bg-single

เปิดใจ ‘มัลลิกา’ จากนารีนอกสายตา ในสนามชิงผู้ว่าฯ กทม.

25.06.2026

MatiTalk พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์

มัลลิกา บุญมีตระกูล ผู้สมัครผู้หญิงหนึ่งเดียวในการเลือกตั้ง กทม. 2569 มองว่าที่ผ่านมาเธอเหมือนม้านอกสายตา

เพราะนักวิชาการอาจประเมินการเมืองในรูปแบบเดิมๆ ทำโพลสำรวจความคิดเห็นกลุ่มตัวอย่างแค่ 1,000-2,000 คนแล้วมาสรุป สื่อมวลชนกระแสหลักก็เดินตามกรอบนักวิชาการ 2-3 สถาบันเหล่านั้น จึงมีความรู้สึกเหมือนต่อต้านนิดๆ ว่า “มันเป็นความไม่แฟร์” ต่อพี่น้องประชาชน ที่ไม่ให้เสรีภาพ ให้อิสระทางความคิดกับประชาชน ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย มันเป็นเรื่องข้อบกพร่องผิดพลาดของ กกต.เองก็ดี หรือ กทม.ที่ไม่ได้พยายามในการที่จะทำเวทีสาธารณะ ปล่อยให้ทุกคนต่างคิดต่างทำ

จริงๆ แล้วเราไม่ได้ประเมินว่าเราจะต้องมาเป็นเพียงแค่สีสันหรือเราจะเข้ามาเพื่อไม่สู้หรือเข้ามาเพื่อสร้างกระแสอะไร แต่ว่าคนอาจจะประมาทและมองข้ามหัวเราไปโดยที่ไม่ได้คิดว่าเราจะเป็นที่นิยม

ดังนั้น ถือว่าเป็นบทเรียนหนึ่งของตัวเราเอง หรือไม่ก็คือเป็นบทเรียนหนึ่งของสังคมการสื่อสาร หรือว่าสังคมนักวิชาการ แล้วก็อยากบอกว่าเรื่องเกี่ยวกับกระแสความนิยม เราไม่ได้ทำอะไรโดยสะเปะสะปะ ทั้งหมดเราดำเนินการไปตามยุทธศาสตร์ตั้งแต่ต้น นับตั้งแต่วันแรกที่ได้จับเบอร์ นั่นก็คือยุทธศาสตร์

3 วันแรกที่เราออกไปตามจุดต่างๆ เพื่อที่จะทำแคมเปญ 14 ยุทธศาสตร์

จากนั้นเราตระเวนเพื่อไปตอบคำถามและพบกับมวลชนผู้ร้องเรียนผู้ยื่นหนังสือนั่นก็คือยุทธศาสตร์

เราไม่ได้มาแบบมวยวัดสะเปะสะปะ แต่ทุกฝ่ายมองข้ามเราไปเอง

ขณะเดียวกัน เรามีการทำไลฟ์สดตลอดเวลา บางวันคนกดไลก์ใน TikTok ของเราสะสม 12 ชม.มหาศาล ตรงนี้ถือว่าเราก็วัดความนิยมของเราเอง

ไม่ได้เข้าข้างตัวเองจนเกินไป บนโซเชียลมีเดียเรามีกระแสความนิยมมาก

แต่ความนิยมอาจจะไม่สามารถที่จะเป็นฐานคะแนนได้ เราจึงไปลงพื้นที่ซึ่งเรามั่นใจว่าเราเป็นมนุษย์ผู้สมัครที่ลงพื้นที่มากที่สุด เพราะวันหนึ่งไปประมาณ 4-5 หมาย

เชื่อไหมว่า ไม่มีสื่อมวลชนตามเราเลย อาจจะตามบางจังหวะแค่ 1-2 ช่อง แล้วก็ไม่ได้ตามทั้งวันเหมือนกับผู้สมัครบางคนที่แห่กันไปเป็นคณะเป็นคาราวาน

