คอลัมน์ หลังลับแล มีอรุณรุ่ง : ธงทอง จันทรางศุ
วันนี้เรามาเล่นเกมอะไรกันสักอย่างหนึ่ง ดีไหมครับ วันนี้ผมจะปลอมตัวเป็นพจนานุกรมภาษาไทยฉบับส่วนตัว หมายความว่าผมนึกคำอะไรขึ้นมาคำหนึ่งผมก็จะให้ความหมายไปตามใจชอบหรือตามความเข้าใจของผม ผิดถูกไม่ว่ากันนะครับ
นี่เพิ่งผ่านวันเลือกตั้งทั่วไปเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ไปได้ไม่ถึงสองเดือน ทำให้ผมนึกถึงชุดของคำในภาษาไทยขึ้นมาสี่ห้าคำ และเป็นถ้อยคำที่เราได้ยินอยู่เสมอในแทบทุกวงการ แม้ผ่านการเลือกตั้งใหญ่ไปแล้วเมื่อเดือนก่อน ประเด็นที่ยังฮือฮากันอยู่ก็ยังเป็นเรื่องของการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมซึ่งยังไม่รู้ว่าจะลงเอยกติกากันอย่างไร
ชุดของคำที่ผมขอเสนอเพื่อนำมาพูดคุยกันในวันนี้มีคำว่า สอบแข่งขัน คัดเลือก แต่งตั้ง สรรหา และเลือกตั้ง
ในชีวิตของผมผ่านมาครบทุกคำแล้วครับ
เริ่มด้วยคำว่า “การสอบแข่งขัน” คำนี้คนทั่วไปเข้าใจตรงกันว่า มีตำแหน่งหรือมีที่นั่งอะไรอย่างหนึ่งที่มีจำนวนจำกัด แต่มีคนอยากเข้าไปอยู่ในตำแหน่งแห่งหนนั้นเป็นจำนวนมาก เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการกลั่นกรอง หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่จึงจัดให้มีการสอบแข่งขันขึ้น
การสอบแข่งขันในที่นี้ ในทางปฏิบัติคือการใช้ข้อสอบที่สามารถวัดหรือจำแนกได้ว่าใครเก่งมากน้อยกว่ากัน
เมื่อตรวจข้อสอบและเรียงคะแนนแล้ว คนที่ได้คะแนนมากกว่าก็เป็นผู้ได้รับโอกาสให้เข้าทำงานหรือเข้าไปเรียนหนังสือตามที่ตนปรารถนา
เมื่อไม่กี่วันมานี้มีการสอบแข่งขันเข้าเรียนหนังสือในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา คนสอบเป็นหมื่นแต่มีที่นั่งเรียนแค่พันเศษ กล่าวได้ว่า อัตราการแข่งขันสูงมากเลยทีเดียว
นึกย้อนหลังดูแล้ว ผมเคยสอบแข่งขันครั้งสำคัญมาแล้วสองครั้ง ครั้งแรกเมื่อตอนอายุ 10 ขวบ เป็นการสอบแข่งขันเมื่อปี 2508 เพื่อเข้าเรียนหนังสือในชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่โรงเรียนสาธิตฯ ปทุมวัน อีกครั้งหนึ่งเมื่อปี 2516 เป็นการสอบใหญ่ระดับประเทศที่คนยุคผมเรียกว่า “สอบเอนทรานซ์” เพื่อแข่งขันกันว่า ใครจะได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐที่จำกัดจำนวนรับ
ผลปรากฏว่า ผมสอบผ่านได้เข้าเรียนหนังสือในคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ
เป็นอันว่า ผมสอบแข่งขันผ่านตามเกณฑ์ทั้งสองคราว
แล้วอะไรคือ “คัดเลือก” เล่าครับ
ตามความเข้าใจของผม คำว่า คัดเลือก นี้เป็นการกลั่นกรองเลือกคนเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่บางอย่างที่ไม่ได้อาศัยการสอบเพื่อเอาชนะคะคานกันด้วยคะแนนบนกระดาษคำตอบเท่านั้น หากแต่มีดุลพินิจของกรรมการผู้ให้คะแนนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ข้อสำคัญคือ การคัดเลือกจะเกิดความเป็นธรรมโปร่งใสได้ เกณฑ์การให้คะแนนนั้นก็ต้องมีการประกาศล่วงหน้า ผู้เข้ารับการคัดเลือกจะได้เตรียมตัวมาได้ถูกต้อง
