เหยี่ยวถลาลม | ถล่มอิหร่าน สงคราม ‘ฉากใหม่’ ในวิถีเก่า ‘วิถีผู้รุกราน’
“จอห์น ล็อก” ปรัชญาเมธีผู้ยิ่งใหญ่แห่งลัทธิประชาธิปไตยเคยว่าไว้ “สงคราม” คือการใช้กำลังโดยไม่มีสิทธิอำนาจ
ลองนึกภาพว่า
ในน่านฟ้ารั่วของกัมพูชา ซึ่งปราศจากอาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยป้องกันตัว ถ้าวันนั้นไทยใช้เครื่องบินรบ เอฟ-16 กับกริพเพนโฉบจู่โจมชั่วพริบตาถึงใจกลางกรุงพนมเปญ แล้วหย่อนระเบิดทำลายเข้าเป้าหมายซึ่งเป็นที่พักผู้นำสูงสุด หรือผู้นำทางทหารของกัมพูชา
องค์การอะไรต่อมิอะไรระหว่างประเทศ สหประชาชาติ รวมทั้งผู้นำประเทศขาใหญ่ทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา จีน สหราชอาณาจักร ยุโรป รัสเซีย เยอรมนี ฝรั่งเศส ฯลฯ จะรุมกันประณามยับเยินขนาดไหนว่าไทยบ้าคลั่ง ก่อสงคราม รังแกประเทศเล็กกว่า ทำเกินกว่าเหตุ
เป็นผู้รุกราน ไม่แฟร์ ผิดศีลธรรม แหกกฎระเบียบโลก
ทํานองเดียวกัน ถ้าวันหนึ่ง ประเทศซึ่งมีศักยภาพทางทหารสูงยิงขีปนาวุธมาลงตูมตามกลางกรุงเทพมหานครหรือจุดสำคัญทางทหาร
ประเทศไทยและคนไทยจะรู้สึกอย่างไร
นั่นคือสภาพที่ “เตหะราน” ประสบ!
คือความไม่สมเหตุสมผลของวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นกับโลก
อิหร่านจึงสามารถกล่าวได้เต็มปากว่า เป็นสงครามจาก “ผู้รุกราน”
ดังนั้น แม้ผู้ถูกรุกรานจะเล็กกว่า ศักยภาพด้อยกว่า แต่ถ้าประชาชนตาสว่างแล้วลุกขึ้นสู้ก็ย่อมถือว่า เป็นสิทธิเสรีภาพโดยสมบูรณ์ที่จะตอบโต้ผู้รุกราน
“สงครามเวียดนาม” ในอดีตก็เกิดจาก “ผู้รุกราน”
สหรัฐอเมริกามาจากอีกขอบโลกหนึ่ง พาทหารอเมริกันและอาวุธยุทโธปกรณ์เหนือชั้นกว่าไปทำสงครามกับคนเวียดนาม ในประเทศเวียดนาม
แต่ในที่สุด อเมริกาแพ้สงคราม!
มหาอำนาจอเมริกาทำสงครามเพื่ออะไร

ทำเพื่อเสถียรภาพและความมั่นคงของตัวเอง ทำเพื่อปกปักษ์ลัทธิการเมืองที่มีความเชื่อแตกต่างกัน บางคราวก็อ้างศาสนา วาดภาพคนที่แตกต่างให้เป็นภูตผีปีศาจ ซึ่งในประเทศไทยก็เคยผ่านยุคเข็ญอันขมขื่นนั้น เช่นในยุคหนึ่ง แค่ระแวงสงสัยก็จะกลายเป็น “ภัยแดง” นิสิตนักศึกษา นักคิด นักเขียน นักหนังสือพิมพ์นิสิต รวมทั้งนักการเมืองนักวิชาการหัวก้าวหน้าถูกจับกุมคุมขัง หรือไม่ก็ถูกลอบสังหารอย่างโหดร้ายป่าเถื่อน ถีบลงเขา เผาลงถังแดง
เพียง “คิดต่าง” อเมริกากับชนชั้นนำก็ปั่นหัวให้คนไทยฆ่ากันเองนานหลายทศวรรษ!
คำว่า “เมืองพุทธ” ช่วยอะไรไม่ได้ บางยุคสมัยภิกษุชั้นผู้ใหญ่บางรูปถึงขนาดเทศนาในที่สาธารณะว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ (คน) ไม่บาป”!
ศาสนาจึงถูกตั้งคำถามเสมอ
คนมีศาสนาทั้งหลายทำไมถึงฆ่ากัน พระเจ้าไม่สามารถหน่วงรั้งจิตใจผู้มีศรัทธาให้รักสันติสุขได้เลยหรือ
จะว่าไป ตั้งแต่คนเราเกิดมาต่างก็ถูกสอนให้มีศีลธรรมรู้จารีตประเพณีวิธีปฏิบัติที่ไม่ล่วงละเมิดผู้อื่น เลยไปจนถึงเมตตาสัตว์เลี้ยง สัตว์โลกเล็กใหญ่ทั้งบนดินในน้ำในอากาศ ซึ่งใจคอมนุษย์น่าจะเยือกเย็นรักสงบเห็นการเบียดเบียนทำลายล้างหรือการก่อสงครามเป็นความป่าเถื่อน
แต่โลกไม่ได้สวยเช่นที่เจตจำนงพระผู้เป็นเจ้าอยากให้เป็น
คนมีศาสนาเป็นที่พึ่งทั้งนั้น ที่เป็นอริและรบพุ่งกันอย่างคนป่า!
