ในท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชานั้น ท่าทีอย่างต่อเนื่องและชัดเจนของกลุ่ม “ชาตินิยมสุดโต่ง” คือ การเรียกร้องให้ยกเลิก “บันทึกช่วยจำ” ที่ทำขึ้นเพื่อเป็นกรอบในการเจรจาเรื่องเส้นเขตแดนทั้งทางบกและทางทะเลในปี 2543 และ 2544 ตามลำดับ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “MoU 43” และ “MoU 44”
เปิดประเด็น
ข้อเรียกร้องนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะกลุ่มนี้ได้สืบทอดการเรียกร้องมาตั้งแต่การเคลื่อนไหวใหญ่ในกรณีปราสาทพระวิหารในปี 2551 แล้ว และกลุ่มนี้มีท่าทีต่อต้านกัมพูชาแบบสุดโต่งด้วย สำหรับปัญหา MoU 44 นั้น ว่าที่จริงแล้ว รัฐบาลในสมัยนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ ก็เคยประกาศยกเลิกมาแล้ว แต่เป็นการยกเลิกฝ่ายเดียว แต่เมื่อรัฐบาลอภิสิทธิ์สิ้นสุดลง รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ยกเลิกแนวคิดดังกล่าว อันส่งผลให้ MoU 44 ดำรงยู่จนปัจจุบัน และกลับมาเป็นประเด็นทางการเมืองอีกครั้ง
ต่อมาในยุครัฐบาลนายกฯ เศรษฐา ฝ่ายขวาก็เริ่มกลับมาเคลื่อนไหวใหม่ในการยกเลิก MoU กันอีกครั้ง และดำเนินเรื่อยมา จนถึงช่วงความขัดแย้งสงครามไทย-กัมพูชาในยุคปัจจุบัน พร้อมกับการมาของรัฐบาลนายกฯ อนุทิน ที่เป็นทั้งรัฐบาลรักษาการก่อนการเลือกตั้ง และเป็นรัฐบาลเต็มรูปในปัจจุบัน
ดังนั้น รัฐบาลภูมิใจไทยในสภาวะเช่นนี้ ซึ่งพยายามแสดงตัวเป็นรัฐบาลที่เป็นตัวแทน “ปีกอนุรักษ์นิยม” และให้การตอบรับกับกระแสชาตินิยมอย่างเต็มที่ และหนึ่งในท่าทีเช่นนี้คือ พรรคฯ มีนโยบายในการยกเลิกบันทึกช่วยจำทั้ง 2 ฉบับ และเป็นนโยบายหลักที่สำคัญที่ใช้ในการหาเสียงช่วงเลือกตั้ง 2569
บรรดาฝ่ายอนุรักษ์นิยมสุดโต่งไทยมีความเชื่ออย่างง่ายๆ ว่า บันทึกนี้ไม่เป็นประโยชน์แก่ไทย โดยละเลยต้องรายละเอียดและข้อเท็จจริงทั้งทางประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และกฎหมายระหว่างประเทศ ประกอบกับรัฐบาลของนายกฯ อนุทิน ก็ไม่สนใจที่จะแสวงหาคำตอบจากฝ่ายวิชาการ และฝ่ายข้าราชการที่เกี่ยวข้อง กลับมีท่าทีที่แนบแน่นอยู่กับนักเคลื่อนไหวในปีกอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง
ดังนั้น ความเห็นของอีกฝ่ายที่เห็นแย้งกับความเชื่อของฝ่ายอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง จึงแทบจะไม่ได้รับความสนใจจากฝ่ายรัฐบาล และในอีกด้านทางทหารบางส่วนเอง ก็อาจจะต้องเล่นไหลไปกับ “กระแสชาตินิยมรัฐบาล” ที่ถูกสร้างมาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง
แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ จะเห็นได้ว่า ทางกองทัพบกไม่ได้มีท่าทีไหลไปกับรัฐบาลทั้งหมด ที่ต้องการยกเลิก “MoU 43” อาจจะเป็นเพราะ ทบ. ยังเชื่อว่า บันทึกนี้เป็นประโยชน์แก่ไทยในการแก้ปัญหาชายแดนทางบก ดังจะเห็นชัดว่า ทบ. ไม่ได้ออกมาแสดงท่าทีในแบบ “เลิก MoU” ไปเลยเช่นท่าทีของกองทัพเรือ อันทำให้ประเด็นวันนี้จึงอยู่กับ MoU 44 เท่านั้น
ส่วนกองทัพเรือ มีท่าทีแตกต่างออกไปจากกองทัพบก ทร. ดูจะไหลลื่นไปกับ “กระแสชาตินิยมรัฐบาล” ที่ต้องการยกเลิก “MoU 44” (ท่าทีเช่นนี้ ปรากฏจากคำสัมภาษณ์ของทั้ง เสธ ทร. และ โฆษก ทร.) หรืออาจเป็นเพราะตอนนี้ ทร. กำลังของบประมาณเพื่อเตรียมจัดซื้อเรือรบ จึงต้องทำตัวให้ไหลไปกับ “กระแสรัฐบาล”
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวให้ยกเลิก MoU ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดแล้ว รัฐบาลโดย สมช. ได้ประกาศยกเลิก MoU 44 ในวันที่ 23 เมษายน ที่ผ่านมา โดยไม่มีการกล่าวถึงการยกเลิก “MoU 43” แต่อย่างใด

ข้อสังเกต
การตัดสินใจของรัฐบาลอนุทิน ในการยกเลิก MoU 44 ทำให้มีคำถามตามมาหลายประการ ดังนี้
1) ตามปกติแล้ว การจะยกเลิกสิ่งที่เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ จะต้องเป็นผลมากจากรัฐคู่ภาคีได้ละเมิดข้อตกลงดังกล่าว และเป็นการละเมิดที่มีนัยสำคัญ คู่ภาคีอีกฝ่ายจึงจำเป็นต้องขอยกเลิก ซึ่งไม่ชัดเจนว่า ฝ่ายกัมพูชาได้ละเมิดอะไรในเรื่องนี้ หรือปัญหาทั้งหมดเกิดจาก “ความไม่ชอบกัมพูชา” ของฝ่ายอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง ที่มีสาเหตุหลายประการ
2) การยกเลิกเป็นการประกาศฝ่ายเดียวไม่ได้ คู่ภาคีอีกฝ่ายต้องยกเลิกด้วย จึงจะมีผลบังคับใช้จริง ซึ่งคงต้องรอดูท่าทีของฝ่ายกัมพูชา และไม่ชัดเจนว่า รัฐบาลกัมพูชามีท่าทีอย่างไรในเรื่องนี้
3) ถ้ายกเลิก MoU แล้ว รัฐคู่ภาคีจะ (ไทยและกัมพูชา) ดำเนินการต่ออย่างไรกับการสร้างกรอบการเจรจาใหม่ในอนาคต เพราะการเจรจาปัญหาระหว่างประเทศ ต้องมีกรอบการเจรจาเป็นเครื่องช่วยกำกับ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการแก้ไขข้อพิพาท
4) ถ้าฝ่ายไทยเชื่อว่า เมื่อยกเลิก MoU เดิมแล้ว รัฐคู่ภาคีจะดำเนินการแก้ปัญหาในอนาคตด้วยการใช้กรอบของกฎหมายทะเล (UNCLOS, 1982) ซึ่งฝ่ายไทยทั้งรัฐบาลและกองทัพเรือได้ประกาศเช่นนั้น จนเสมือนคณะทำงาน MoU 44 ในอดีต ละเลยและ/หรือไม่มีความรู้ในเรื่องกฎหมายทะเล ซึ่งบางทีวันนี้ อาจจะมีคำถามด้านกลับว่า รัฐบาลและนายทหารระดับสูงของ ทร. ที่ออกมาแถลงบนหน้าสื่อนั้น มีความเข้าใจเรื่องกฎหมายทะเลเพียงใด (ผมไม่เชื่อว่า คนอย่าง ศ. ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย หรือ พล. ร. อ. ถนอม เจริญลาภ และคณะทำงานหลายท่าน จะไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายทะเล !)
