‘ภูมิธรรม-ทวี’ รอดศาล รธน. ชี้ไม่แทรกแซง ‘ฮั้ว ส.ว.’ท่ามกลางคำถามคดี ‘สภาสูง’ สุดอืด
ในประเทศ
‘ภูมิธรรม-ทวี’ รอด
ศาล รธน. ชี้ไม่แทรกแซง ‘ฮั้ว ส.ว.
‘ท่ามกลางคำถามคดี ‘สภาสูง’ สุดอืด
ต้องยอมรับว่า คดีฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 2567 ยังคงเป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อนสำคัญทางการเมือง
ที่หลายฝ่ายยังคงต้องจับตาและเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ไม่แพ้ประเด็นการเมืองอื่นๆ ว่าการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะจบลงอย่างไร
กระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งวางแนวทางให้ ส.ว.มีที่มาจาก 20 กลุ่มสาขาอาชีพ เพื่อให้มีตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ ที่หลากหลายเข้ามาทำหน้าที่ในสภาสูงครั้งนี้ มีขบวนการฮั้ว ฟอกเงิน ตามข้อกล่าวหาจริงหรือไม่นั้น
คงต้องรอให้ทั้ง 2 หน่วยงาน ออกมาชี้แจงรายละเอียดเมื่อกระบวนการตรวจสอบและพิจารณาเสร็จสิ้น
แต่ทว่า อีกหนึ่งประเด็นที่เกี่ยวเนื่องและเชื่อมโยงกับคดีดังกล่าวได้ถูกตัดสินและวินิจฉัยชี้ขาดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นั่นคือ กรณีที่กลุ่มสมาชิกวุฒิสภาเข้าชื่อเสนอคำร้องผ่านประธานวุฒิสภา ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สิ้นสุดลง เฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่
โดยสมาชิกวุฒิสภากล่าวอ้างว่า การที่ผู้ถูกร้องทั้งสองมีมติให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) เป็นการแทรกแซงหรือครอบงำหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันเป็นการกลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่ และครอบงำสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจและฝ่าฝืนหลักนิติธรรม
ถือได้ว่า ผู้ถูกร้องทั้งสองไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้ง 2 สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่
โดยขณะนั้น นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ส่วน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธาน กคพ. และกำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงต้นปี 2568 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับคดีฮั้ว ส.ว.เป็นคดีพิเศษ ขณะที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เริ่มเดินหน้าตรวจสอบขบวนการฮั้ว ส.ว. มีการแจ้งรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาล็อตใหญ่ มีทั้งอดีตผู้สมัคร ส.ว. , ส.ว., ส.ส., รัฐมนตรี, นักการเมืองระดับบิ๊กเนม และ “คีย์แมน” คนสำคัญของพรรคการเมืองให้เข้ามาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา
แต่เรื่องนี้ ทำให้กลุ่ม ส.ว.โต้กลับด้วยการเข้าชื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อถอดถอนนายภูมิธรรม เวชยชัย และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี
โดยอ้างว่า ทั้งคู่แทรกแซงหรือครอบงำหน้าที่และอำนาจของ กกต. โดยใช้ดีเอสไอเป็นเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา
ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2568 และสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาส่งเอกสารชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา จากนั้นดำเนินการตามกระบวนการพิจารณาคดี
ต่อมาวันที่ 14 พฤษภาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หยุดปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เฉพาะในฐานะผู้กำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษและรองประธานกรรมการคดีพิเศษตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง
แม้ต่อมา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2568 จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน เป็นผลทำให้รัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งรวมถึงนายภูมิธรรม เวชยชัย และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ด้วย
แม้ทั้งคู่จะพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีไปแล้ว แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีการจำหน่ายคดี
โดยมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 2 เสียง เดินหน้าพิจารณาคดีต่อไป ด้วยเหตุผลเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 51
และเมื่อวันที่ 24 ธันวาคมที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญได้ออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยาน 6 ปาก ประกอบด้วย พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร ส.ว. พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีดีเอสไอ และนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. และผู้ถูกร้องทั้ง 2 คน คือ นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
กระทั่งมีกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ ลงมติ และออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟังในวันที่ 21 มกราคม เวลา 15.00 น.
ผลปรากฏว่า องค์คณะศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยว่า จากข้อเท็จจริงไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าผู้ถูกร้องทั้ง 2 มีพฤติการณ์ตามข้อกล่าวหาว่าไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ อันขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ 160 (4) และไม่มีพฤติการณ์ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐานจริยธรรมฯ ข้อ 27 ประกอบข้อ 5 6 7 8 11 12 13 14 16 17 21 25 และ 26 ไม่มีการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5) อันเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้ง 2 สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) (5) อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้ง 2 ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตามรัฐธรรมนูญ 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) (5) แต่อย่างไรก็ดี ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้ง 2 สิ้นสุดลงก่อนแล้ว ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2568 และรัฐธรรมนูญมาตรา 167 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 170
ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำร้องของผู้ถูกร้องหลายประเด็น โดยศาลรัฐธรรมนูญได้ตีตกหมดทุกประเด็น
โดยชี้ให้เห็นว่า ผู้ถูกร้องทั้ง 2 มิได้ข่มขู่ หรือใช้อำนาจหน้าที่ในการแทรกแซงการสอบสวนคดีฮั้ว ส.ว.ในชั้นสำนักงาน กกต. และในชั้นดีเอสไอแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้คงต้องรอดูว่าคดีฮั้ว ส.ว.ซึ่งอยู่ในชั้นการพิจารณาและตรวจสอบข้อเท็จจริงของ กกต. และดีเอสไอ ผลจะออกมาอย่างไร
ยิ่งตอนนี้การเมืองมีการเลือกตั้งอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลใหม่ แน่นอนว่าการทำงานของ 2 หน่วยงานก็ยิ่งถูกจับตาและถูกโฟกัสมากเป็นพิเศษ
มหากาพย์คดีฮั้ว ส.ว.จะจบอย่างไร มีคนทำผิด ฮั้วกันจริงหรือไม่ คงต้องรอลุ้นกันอีกครั้ง
แต่ทว่า กระบวนการไม่ควรล่าช้า เพราะนับตั้งแต่มีการเลือกตั้ง ส.ว.เมื่อปี 2567 ขณะนี้เข้าสู่ปี 2569 กระบวนการตรวจสอบสุดอืดยังไม่คืบหน้าใดๆ
สังคมจึงมีคำถามและสงสัยว่า มีการเตะถ่วงคดีฮั้ว ส.ว.หรือไม่!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