และบางทีเกณฑ์ที่ว่านั้นก็หมายความว่ารวมถึงการดูประวัติที่ผ่านมาในอดีตประกอบด้วย
ผมเคยเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกครั้งหนึ่งเมื่อปี 2523 เป็นการคัดเลือกหรือจะเรียกสอบคัดเลือกก็เห็นจะได้ เป็นการคัดเลือกเข้าเป็นอาจารย์ในคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กระบวนการคัดเลือกใช้วิธีการสัมภาษณ์ ดูคะแนนการศึกษาทั้งปริญญาตรีและปริญญาโท ประกอบการดูประวัติกิจกรรมกิจการที่เคยทำมาเมื่อเป็นนิสิต และพูดคุยซักถามอีกสารพัด
เท่าที่ผมจำได้ไม่มีการสอบข้อเขียน มีแต่การสัมภาษณ์และการขุดคุ้ยประวัติเท่านั้นเป็นพอแล้ว
และเมื่อจบกระบวนการก็ปรากฏว่า ผมก็ผ่านการคัดเลือกเข้าไปทำหน้าที่เป็นอาจารย์ตามความปรารถนา
การคัดเลือกครั้งนั้นมีคนสมัครเข้ารับคัดเลือกสองคนสำหรับอัตราว่างสองตำแหน่ง และทั้งสองคนก็ผ่านการคัดเลือกได้เป็นอาจารย์พร้อมกัน
คําต่อไปเราถึงคำว่า “แต่งตั้ง”
คำนี้ก็ตรงไปตรงมานะครับ ความหมายคือ ผู้มีอำนาจสูงกว่าใช้ดุลพินิจคัดสรรผู้ที่มีความเหมาะสมให้ดำรงตำแหน่งหน้าที่ต่างๆ เข้าทำงานแล้วออกคำสั่งไปตามดุลพินิจนั้น
การแต่งตั้งที่ว่านี้ถ้าเป็นกิจการส่วนตัวผู้เป็นนายจะตั้งลูกน้องอย่างไรก็ได้
แต่ในทางราชการแล้วขืนทำอย่างนั้นก็ถูกนินทาตาย เป็นการสอบตกเกณฑ์ในเรื่องธรรมาภิบาลอย่างร้ายแรง
เพราะฉะนั้นการแต่งตั้งในระบบราชการทุกวันนี้ไม่ใช่ว่าจะตั้งใครก็ได้ตามใจชอบ หากแต่มีเกณฑ์การแต่งตั้งกำกับการใช้ดุลพินิจ
เป็นต้นว่าถ้าจะตั้งใครเป็นรองอธิบดี ใครคนนั้นก็ต้องดำรงตำแหน่งระดับผู้อำนวยการสำนักหรือเทียบเท่ามาแล้วไม่น้อยกว่าเท่านั้นเท่านี้ปี มีการแสดงวิสัยทัศน์กับคณะกรรมการที่ช่วยกลั่นกรองดุลพินิจของผู้บังคับบัญชา
คณะกรรมการอ่านวิสัยทัศน์แล้ว สัมภาษณ์แล้ว ก็ให้คะแนนเรียงลำดับไปแล้วเสนอให้ผู้มีอำนาจบรรจุแต่งตั้งพิจารณาใช้อำนาจขั้นตอนสุดท้ายอีกทีหนึ่ง
ทำแบบนี้การแต่งตั้งก็ดูสวยงามขึ้นตั้งเป็นกองและสามารถตอบคำถามที่คนสงสัยได้เป็นอันมาก
พูดง่ายๆ คือ มีมาตรการกำกับการใช้ดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาเพิ่มขึ้นนั่นเอง
นี่ผมพูดถึงเรื่องการแต่งตั้งทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งมุ่งหมายให้หมายถึงกรณีการแต่งตั้งเข้าสู่ตำแหน่งข้าราชการประจำในหน้าที่ต่างๆ นะครับ
ถ้าเป็นการแต่งตั้งอะไรต่อมิอะไรที่บ้านเราแต่งตั้งกันทั้งวัน รายละเอียดการแต่งตั้งก็อาจจะผันแปรไปแล้วแต่กฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องซึ่งมีได้หลากหลายตามความเหมาะสมแก่กรณี
ตัวอย่างล่าสุดที่เกี่ยวกับตัวผมเองคือ กรณีที่ท่านนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล แต่งตั้งให้ผมดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตามระเบียบสำนักงานนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