เราก็ปรับวิธีการถ่ายคลิป ถ่ายภาพนิ่ง ทำคอนเทนต์ ข้อมูลที่เราลงแต่ละที่เจออะไรบ้าง ส่งไปในกลุ่มสื่อมวลชนเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

พอเราลงพื้นที่มากเราก็ได้ฟังเสียงประชาชนเต็มที่ พวกเขาเป็นคนที่ไม่อยู่ในคะแนนโพล

เป็นความเรียลที่ไม่เหมือนกับทุกครั้งที่เราเคยไปช่วยพรรคการเมืองหาเสียง

เพราะฉะนั้นก็ถือว่าเป็นความธรรมชาติแล้วก็เป็นออร์แกนิก แล้วก็เป็นอะไรที่เป็นพลังบริสุทธิ์

ที่คนนิยมชมชอบเรามากขึ้นเรื่อยๆ น่าจะเป็นเรื่องความขยัน ขณะเดียวกัน เรื่องเกี่ยวกับกระแสหรือความนิยมพวกนี้ จริงๆ มันมาตั้งแต่วันที่ได้เบอร์แล้ว มาจากพื้นฐานของ FC แฟนคลับที่เขาช่วยเรานำเสนอต่างๆ จนเป็นกระแส แต่นักวิชาการหรือสื่อมวลชนหรือใดๆ ไม่ได้เห็นกระแสนี้

ในส่วนของคนที่เขาอาจจะไม่นิยมเรา ก็อาจจะเป็นเพราะคือเจนที่เขาไม่ได้รู้จักเรา ซึ่งเราก็พยายามแก้ไขด้วยการทำยุทธศาสตร์ Human Innovation เราทำ AI Generate ที่ทำภาพเป็นแนว SciFi มีความเป็นมนุษย์ที่เป็น Avengers ไม่ว่าจะเป็น Wonder Woman, Super Woman ซึ่งก็เจาะเข้าไปถึงทุกๆ คน รวมทั้งเจนอัลฟ่าด้วย เขาก็ไปบอกคุณพ่อคุณแม่

เราก็มียุทธศาสตร์ให้เกิดกระแสเพื่อเข้าสู่กลุ่มของคนรุ่นใหม่ด้วย

มัลลิกามองว่าจุดแข็งตัวเองคือการ “ชูเรื่อง AI แล้วก็ Human Innovation ซึ่งเป็นธีมหลักในการหาเสียง เป็นการใช้ AI Generate มีการเชื่อม CCTV เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในเมืองหลวง เกิดการซิงก์กันในทุกระบบ และทุกกระทรวง ทบวง กรม ไม่ต้องรอว่าส่วนไหนเป็นอำนาจของใคร หรือปฏิเสธว่าอำนาจนี้ไม่ใช่ของตัวเอง เป็นอำนาจของตำรวจหรือหน่วยอื่นๆ

บางคนอาจชอบแนวคิด Street Food Paradise ที่เราจะกระตุ้นเศรษฐกิจเมือง เพื่อให้รองรับวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้นจากการวิเคราะห์จากทุกสถาบัน และดูจากทิศทางการกู้เงินของรัฐบาล ประเทศวิกฤต กรุงเทพฯ ก็ย่อมวิกฤตด้วย

นอกจากนั้นแล้วเราก็ยังมีนโยบายที่ตอบโจทย์สำหรับคนเจน Y และ เจน X ด้วย คือเราทำโครงการจับคู่กู้เงินซึ่งเคยทำที่กระทรวงพาณิชย์ประสบความสำเร็จมาแล้ว โดยการนำเอาธนาคารกับ SME กรุงเทพฯ มาจอยกัน แล้วก็ทำโครงการนี้เพื่อให้เกิดการดึงสายป่านให้มันยาวขึ้น โดยที่มีหน่วยงานเป็นคนค้ำประกัน