แรงจูงใจแท้จริงน่าจะมาจาก “สัญชาตญาณดิบ” หรือความต้องการกดขี่ เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น ประเทศใหญ่รุกรานเอารีดเอาเปรียบประเทศเล็ก มหาอำนาจคุกคามข่มเหงรัฐทั่วๆ ไปที่มากไปด้วยทรัพยากร
จะต้องเข้าใจว่า สหรัฐอเมริกาไม่ใช่ประเทศที่เกิดจากพวกอาณานิคมที่ลุกขึ้นสู้และประกาศอิสรภาพอีกต่อไป
หากแต่ “มหาอำนาจ” ที่ทำตัวเป็นตำรวจโลก
แต่ลึกลงไป การใช้คำว่า “ตำรวจ” นั้นไม่เหมาะกับสหรัฐอเมริกา
ตำรวจต้องมีความหมายในแง่ “ผู้พิทักษ์” หรือผู้รักษาสถานการณ์ในสังคมให้มีความสงบเรียบร้อย ให้เกิดสันติสุข มีความปลอดภัยเพื่อให้ทุกผู้คนสามารถดำเนินชีวิตและทำกิจกรรมได้อย่างปลอดภัย
อเมริกาคล้ายคนชอบจุ้นจ้านเรื่องในบ้านของผู้อื่น
ถึงแม้จะแต่งกายภูมิฐาน ดูสะอาด กิริยาท่าทีสุภาพเหมือนผู้มีการศึกษา มีวัฒนธรรม มีศาสนา แต่”อเมริกา”มากไปด้วยสัญชาตญาณที่ต้องการกระทั่ง”ล้น” จึงอยากมี อยากได้ อยากครอบครองผลประโยชน์ไปทุกที่
จักรวรรดินิยมทุกรายในประวัติศาสตร์ก็คำนึงถึงแต่อาณาจักรของตัวเอง ชอบยุแยงตะแคงรั่ว สร้างความขัดแย้ง แบ่งแยกแล้วปกครอง หน้าไหว้หลังหลอก ขายอาวุธ และค้าสงคราม
ยุคนายทรัมป์เป็นอีกครั้งหนึ่งที่สหรัฐอเมริกาเป็นผู้จุดไฟสงคราม กระทั่งทำให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกเดือดร้อนจากภาวะน้ำมันแพง ข้าวปลาอาหาร ตลอดจนสินค้าเครื่องยังชีพทั้งหลายขึ้นราคา ทองคำพุ่ง ตลาดทุนป่วนทั่วโลก
แต่การกดขี่และทำสงครามกับอิหร่านไม่ได้ง่ายตามนายทรัมป์ฝันเอาไว้
ล่วงผ่านไปกว่า 1 เดือนแล้วที่เตหะรานยืนหยัด สงครามยังไม่มีทีท่าจะยุติ
ล่าสุด อิบราฮิม โซลฟาการี โฆษกกองทัพอิหร่าน ยังออกมาประกาศว่า “กองทัพอิหร่านจะปราบปรามการรุกรานอย่างเด็ดขาด”
ไม่เพียงเท่านั้น “อิบราฮิม โซลฟาการี” ยังเหน็บนายทรัมป์ได้อย่างเจ็บแสบว่า เป็นบุคคลที่สติไม่สมประกอบ เป็นประธานาธิบดีที่โกหกที่สุดในโลก ไม่มีความมั่นคงทางความคิด น่าเสียดายที่บรรดาผู้นำสหรัฐมอบอำนาจการบัญชาการกองทัพไว้ในมือบุคคลที่ขาดความสมดุล ซึ่งจะเป็นอันตรายถึงขั้นทำให้กองทัพสหรัฐติดอยู่ในหล่มแห่งความตาย
ที่ชวนให้คิดคือ ผู้นำอิหร่านอ่าน “ความไม่ปกติ” ของผู้นำออก
มีหนังสือเก่าเล่มหนึ่งที่ชอบมาก “เขาปล่อยให้ผู้ป่วยบริหารงานระดับชาติ” ชื่อเรียบๆ แต่เนื้อหาลึก ทะลุทะลวง
เขียนโดยนายแพทย์บุตร ประดิษฐวณิช ได้รางวัลชั้น 1 ประเภทร้อยแก้ว จากการประกวดของมูลนิธิธนาคารกรุงเทพ ปี พ.ศ.2522 แค่ขึ้นต้น “บทแรก” หัวข้อ “เมื่อผู้ยิ่งใหญ่เป็นผู้ป่วย” บทถัดๆ ไปหลังจากนั้นตีแผ่ทั้งป่วยจริงที่มองเห็น และป่วยจริงที่มองไม่เห็น ซึ่งนายแพทย์ฮิวจ์เลตัง แพทย์ผู้ค้นคว้าพยาธิสภาพของการเป็นผู้นำสรุปเอาไว้ตอนหนึ่ง อ่านแล้วน่าตระหนก
“ตั้งแต่ปี ค.ศ.1908 เป็นต้นมา บรรดานายกรัฐมนตรีอังกฤษ (บริติช) 13 คน มีนายกรัฐมนตรีเจ็บป่วยระหว่างดำรงตำแหน่งถึง 11 คน และในบรรดาประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา 10 คนก็จะมีประธานาธิบดีที่เจ็บป่วยระหว่างดำรงตำแหน่งอยู่ 6 คน”
โลกทั้งโลกเดือดร้อนกันต่อไปจาก “สงคราม” ที่เกิดจากการลุแก่อำนาจ!?!!!