ระเบียบที่ว่านั้นเขียนกำกับไว้ว่า ผู้ที่จะเป็นประธานคณะกรรมการดังกล่าวได้ต้องได้รับพระสังฆราชานุมัติจากสมเด็จพระสังฆราช
นั่นแปลว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะตั้งใครสุ่มสี่สุ่มห้าตามใจชอบไม่ได้นะครับ ชื่อใครคนนั้นต้องได้รับพระอนุมัติจากสมเด็จพระสังฆราชก่อน เป็นต้น
คําที่สี่ พจนานุกรมส่วนตัวของผมขอเสนอคำว่า “สรรหา”
คำนี้หมายความถึงกระบวนการที่คัดกรองรายชื่อที่มีจำนวนมากให้เหลือจำนวนน้อยเพียงเท่าที่ต้องการเพื่อออกคำสั่งแต่งตั้งกันต่อไป
กระบวนการสรรหานี้บางครั้งก็ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ที่จะเข้ารับการหาก่อนเป็นเบื้องต้น
แต่บางครั้งก็ไม่ต้องให้ความยินยอมก่อนเสนอชื่อ รอไว้เมื่อถึงขั้นตอนได้รับการสรรหาแล้วค่อยยินยอมกันก็มีอยู่ ต้องเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องหรือดำรงตำแหน่งต่างๆ ได้เสนอชื่อผู้ที่สมควรได้รับการสรรหาเข้าสู่กระบวนการพิจารณา
การสรรหานี้ถ้าทำให้ละเอียดรอบคอบและคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม มีหลักเกณฑ์ที่โปร่งใสอธิบายได้ การสรรหานั้นก็เป็นที่ยอมรับ
แต่ตรงกันข้าม ถ้าการหาทำแบบมุบมิบ แถมผู้ที่ได้รับการสรรหาก็ไม่มีความผ่องแผ้วโปร่งใสมากพอ หรือมีคุณสมบัติหนักไปทางข้างมอมแมม การสรรหาคราวนั้นก็ต้องถูกครหาเป็นธรรมดา
ผมเคยได้รับการสรรหาเข้าสู่ตำแหน่งหน้าที่ต่างๆ หลายคราวในชีวิต
เช่น ก่อนได้รับแต่งตั้งเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ กระบวนการภายในมหาวิทยาลัยก็ต้องมีการสรรหาโดยฟังความเห็นจากคณาจารย์และเจ้าหน้าที่ในคณะ จากกรรมการสภามหาวิทยาลัย ประกอบกับกระบวนการขั้นตอนอื่นอีกมากกว่าจะเฟ้นได้ชื่อผมแล้วเสนอให้สภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแต่งตั้งต่อไป
ล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้เอง สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ เพิ่งกรุณาสรรหาผมเพื่อดำรงตำแหน่งนายกสภาสถาบันฯ
หน้าที่ผมก็เพียงแต่ลงนามในใบยินยอมให้มีผู้เสนอชื่อผมได้ จากนั้นก็เป็นเรื่องภายในสถาบันและคณะกรรมการสรรหาเขาจะว่ากันไป
มารู้เรื่องราวชัดเจนครั้งหนึ่งก็เมื่อเขาสรรหาเรียบร้อยจนได้ชื่อผมเป็นหนึ่งด้าวฟ้าเดียวแล้วเสนอให้สภาสถาบันพิจารณาลงมติเห็นชอบ แล้วนำขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาเพื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งต่อไป
สุดท้ายของคำชุดนี้ได้แก่คำว่า “เลือกตั้ง”
คำนี้พวกเราคุ้นเคยกันอยู่แล้วว่ามีความหมายแบบตรงไปตรงมาว่า มีผู้เสนอตัวจำนวนหลายคน เข้าสู่กระบวนการที่ให้คนที่เป็นสมาชิกหรือเป็นผู้มีส่วนได้เสียสำคัญในกระบวนการดังกล่าวลงคะแนนเพื่อชี้ขาดว่าจะให้ผู้สมัครคนใดได้ครองตำแหน่ง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เพิ่งผ่านพ้นไป