นี่คือโปรเจ็กต์ที่จับต้องได้ เราจะมีการยกระดับสถานพยาบาลหรือว่าศูนย์สาธารณสุขประจำเขตต่างๆ 69 แห่ง ก็คือถูกใจจริตของคนสูงวัยคนที่จะต้องอยู่ตามชุมชน ช่วยลดเวลาและลดขั้นตอนในการที่จะไปตามโรงพยาบาลใหญ่ๆ

เราทำให้มันสมาร์ตขึ้นในการที่จะเป็นเหมือน Health Smart City ของเมืองนี้ เพื่อที่จะดูแลสุขภาพประชาชนคนพ่อแก่แม่เฒ่าที่อยู่ในตามเขตต่างๆ

ส่วนการไม่ได้มี ส.ก.ลงแข่งในนามทีมตัวเองนั้น มัลลิกามองว่า ถ้าเกิดว่าไปนั่งฮั้วงบประมาณลงพื้นที่แล้วก็แย่งชามข้าวกันล่ะ?

การไม่มี ส.ก.ไปแข่งกับใคร แต่เราทำตามอะเจนด้าของตัวเอง มีภารกิจเพื่อประชาชนตามยุทธศาสตร์ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน 14 ด้าน โดยที่ได้รับความร่วมมือจากคนทุกฝ่าย มุ่งเป้าไปที่พันธกิจเดียวกัน คือประโยชน์ของสาธารณะก็เหมาะสมกว่า

นอกนั้นยังมียุทธศาสตร์ที่อยากฟื้น ส.ข.กลับคืนมา โดยการเข้าไปสู่กระบวนการแก้ระเบียบซึ่งมันถูกยกเลิกไปตั้งแต่สมัยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ ยึดอำนาจไป

เราก็อยากจะตั้งสภา ส.ข.ควบคู่กันไปเพื่อการคานอำนาจและทำงานในเรื่องเกี่ยวกับการดุลอำนาจ และทำงานภาคประชาชนเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับพี่น้องประชาชน

ดังนั้น ส.ก.ก็จะมีหน้าที่ในการเป็นสภานิติบัญญัติ ข้อระเบียบข้อกฎหมายทำหน้าที่ตรงนั้นไป

แต่ประเภทตั้งกลุ่มกันมางัดข้อกับผู้ว่าฯ เพื่อเอาผลประโยชน์ลักษณะเหมือนชามข้าวมันจะไม่เกิดขึ้น

เราจะทำงานกับทุกฝ่ายในลักษณะเป็นพันธมิตร ซึ่งพันธกิจคือเพื่อความเป็นธรรมาภิบาลในการบริหาร แต่ถ้าเกิดเราเป็นผู้ว่าฯ แต่ไม่มีธรรมาภิบาล นั่นแหละเราจะตกเป็นเหยื่อของ ส.ก.ที่ฉกฉวยผลประโยชน์ และตกเป็นเหยื่อของความขัดแย้งในกลุ่มของ ส.ก.

และเราจะตกเป็นเหยื่อของการที่ถูกเขามาต่อต้านหรือคานอำนาจ

ส่วนที่มีคนวิจารณ์ว่าถ้าจะใช้แต่ AI แล้วจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ คนนี้ไปทำไม

ดิฉันคิดว่าชาวเน็ตบางคนก็ฉลาด แต่ชาวเน็ตบางคนก็ไม่ได้ฉลาด เหมือนกันกับนักการเมืองมีคนทั้งฉลาดแล้วก็คนโง่ ประชาชนก็เช่นกัน เขาเลือกผู้ว่าฯ ที่ใช้เครื่องมือเป็น AI คือนวัตกรรมหนึ่งซึ่งเป็นเครื่องมือของผู้ว่าฯ เป็นเครื่องมือของนักศึกษา เป็นเครื่องมือของนักพัฒนา เป็นเครื่องมือของผู้คนต่างๆ เป็นเครื่องมือแม้กระทั่งของสื่อมวลชน เป็นเครื่องมือของคนทำงาน

