ภาพจากกล้องวงจรปิด รถบัสประจำทางปรับอากาศ สาย 206 ทะเบียน 12-5641 กรุงเทพมหานคร ครึ่งคันจอดคร่อมอยู่บนทางรถไฟจุดตัดอโศกเพชร ในไม่กี่วินาทีต่อมา ขบวนรถไฟหัวรถจักรสีแดงก็พุ่งเข้าชนกลางลำบดไถไปอีกไกลจนมีเปลวเพลิงลุกไหม้ในรถบัส มีผู้เสียชีวิตทันที 8 ราย
โหดร้ายนักตรงที่ขบวนรถไฟพุ่งชนรถบัสประจำทางคันนั้นเกิดขึ้นใจกลางมหานครซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย
น่าหดหู่ใจอย่างยิ่งเมื่อทราบว่า 8 ชีวิตซึ่งสังเวยให้กับระบบขนส่งสาธารณะของรัฐครั้งนี้มีเพียง 2 รายเท่านั้นที่ทราบชื่อจากการพิสูจน์อัตลักษณ์ ส่วนอีก 6 รายถูกเพลิงไหม้คารถบัสอย่างอเนจอนาถยังไม่สามารถระบุชื่อเสียงเรียงนามจนกว่าผลการพิสูจน์ดีเอ็นเอที่เทียบเคียงกับญาติจะปรากฏชัด
“ภาพ” หลังจากเกิดเหตุคือ มีเจ้าหน้าที่จากทุกฝ่ายลงประจำจุดเกิดเหตุเพิ่มขึ้นจากปกติ ทำให้การจราจรไหลลื่น การสัญจรมีระเบียบ ไม่มีรถจอดคร่อมทางรถไฟ มีคนให้สัญญาณเตือน และเมื่อมีขบวนรถไฟผ่านมาเครื่องกั้นรถก็ถูกใช้งาน ณ จุดเกิดเหตุ มีผู้คนนำดอกกุหลาบสีขาว ดอกเบญจมาศขาว พวงมาลัย รวมทั้งเครื่องดื่มไปวางไว้อาลัยกับการจากไปของผู้เคราะห์ร้าย
แต่ก็นั่นแหละ คาดกันว่า ภาพเหล่านั้นจะหายไปภายใน 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือน
ประเทศของเราไม่เอาจริงในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสาธารณะ
ที่ชินตาคือ หลังเกิดเหตุร้ายใดๆ ทุกครั้ง บรรดา “เกจิ” หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมักแสดงความคิดความเห็นกันอย่างเข้มข้นคึกคัก
ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน
นายพรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) บอกว่า ประเทศไทยต้องเร่งแก้ปัญหาความปลอดภัยบนถนนและระบบขนส่งสาธารณะอย่างจริงจัง (อีกแล้ว-สถิติอุบัติเหตุบนถนนในประเทศไทยติดอันดับโลก)
ผอ.สคอ.เสนออย่างฉับไว 1. ให้บูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานด้านคมนาคม การรถไฟ ท้องถิ่นและตำรวจ 2. ให้เร่งดำเนินการกับจุดเสี่ยงจุดตัดและจุดลักผ่านทั่วประเทศโดยเร็ว 3. ให้ออกแบบ จัดระบบเครื่องกั้นเสียใหม่ ให้ปิดสนิทจนไม่สามารถหลบเลี่ยงหรือลอดได้ ทำเป็นสองชั้นก่อนถึงจุดข้ามระยะ 5 ถึง 10 เมตรในบางพื้นที่
นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ศ.ดร.อมร พิมานมาศ ก็เรียกร้องว่า ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสำรวจจุดตัดอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงและหาทางแก้ไขให้เป็นรูปธรรม ซึ่งจากข้อมูลพบว่าจุดตัดรถไฟกับรถยนต์มีถึง 2,300 แห่งทั่วประเทศ ส่วนใหญ่มีแค่ป้ายเตือน ไม่มีเครื่องกั้น อาจารย์ได้ยกตัวอย่างเพิ่มเติมอีก เช่น จุดตัดที่มีค่าตัวคูณควบจราจรสูง, จุดตัดที่ตั้งบริเวณโค้ง, จุดตัดบริเวณลาดชัน, จุดตัดบริเวณตัดเฉียง, จุดตัดบริเวณก่อสร้าง, จุดตัดที่มีสิ่งบดบังวิสัยทัศน์, จุดตัดใกล้สะพาน อุโมงค์ ทางลอด ทางแยก, จุดตัดที่มีป้ายจราจรถูกบดบัง หรือเสื่อมโทรม, จุดตัดที่ไม่มีแสงสว่างเพียงพอ, จุดตัดที่เครื่องกั้นไม่สมบูรณ์หรือไม่มีสัญญาณไฟ, จุดที่ไม่มีเส้นหยุดรถก่อนถึงขอบรางรถไฟ 5 เมตร