ส่วนตัวผมเองเคยลงสมัครรับเลือกตั้งมาแล้วสองครั้ง แต่อย่าตกใจไปนะครับว่าทำไมไม่รู้เลยว่าผมลงสมัครรับเลือกตั้งที่ไหนเมื่อไหร่
การเลือกตั้งที่ว่านี้ เป็นเพียงการเลือกตั้งในระดับโรงเรียนและมหาวิทยาลัยเท่านั้นเอง อย่าเพิ่งเป็นลมไปครับ
ตอนผมอยู่มัธยมศึกษาปีที่ 5 เมื่อปี 2515 ผมสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานสภานักเรียนของโรงเรียนสาธิตฯ ปทุมวัน
ผู้สมัครมีสามคนซึ่งล้วนแต่เป็นเพื่อนกันทั้งสิ้น มีผม ปราการ บุศยศิริ และเรณู พัฒโนภาษ รวมสามคน
ผลปรากฏว่า เรณูได้รับคะแนนเป็นที่หนึ่งแบบขาดลอย เพราะคะแนนของผมกับปราการตัดแต้มกันเอง
ซึ่งผมวิเคราะห์ว่า คะแนนนักเรียนชายส่วนใหญ่ลังเลว่าจะเลือกปราการหรือผมดี
ส่วนนักเรียนหญิงซึ่งมีจำนวนครึ่งหนึ่งของโรงเรียนเทคะแนนให้เรณู หนูหรือเรณูเพื่อนผมจึงได้เป็นประธานนักเรียนหญิงคนแรกของสาธิตฯ ปทุมวัน
การวางแผนการสมัครรับเลือกตั้ง และการตัดคะแนนกันเองในระหว่างผู้สมัครที่มีคุณสมบัติคล้ายกัน ในเขตพื้นที่ที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมีสัดส่วนชายและหญิงเท่ากันอย่างละครึ่ง เป็นบทเรียนที่ผมได้ซึมซาบไว้ตั้งแต่เมื่อกว่า 50 ปีก่อน
การเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งของผมเกิดขึ้นเมื่อประมาณปี 2532 เป็นการเลือกตั้งทั่วไปในระหว่างคณาจารย์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำหรับตำแหน่งกรรมการสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยประเภทผู้แทน คณาจารย์ประจำ
ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งคืออาจารย์ทั้งมหาวิทยาลัย ตำแหน่งว่างมีหกตำแหน่ง
ผมจำไม่ได้เสียแล้วว่ามีผู้สมัครกี่ท่าน จำได้แต่เพียงว่าตัวเองได้รับความกรุณาจากประชาคมอาจารย์จุฬาฯ เลือกเข้าไปทำหน้าที่ดังกล่าว
ผู้กรุณาอ่านพจนานุกรมฉบับส่วนตัวของผมที่เขียนมายืดยาวอย่างนี้ อาจมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่า พูดมายืดยาวนี้ตั้งใจจะบอกอะไรหรือ
ถ้าจะให้สรุปแบบบทสรุปสำหรับผู้บริหาร ผมอยากจะบอกว่า การเลือกใช้คำทั้งห้าคำสำหรับกรณีใดนั้นมีความเหมาะสมในเหตุการณ์ หน่วยงาน และตำแหน่งหน้าที่ที่แตกต่างกันไป ไม่มีคำไหนวิเศษกว่าคำไหนหรอกครับ
ข้อสำคัญคือ ต้องเลือกให้พอเหมาะกับเรื่อง และเมื่อเลือกใช้วิธีการใดแล้ว ก็ต้องทำให้กติกาเรื่องนั้นมีความชัดเจน มีเหตุผลที่อธิบายทุกขั้นตอน มีธรรมาภิบาลมากที่สุด
การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนที่มีการพิจารณาว่ากติกาใช้มานานปีแล้วควรจะปรับเปลี่ยนอย่างไร หรือไม่ ผมไม่รู้ตื้นลึกหนาบางหรอกครับ แต่ถ้าพูดอย่างคนติดตามข่าวทั่วไปก็ต้องบอกว่า ผมรู้สึกว่า “มันยังไงๆ อยู่”
ช่วยกันเป็นหูเป็นตาต่อไปนะครับ