มันคือนวัตกรรมที่เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ เหมือนคุณมี iPhone iPad เหมือนคุณมีแอพ เหมือนคุณมี TikTok ต่างๆ เหล่านั้น มันคือเครื่องมือ

AI มันไม่ใช่สมองของใครคนใดคนหนึ่ง แต่มันเป็นสมองกลที่ผู้นำจะต้องใช้เป็นเครื่องมือ

ถ้าคุณมัวแต่ใช้สมองคนอย่างเดียว เห็นไหมทุจริตคอร์รัปชั่น “ระบบอาโกย” เต็มไปหมด

แต่ถ้าเกิดคุณมีเครื่องมือเป็นสิ่งที่มันพร้อมทำตามคำสั่งตามความเฉลียวฉลาดและบริสุทธิ์ใจ แบบมีจริยธรรมและธรรมาภิบาล

AI จะเป็นเครื่องทุ่นแรง เป็นเครื่องมือที่ทันสมัย และเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่จะทำให้แผนปฏิบัติการมันรวดเร็วไม่ต้องรอ 8 ปี มันไม่ต้องรอหลายปี

ดังนั้น AI คือเครื่องมือ เขาไม่ได้เลือกให้ AI ไปเป็นผู้ว่าฯ

ลองไม่ใช้สิ คุณก็จะต้องเสียโอกาสแล้วก็เสียโอกาสอีกเรื่อยๆ เหมือนบางคนเลือกสามีผิด แปลว่า 4 ปีเสียโอกาส แต่วิธีการเปลี่ยนที่ดีที่สุดคือ “เปลี่ยนคน” ไม่ใช่รอเปลี่ยนกฎหมาย ไม่ใช่รอเปลี่ยนนวัตกรรม วิธีการที่ง่ายและเร็วที่สุดสำหรับประชาชนคือเปลี่ยนคน!

วิธีการเปลี่ยนที่เร็วและง่ายที่สุดเปลี่ยนคน ถ้าเกิดเปลี่ยนกฎหมาย 4 ปียังเปลี่ยนไม่ได้เลย ประชาชนไม่ต้องเสียโอกาสและเสียเวลาขนาดนั้น

แค่ประชาชนกล้าในการที่จะสลัดออก เพื่อให้ตัวเองมีโอกาสและชีวิตที่ดีกว่านี้ นี่คือสิ่งที่เราต้องทำ

ชมคลิป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เปิดใจ ‘มัลลิกา’ จากนารีนอกสายตา ในสนามชิงผู้ว่าฯ กทม.
ฟ้าผ่ากลางมหาดไทย! ทลายแก๊งโกงสอบ ขรก. ซื้อขาย ‘เก้าอี้’ มโหฬาร 4 พัน ล.โยง ‘บิ๊ก’ สายแข็ง
เหยี่ยวถลาลม | มูลค่าของเกียรติยศ
“ศุภมาส” นำ พ.ร.บ. Lemon Law ประเดิมกฎหมายแรกยุค “อนุทิน 2” ของชำรุดต้องเปลี่ยนได้ ไม่ต้องพิสูจน์เอง
E-DUANG | ภาพสะท้อน การพลิกเปลี่ยน ของ โจ ชัยวัฒน์ “โค้งสุดท้าย”
วิชา ‘วรรณกรรมแห่งความสิ้นหวัง’ ชั้นเรียนยอดนิยมใน ‘ไอวีลีก’
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (4)
เชลยศึกสงครามลาว (36)
‘ตู้เย็น’ ในเรื่องสั้นไทยร่วมสมัย
รากฐาน ความคิด ยุค กุหลาบ สายประดิษฐ์ รากฐาน สังคม
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (181)
พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากนักญี่ปุ่นนิยมสู่อาชญากรสงคราม (19)