ถ้าจุดตัดซึ่งเป็น “จุดอ่อน” มีมากมายขนาดนี้ น่าสงสัยหรือไม่ว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง “ทำอะไร” หรือ “ไม่ทำอะไร”

ย้อนกลับไปดู “ภาพเคลื่อนไหว” กันต่อ
หลังจากบรรดาเกจิคอมเมนต์เสร็จ ฝ่ายรัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะค่อยๆ ทยอยกันออกมาพูด มักจะได้ยินภาษาที่ติดหรู เช่น ถอดบทเรียน (ตามสำนวนโบราณของไทยก็ว่า “ล้อมคอก” หรือถ้าไม่ไว้วางใจก็จะว่า “ขายผ้าเอาหน้ารอด”)
สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม มาออกหน้าว่า กระทรวงคมนาคมยืนยันว่าการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะจะต้องมี “ความปลอดภัยสูงสุด”
คำถามคือ ไปเอาความมั่นใจแบบนั้นมาจากไหน!
อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทยก็ต้องออกมาว่า ได้ตั้งคณะกรรมการเหตุอันตรายกลางขึ้นมาสอบสวน คนขับรถไฟ การโบกธงสัญญาณ การประจำจุดไม้กั้น การเปิดเสียงสัญญาณเตือน
ทางด้าน “กิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล” ผอ.ขสมก.ก็ออกมารับว่า “จะเร่งถอดบทเรียน” ควบคู่ไปกับการกวดขันวินัยของพนักงานขับรถทุกคนอย่างเข้มงวด
ได้โปรดเถอะ อย่าเพิ่งรู้สึกหงุดหงิดหรือแปร่งหู
ทั้งผู้นำสูงสุดจาก รฟท.และ ขสมก.ก็ทำเหมือนกับผู้นำหน่วยคนอื่นๆ ที่ผ่านมาในประเทศนี้ทั้งหลายที่ประพฤติกัน
ทว่า ท่วงทำนองเร่งรัด “ถอดบทเรียน” ของ ขสมก.นั้นอาจจะ “ขัด” สิ้นเชิงกับ “บริการสาธารณะ” ที่ผู้คนประสบจากบริการของ ขสมก. เช่น รถของ ขสมก.ควันดำสกปรกเย้ยฟ้าท้าโลกไม่อายใคร รถ ขสมก.ขับปาดซ้ายป่ายขวาไร้มารยาทเสี่ยงอุบัติเหตุไม่ยำเกรงกฎหมาย
ไม่มีบทเรียนเก่าๆ ที่เคยถอดมาแล้วบ้างหรือ
จากเหตุร้ายครั้งนี้ มีตัวละครสำคัญที่ไม่อาจไม่กล่าวถึงอีก 2 คนคือ “นายกฯ ใหญ่” กับ “นายกฯ เล็ก”
“อนุทิน ชาญวีรกูล” นั่งควบ 2 เก้าอี้ เป็นทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หมุดหมายอยู่ที่ การปกป้องคุ้มภัย บำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
คำถามเดียวกันที่ “นายกรัฐมนตรี” กับ “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” จะต้องตอบภายหลังเหตุการณ์สยดสยองรถไฟชนรถบัสจนไฟลุกท่วมคร่าชีวิตผู้คนกลางกรุงคือ จะทำอะไรและทำอย่างไร มากกว่าการกล่าวคำว่า เสียใจ การใช้เงินเยียวยา และการให้คำมั่นว่าพยายามหาทางแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้น
สำหรับผู้ว่าฯ กทม.โดยเฉพาะเจาะจง
ถึงแม้ปัญหา “ความปลอดภัย” ในการใช้รถใช้ถนนใน กทม.จะเกี่ยวข้องกับบริการสาธารณะของหลายหน่วยงาน แต่ “มหานคร” อยู่ในมือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
ผู้ว่าฯ กทม.จะเรียงลำดับความสำคัญก่อน-หลังด้านความปลอดภัยของคนเมืองไว้ในตำแหน่งใด!?!!