5) ในทางกลับกัน มีคำถามว่า ตกลงแล้วสาระสำคัญของ MoU นั้น แตกต่างไปจาก UNCLOS หรือ MoU เป็นการละเมิดต่อหลักการของกฎหมายทะเลจริงหรือ ซึ่งคำตอบคือ ไม่จริงแต่อย่างใด เพราะ MoU 44 ถูกจัดทำขึ้นในกรอบของ UNCLOS ดังนั้น จึงเป็นเรื่อง “ตลก” ที่รัฐบาลและ ทร. บอกว่า ไทยเลิก MoU เพื่อที่จะไปตาม UNCLOS เพราะในความเป็นจริง MoU ก็ทำตาม UNCLOS อยู่แล้ว (ถ้าเป็นไปได้อยากขอท่านนายกฯ สอบถามเรื่องนี้จาก ดร. สุรเกียรติ์ หรืออาจารย์ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายทะเล ซึ่งผมเชื่อว่า ท่านอาจารย์สุรเกียรติ์ ในฐานะนายกสภาจุฬาฯ สามารถจัดอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากคณะนิติศาสตร์ มาชี้แจงกับท่านได้ และอาจจะไม่จำเป็นขอความรู้จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศปัจจุบัน เพราะท่านเชื่อนายกฯ)
6) รัฐบาลและ ทร. ควรต้องกลับไปทำความเข้าใจในเรื่องนี้ใหม่ เพราะในความเป็นจริง MoU 44 คือ การดำเนินการตาม UNCLOS คณะทำงานในขณะนั้น ไม่ได้จัดทำ MoU ตามอำเภอใจในลักษณะที่ขัดแย้งต่อสาระสำคัญของ UNCLOS แต่อย่างใด มิเช่นนั้นแล้ว ฝ่ายกัมพูชาจะไม่ยอมลงนามด้วยอย่างแน่นอน (ถ้าไม่มีความรู้ ขออย่าแถลงมั่วๆ เพราะประชาชนจะเข้าใจผิดครับ !)
7) ถ้าไทยจะเดินไปกับ UNCLOS ตามที่รัฐบาลและ ทร. แถลง ก็จะนำไปสู่การจัดทำกรอบการเจรจาในลักษณะของกรอบการเจรจาชั่วคราว (Provisional Arrangements) ซึ่งเราจะเรียก MoU หรือไม่ก็ตาม แต่สุดท้ายก็จะต้องสร้างกรอบในลักษณะเดิมที่มีลักษณะเดียวกับ MoU ซึ่งเสมือนกับการยกเลิก เพื่อกลับไปเริ่มต้นใหม่ที่จุดเดิม
8) ถ้าต้องกลับมาทำกรอบเช่นนี้ ใครจะเป็นผู้จัดทำ เพราะแต่เดิมบทบาทหลักในเรื่องของทางทะเลคือ กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ (อศ. ทร.) และอีกส่วนอาจจะเป็นกรมสนธิสัญญาและกฎหมายระหว่างประเทศ กระทรวงต่างประเทศ รัฐบาลในอนาคตจะกลับมาใช้องค์กรเช่นนี้อีกหรือไม่ โดยเฉพาะบทบาทหลักของกรมอุทกฯ ดังนั้น นายทหารใน อศ. ทร. จะยังคงทำหน้าที่ในเรื่องนี้ เช่นที่เคยทำอย่าง “ทหารอาชีพ” มาแล้วในอดีตได้หรือไม่
9) สาระสำคัญของกรอบใหม่ที่จะทำขึ้นในอนาคต จะยังคงเดิม หรือเปลี่ยนแปลงไป แต่ถ้าเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อะไรคือเหตุผล รัฐบาลและ ทร. ต้องตอบให้สังคมทราบ (อย่าตอบแบบไร้สาระว่า กรอบเก่าใช้ไม่ได้ หรือเชื่อแบบตามใจตนเองของการเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ในวันนี้ว่า พวกคุณเก่งกว่าคนรุ่น “ครู” ใน อศ.)
