คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือที่เรียกกันติดปากว่า “กกต.” นั้นคลอดจากรัฐธรรมนูญปี 2540
ไม่ผิดปกติแต่อย่างใดถ้าจะมีผู้คนเชื่อว่า การจัดการเลือกตั้งโดยกระทรวงมหาดไทยนั้นยากที่จะเป็นกลาง โปร่งใส ไร้ข้อกังขา เพราะ “รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย” เป็นขุนพลคนสำคัญของพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล
ด้วยความคิดสร้างสรรค์ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญจึงผุดไอเดียใหม่ขึ้นมาว่า “การจัดการเลือกตั้ง” ควรเป็นหน้าที่ของ “คนกลาง”
“กกต.” จึงเกิดขึ้นในฐานะ “องค์กรอิสระ” โดยมีเจตจำนงว่า ใครจะมากดดัน บังคับ ขู่เข็ญ หรือชักจูงไม่ได้
แต่คำว่า “อิสระ” ในเจตนารมณ์นั้นมิได้หมายความว่า The untouchable หรือแตะต้องไม่ได้
การมี “กกต.” น่าจะถือเป็น “ก้าวหนึ่ง” ที่ระบอบประชาธิปไตยของไทยพัฒนาไปข้างหน้า
ดังนั้น ถ้าใครจะถามว่า มี “กกต.” เอาไว้ทำไมก็สามารถตอบได้ในทันทีว่า มีไว้ให้ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งอย่างตรงไปตรงมา สุจริต และเที่ยงธรรม แทนหน่วยราชการอย่างกระทรวงมหาดไทย
หากถามอีกว่าแล้ว “กกต.” ทำงานผิดพลาดได้หรือไม่
ตอบได้ทันทีเช่นกันว่า ผิดได้ (มีแต่)
ไม่มีการทำหน้าที่ใดสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ปราศจากข้อบกพร่อง และลงมือทำงานก็ย่อมจะต้องมีทั้งคำชม เสียงปรบมือ และการวิพากษ์วิจารณ์
องค์กร “กกต.” ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานซืน
องค์กร กกต.และข้าราชการ กกต.ผ่านแดดผ่านฝนมาแล้ว 3 ทศวรรษ ทุกคนเข้าใจดีว่า มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้เรียบร้อย ถูกต้องตามกฎหมาย สุจริต และเที่ยงธรรมต่อทุกฝ่ายอย่างไร และจะต้องทำอะไรเพื่อสกัดกั้นคนโกง
แต่จะดีมากยิ่งขึ้นถ้า กกต.ตั้งจุดมุ่งหมายว่า จะเป็น 1 ในองค์กรที่จะส่งเสริมทุกทางเพื่อให้ระบอบประชาธิปไตยพัฒนาไปสู่ความมีอารยธรรม ทำให้ประชาชนตื่นตัวและตระหนักว่า ทุก 1 เสียง คือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า
การออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง และการเลือกตั้ง รวมทั้ง “การมีส่วนร่วม” ของประชาชนในกิจกรรมประชาธิปไตยเป็นวัฒนธรรมอันดีงามที่ กกต.จะต้อง “ส่งเสริม”
กกต.จะต้องตั้งมั่น และตั้งใจว่า ไม่ว่าจะโกรธหรือขุ่นเคืองผู้ใดที่ตั้งข้อสงสัยหรือตรวจสอบ คำที่ว่า “ถ้าไม่เชื่อมั่น กกต.ก็ไม่ต้องไปเลือกตั้ง” จะไม่หลุดจากปากบุคลากรของ กกต.
การที่ประชาชนไม่ไปเลือกตั้ง และการที่ประเทศไม่มีการเลือกตั้ง หมายความว่า ประเทศไม่จำเป็นต้องมี “กกต.”
หากไม่มีการเลือกตั้ง ก็ต้องทำให้ “มี” การเลือกตั้ง
ถ้าประชาชนไม่เชื่อมั่นในระบบเลือกตั้งก็ต้องทำให้ตระหนักรู้และเชื่อมั่นในการเลือกตั้ง
ผู้ชนะเลือกตั้งไม่ว่าจะไปทำหน้าที่ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ต่างก็มี “วาระ” หรือกำหนดเวลาชัดเจนแน่นอนในการใช้อำนาจรัฐ
ทั้งหมดเป็นเรื่องที่ กกต.เข้าใจถ่องแท้
เพียงแต่มี “ปัญหา” ตรงที่ “ทัศนคติ” ซึ่งนั้นก็ต้องสำรวจสติและทบทวนตัวเองว่า คุณเป็นใคร
เป็น “นายคน” หรือ “คนที่อาสา” มาทำหน้าที่
“กกต.”7 คน มาจากการสรรหาของ “คณะกรรมการ” ซึ่งประกอบไปด้วยประธานศาลฎีกา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้าน ประธานศาลปกครองสูงสุด และบุคคลที่องค์กรอิสระเลือกมา
คัดจาก “ผู้สมัคร” ให้เหลือ 5 คน ส่วนอีก 2 คน ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาลงคะแนนลับเลือกมา

เมื่อครบ 7 คนแล้วก็ส่งให้ “วุฒิสภา” ตั้งคณะกรรมาธิการสามัญ ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และจริยธรรมอย่างละเอียดก่อน จากนั้นวุฒิสภาลงมติ “ให้ความเห็นชอบ” ด้วยเสียงกึ่งหนึ่งของ ส.ว.
