวนาน สร้างเครือข่ายอำนาจให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ก็กีดกันหรือทอนกำลังของคนนอกสายตระกูลไม่ให้เข้ามาในวงอำนาจที่ตระกูลการเมืองนั้นครองอำนาจอยู่
การที่อำนาจทางการเมืองกระจายไปสู่สมาชิกในครอบครัวและมีการส่งต่อตำแหน่งต่างๆ ไปสู่ทายาทจึงทำให้ถูกเรียกขานทางรัฐศาสตร์ว่าเป็น “ราชวงศ์” (dynasty) กลายเป็นคำศัพท์ว่า Political Dynasty ดังที่กล่าวมา
อย่างไรก็ตาม ในหมู่นักรัฐศาสตร์เองก็เลือกใช้คำในภาษาไทยที่แตกต่างกัน
เช่น “พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์” ใช้คำว่าราชวงศ์ทางการเมืองในบทความเรื่อง “ว่าด้วยเรื่องราชวงศ์ทางการเมือง (political dynasty)” (2555)
ขณะที่ “สติธร ธนานิธิโชติ” ใช้คำว่าตระกูลการเมืองในบทความเรื่อง “ตระกูลการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของไทย” (2556) และ “คุณลักษณะของนักการเมืองไทยที่มีสายสัมพันธ์แบบตระกูลการเมือง” (2557)
แต่ไม่ว่าจะใช้คำไทยว่าอย่างไร ก็มาจากคำเดียวกันในภาษาอังกฤษ
ส่วนคำว่าบ้านใหญ่นั้น ไม่มีศัพท์ต้นทางจากภาษาอังกฤษและไม่ใช่ศัพท์เทคนิคทางรัฐศาสตร์ในวงวิชาการสากล แต่ดูเหมือนว่าจะเป็น “ศัพท์เฉพาะ” ที่เกิดขึ้นในบริบทการเมืองไทย และกลายเป็นคำศัพท์ทางการเมืองที่ถูกใช้แบบ “เป็นอันรู้กัน” โดยปริยาย
นิยามของบ้านใหญ่ หมายถึง กลุ่มการเมืองทรงอิทธิพลในเขตพื้นที่หนึ่ง และมีบารมีทางการเมืองเหนือผู้คนทั่วไปในบริเวณแถบนั้น โดยมีทรัพยากรต่างๆ สำหรับใช้สอยทางการเมืองมากกว่าประชาชนธรรมดา หรือที่เรียกว่ามี “กระสุน” เยอะนั่นเอง ทำให้กลายเป็นศูนย์รวมอำนาจอย่างไม่เป็นทางการ
ลักษณะเฉพาะของบ้านใหญ่คือ ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งการเมืองตามนิตินัย แต่มีอำนาจการเมืองโดยพฤตินัยอยู่เสมอ แม้ในความเป็นจริงสมาชิกในบ้านใหญ่มักมีตำแหน่งการเมืองอย่างเป็นทางการอยู่ด้วยก็ตาม แต่ต่อให้พวกเขาเว้นว่างจากตำแหน่งการเมืองไปบ้างในบางเวลา พวกเขาก็ยังคงมีอำนาจบารมีในท้องที่แห่งนั้นอยู่ดี
ศูนย์กลางอำนาจของบ้านใหญ่กระจุกตัวหนาแน่นอยู่ที่บ้านใดบ้านหนึ่งเป็นพิเศษ ดังนั้นจึงได้รับการเรียกขานว่าบ้านใหญ่ และมักเป็นตระกูลการเมืองไปด้วย เพราะตระกูลการเมืองก็คือครอบครัวที่มีอำนาจรวมตัวกันอยู่ที่บ้านหลักหลังหนึ่งซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวอยู่แล้ว
ลักษณะเฉพาะของบ้านใหญ่อีกอย่างหนึ่งคือ การเป็นที่พึ่งของชาวบ้านในระยะยาว ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงฤดูเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม เมื่อประชาชนคนใดมีปัญหาที่ไม่สามารถหาทางจัดการได้ ก็มักวิ่งเข้าหาบ้านใหญ่เพื่อขอความช่วยเหลือเรื่องต่างๆ ตั้งแต่คลี่คลายความขัดแย้ง ความเดือดร้อนเรื่องปากท้อง ชีวิตความเป็นอยู่ ไปจนถึงฝากลูกเข้าเรียน ฯลฯ