10) ถ้าการจัดทำกรอบการเจรจาใหม่ทำไม่ได้ และความขัดแย้งยังดำรงอยู่ ก็อาจนำไปสู่การตั้ง “คณะอนุญาโตตุลาการ” (Tribunal) เพื่อแก้ปัญหาในแบบพหุภาคี เช่นในกรณีของฟิลิปปินส์กับจีนในทะเลจีนใต้ ไทยพร้อมจะเข้าสู่การแก้ปัญหาในรูปแบบเช่นนี้เพียงใด และถ้าเกิดความเสียหายเช่นกรณีพระวิหารจากคำตัดสินศาลโลกในปี 2556 ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะจนถึงวันนี้ การเสียดินแดนจากคำตัดสินในปี 2556 ยังไม่เคยพูดกันอย่างจริงจังในสังคมไทย
11) กองทัพเรือมีผู้รู้/ผู้เชี่ยวชาญทางทะเลอยู่ในกรมอุทกฯ ผู้ใหญ่ใน ทร. เคยขอรับฟังข้อพิจารณาจากกรมฯ หรือไม่ และคนในกรมฯ จะเป็นเพียงพวก “ลอยไปกับกระแส” ด้วยหรือไม่ … พล. ร. อ. ถนอม เจริญลาภ ผู้ที่มีส่วนอย่างสำคัญในการทำเส้นเขตแดนทางทะเลของไทย คงเสียใจที่ วันนี้กองทัพเรือ และกรมอุทกฯ ที่ท่านเคยสังกัดอยู่ไม่ยืนอยู่กับหลักการของกฎหมายทะเลที่ท่านเคยวางรากฐานไว้ตลอดชีวิตการทำงานของท่าน (ปัจจุบันครูถนอมเสียชีวิตแล้ว)
12) อยากขอความกรุณาท่านายกฯ มี “ความยับยั้งชั่งใจ” ที่จะไม่แก้ปัญหาความมั่นคงของชาติ ด้วยแนวทางแบบ “กระแสนิยม” เพราะกระแสการเมืองแบบชาตินิยมสุดโต่งอาจจะมีผลระยะสั้น แต่อาจสร้างปัญหาระยะยาว และยังอยากขอท่านนายกฯ อ่านเอกสาร “MoU 44” อีกสักครั้ง เพื่อที่จะตอบให้ได้ว่า ในบันทึกนี้ ไทยเสียเปรียบอะไร หรือความเสียเปรียบที่กล่าวถึงกันมาโดยตลอดนั้น เป็นเพียงการสร้าง “วาทกรรมการเมือง” ของคนบางกลุ่ม บางพวกเท่านั้น เพื่อใช้ในการปลุกระดมและสร้างกระแสทางการเมือง วันนี้จึงอยากขอใท่าร้องให้ท่านนายกฯ พาประเทศออกจากกระแสชาตินิยมสุดโต่ง เพื่อรับมือกับวิกฤตตะวันออกกลางที่กำลังมีความท้าทายประเทศไทยอย่างมากในปัจจุบัน

ท้ายบท
ทั้งหมดที่กล่าวแล้ว คงไม่ได้บอกอะไรมากกว่า “MoU” คือ “เหยื่อการเมือง” ที่เป็นชัยชนะใหญ่ของฝ่ายอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง แต่ก็เป็น ความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของงานด้านต่างประเทศของไทย และในท้ายที่สุด การยกเลิกที่เกิดขึ้นก็จะต้องถอยกลับไปทำกรอบแบบเดิม หรือไม่ก็จูงมือไปกับกัมพูชาขึ้นศาลให้อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศตัดสิน … ไม่มีทางเลือกเป็นอื่นครับ !
ปัจฉิมลิขิต:
ขอยกย่องและแสดงความชื่นชมต่อ “ครูถนอม” และนายทหารที่ซื่อสัตย์ในวิชาชีพใน อศ. ทร. ตลอดรวมถึงคณะทำงาน MoU 44 จากส่วนงานต่างๆ และขอขอบคุณท่านอาจารย์สุรเกียรติ์ ที่ได้ทำหน้าที่ในการจัดทำเส้นเขตแดนทางทะเลของไทยให้สำเร็จเป็นอย่างดีในปี 2544 … ด้วยความเคารพในวิชาชีพของทุกท่านครับ !