กกต. 7 คน สมัครมา อาสามาทำงาน มีวาระในตำแหน่ง 7 ปี
ส่วน “เลขาธิการ กกต.” เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของข้าราชการประจำที่สังกัด กกต.ทั่วประเทศ
เป็นข้าราชการทำงานต่อเนื่องจนเกษียณ
แต่ตำแหน่ง “เลขาฯ กกต.” นั้นคณะกรรมการ กกต. 7 คน ต้องเลือกขึ้นมา มีวาระในตำแหน่ง 4 ปี
สิ่งที่ทุกคนเสมอกันคือ มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ
“กกต.” ไม่ได้เป็น “เจ้าของบ้าน” นะครับ เป็นแต่เพียง “เจ้าของบ้าน” คัดเลือกจากบรรดาผู้สมัครแล้วว่าจ้างมาเพื่อ “ใช้งาน”
“กกต.” ทั้ง 7 +1 เลขาฯ กกต.รับผิดชอบงานในส่วนที่เป็นนโยบาย วางแผน ควบคุมกำกับ เปรียบเหมือนมันสมองและหัวใจที่กำกับสั่งการควบคุมดูแลให้ “กลไก” ทั้งหลาย อันหมายถึง ข้าราชการและพนักงานประจำของ กกต. รวมทั้งเครือข่ายอาสาสมัคร “ทำงานให้”
7+1 นั้นคิด สั่งการ ควบคุม ติดตาม
มีความบกพร่องผิดพลาดเกิดขึ้นที่ไหน เกิดขึ้นได้อย่างไร เป็นความรับผิดของ 7+1
ที่จริงต้องเก็บอาการไว้ ไม่ควรทำเหมือนรถยนต์ “เสียศูนย์”
ปัญหาควรจะเป็น “โอกาส” ให้ได้เพิ่มพูนประสบการณ์ เติมเต็มให้ทุกคนทุกฝ่ายมีวุฒิภาวะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
มีใครกล้ายืนยันหรือไม่ว่า การจัดการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 อะร้าอร่ามเรียบร้อยราบรื่นไร้ข้อกังขา
ถ้าเป็นเรื่องปลีกย่อย หรือการปฏิบัติที่เกิดจากพฤติกรรมเฉพาะกลุ่มบุคคล เฉพาะหน่วยเลือกตั้งหนึ่งๆ นั้นถือเป็นเรื่องธรรมดา
แต่กรณีบัตรเลือกตั้งมี “บาร์โค้ด” เป็นเรื่องที่เกิดจาก “ระดับนโยบาย” ซึ่งถ้าต่อไปพิสูจน์ทราบได้ว่า กรณีที่เกิดขึ้นนั้นทำให้ผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งถูกล้วงตับ การลงคะแนนเลือกตั้ง “ไม่เป็นความลับ”
“กกต.” พ่อทูนหัวจะรับผิดชอบกันอย่างไร
การจัดการเลือกตั้งให้มี “ความสุจริตและเที่ยงธรรม” เป็นงานของ “กกต.”
การตั้งข้อสงสัย หรือวิจารณ์การทำงานของ กกต.เพื่อบรรลุถึง “การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม” ของผู้ใดก็ตามที่เกิดขึ้นนั้น “กกต.” ควรสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วม
สมมุติว่าพบความผิดพลาด แต่ไม่ได้มาจาก “เจตนาทุจริต”
คำถามคือ กล้ารับผิดหรือไม่
ถ้ามีคนผิด ใครจะแสดงสปิริต โค้งคำนับยอมรับต่อสาธารณะ
แต่นั่นคงจะฝันไป!
ของจริงคือ “กกต.” ส่งตัวแทนเข้าแจ้งความให้ดำเนินคดีกับพลเมืองด้วยข้อกล่าวหาร้ายแรง ซึ่ง 1 ในผู้ถูกแจ้งความนั้นก็มี “สมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีต กกต.อยู่ด้วย
แน่นอนทีเดียว “สมชัย” ต้องรู้สึกผิดคาดและผิดหวัง
ในการให้สัมภาษณ์กับประชาชาติ “สมชัย” ถึงกับว่า “จัดการเลือกตั้งแบบนี้ ไม่ต้องมี กกต.ก็ได้”
หน้าที่ของ กกต.คือ จัดการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม
“กกต.” เป็นองค์กรอิสระ สังคมจึงต้องหวังว่ามีความอิสระ หวังว่าการทำหน้าที่นั้นต้องเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผล และตรวจสอบได้ ไม่ติดหล่มความเป็นเจ้าขุนมูลนาย !?!!!