จะเห็นได้ว่า บ้านใหญ่นั้นเป็น “คนมีเส้น” ที่เสียงดังกว่าใครในท้องถิ่น เมื่อออกปากเรื่องใดก็มีโอกาสที่จะได้ในเรื่องนั้น
เพราะฉะนั้น ลักษณะของบ้านใหญ่จึงแยกไม่ออกจากการเป็น “ผู้มีอิทธิพล” และ “ผู้มีบารมี” ซึ่งทำให้คนในพื้นที่รู้สึกเกรงอกเกรงใจ ไม่เว้นแม้กระทั่งหน่วยงานราชการหรือองค์กรภาครัฐก็ตาม
หากบ้านใหญ่นั้นมีความเกี่ยวพันกับธุรกิจผิดกฎหมายและมีการใช้กำลังเข้าจัดการปัญหาต่างๆ ผู้คนก็จะเกรงใจและหวาดกลัวไปด้วย
ลักษณะบ้านใหญ่เช่นนี้จะไม่ใช่พ่อพระ แต่คือ “มาเฟีย” หรือ “เจ้าพ่อ” ที่เป็นคนใหญ่คนโตในท้องถิ่นนั้น
ผู้มีอิทธิพลกับนักการเมืองจึงมีความซ้อนทับกันในการเมืองแบบบ้านใหญ่ โดยเติมเต็มช่องว่างระหว่างรัฐกับชาวบ้าน ที่บางครั้งกลไกรัฐไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือหรือตอบสนองต่อปัญหาของประชาชนได้อย่างทั่วถึง
เมื่อรัฐเป็นที่พึ่งให้กับชาวบ้านไม่ได้ พวกเขาจึงหันไปพึ่งพาอำนาจอื่นแทน ทำให้คนคนหนึ่งสั่งสมบารมีแล้วกลายมาเป็นบ้านใหญ่ได้
ดังนั้น ยิ่งเป็นท้องถิ่นชนบทที่ห่างไกลอำนาจรัฐจากศูนย์กลางเท่าไรลักษณะบ้านใหญ่แบบเจ้าพ่อก็ยิ่งมีโอกาสเป็นไปได้มากขึ้นเท่านั้น
คำว่าบ้านใหญ่และตระกูลการเมืองจึงไม่ได้มีความหมายเหมือนกัน และไม่สามารถใช้แทนกันได้ในทุกกรณี แต่มีลักษณะที่ใกล้เคียงกันและมักซ้อนทับกันอยู่เสมอ จึงไม่แปลกที่หลายคนสับสนและบางทีก็ใช้สองคำนี้แทนกันสลับไปสลับมา
ทั้งที่ความจริงแล้วสองคำนี้มีทั้งความเหมือนและความต่างอยู่ในตัว
เงื่อนไขของการเป็นตระกูลการเมืองคือ ต้องมีเชื้อสายเดียวกัน กระจายอำนาจไปสู่วงศาคณาญาติ และสืบทอดอำนาจไปสู่ทายาทจากรุ่นสู่รุ่น สามารถเป็นได้ทั้งการเมืองระดับชาติและท้องถิ่น
ส่วนบ้านใหญ่คือการรวมศูนย์อำนาจอย่างไม่เป็นทางการโดยกระจุกตัวอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งซึ่งสมาชิกในบ้านอาจไม่ได้เป็นเครือญาติกันก็ได้ โดยมีเขตพื้นที่ซึ่งกลุ่มของตนมีอิทธิพลอยู่ จึงเป็นปรากฏการณ์ในระดับท้องถิ่นมากกว่า
อย่างไรก็ตาม การเป็นครอบครัวเดียวกันหรือเป็นญาติพี่น้องร่วมสายโลหิตย่อมมีความไว้วางใจและสนิทสนมใกล้ชิดมากกว่าคนนอกวงศ์ตระกูล
บ้านใหญ่จึงมักเป็นตระกูลการเมือง และตระกูลการเมืองก็มักเป็นบ้านใหญ่ด้วยเช่นกัน
นอกจากนั้นบ้านใหญ่ที่แจ้งเกิดในระดับท้องถิ่นก็ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่แค่พื้นที่ แต่มักขยายบทบาทไปสู่การชิงชัยในระดับชาติด้วย
ดังนั้น ตระกูลการเมืองและบ้านใหญ่ในปัจจุบันจึงกลายเป็น “คนละด้านของเหรียญเดียวกัน” ที่แทบแยกจากกันไม่ออก
ดังจะเห็นได้จากการเมืองไทยที่กำลังขับเคี่ยวอย่างเข้มข้นในฤดูเลือกตั้งเช่นนี้
