นอนมาตามลือ ‘สำราญ’ ผงาด ผบ.ตร.คนที่ 16 ฝ่าด่านอาวุโส ยุทธศาสตร์ 7 ปี สัญญาณแรงจาก ‘บ้านใหญ่สีน้ำเงิน’
คอลัมน์ โล่เงิน
สมรภูมิปทุมวันในบ่ายวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์สีกากี
ห้องประชุมศรียานนท์กลายเป็นเวทีชี้ขาดอนาคตของอาณาจักรโล่เงิน ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.)
ผลการประชุม ก.ตร.จบลงด้วยมติเป็นเอกฉันท์ 12 ต่อ 0 เสียง เห็นชอบให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา (บิ๊กราญ) รอง ผบ.ตร.อาวุโสลำดับที่ 3 ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนที่ 16
แซงหน้าแคนดิเดตรุ่นพี่อาวุโสอันดับ 1 และ 2 อย่าง พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี และ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ไปอย่างไม่เหนือความคาดหมายของคนนอก และเป็นไปตามการคาดการณ์ของคนในวงการ
ปรากฏการณ์ที่ “บิ๊กราญ” (นรต.50) เบียดทางโค้งแซงรุ่นพี่ นรต.43 และ 42 ขึ้นมานั้น มีปัจจัยกำหนดที่สำคัญที่สุดคือ “อายุราชการ” ในบรรดาแคนดิเดตทั้ง 4 นาย พล.ต.อ.สำราญคือผู้ที่มีอายุน้อยที่สุดและมีอายุราชการเหลือยาวนานที่สุดถึง 7 ปี (เกษียณปี 2576) ขณะที่แคนดิเดตอาวุโสอันดับ 1 อย่าง พล.ต.อ.นิรันดรเหลืออายุราชการเพียง 2 ปี
ยุทธศาสตร์ของนายกรัฐมนตรีจากค่าย “สีน้ำเงิน” เน้นการ “วางเกมยาว” เพื่อความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนนโยบายความมั่นคง
การเลือกผู้นำที่กุมบังเหียนองค์กรได้ยาวนานถึง 7 ปี จะช่วยลดปัญหาภาวะสุญญากาศจากการเปลี่ยนผ่านผู้นำบ่อยครั้ง ที่มักทำให้งานนโยบายสำคัญขาดแรงส่งต่อเนื่อง
นี่คือ “ไพ่ตาย” ใบสำคัญที่ฝ่ายการเมืองใช้เป็นเหตุผลในการตัดสินใจครั้งนี้
เบื้องหลังความไว้วางใจที่นายกรัฐมนตรีมีต่อ พล.ต.อ.สำราญ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน
แต่มีรากฐานมาจากสายสัมพันธ์ที่ยาวนาน
ย้อนกลับไปในอดีต บิ๊กราญเคยดำรงตำแหน่งเป็นนายตำรวจติดตาม (นายเวร) ของ พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ อดีต ผบ.ตร. ซึ่งในช่วงเวลานั้น นายอนุทินมักเข้าออกสำนักงาน ผบ.ตร. เป็นประจำเพื่อไปหาอดีตพ่อตา (พล.ต.อ.สนอง วัฒนวรางกูร) ที่มีห้องทำงานอยู่ในตึกเดียวกัน
ความคุ้นเคยตั้งแต่สมัยบิ๊กราญมียศนายพันตำรวจ จึงเป็นต้นทุนสำคัญที่แคนดิเดตรายอื่นไม่มี
นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าว “ท็อปซีเคร็ตสตอรี่” ที่เกิดขึ้นในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล เป็นปฏิบัติการ “พิสูจน์มิตร” ท่ามกลางมรสุมการเมืองที่พัดเข้าหาผู้นำองค์กรสีกากีในขณะนั้น เมื่อปรากฏภาพของนายตำรวจบางรายที่พยายามต่อสายหาขั้วอำนาจเก่าเพื่อ “ขอเสียบแทน”
ผิดกับบิ๊กราญที่แสดงจุดยืนความจงรักภักดีและทำงานสนองนโยบายอย่างเงียบเชียบแต่ดุดัน
เมมโมรี่แห่งความภักดีนี้เองที่ส่งให้เขา “เข้าวิน” ในที่สุด

ในด้านการปฏิบัติงาน พล.ต.อ.สำราญ คือภาพของผู้นำ “สายบู๊” ที่เน้นผลสัมฤทธิ์หน้างาน
ผลงานที่สนองนโยบายรัฐบาลค่ายสีน้ำเงินอย่างชัดเจนคือ ปฏิบัติการกวาดล้างกลุ่มทุนจีนสีเทาและนอมินีต่างชาติในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต ชลบุรี และเกาะสมุย-พะงัน
รวมถึงปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” ที่ทำลายเครือข่ายสวมสิทธิ์สัญชาติไทย ซึ่งเป็นประเด็นที่กระทบต่อความมั่นคงและอธิปไตยทางเศรษฐกิจ
ประวัติการจัดการวิกฤตระดับชาติของบิ๊กราญเป็นที่ประจักษ์ ตั้งแต่การนำชุด “อรินทราช 26” เข้าคลี่คลายเหตุกราดยิงที่โคราช การจัดการเหตุการณ์ที่หนองบัวลำภู ไปจนถึงการสยบม็อบสามเหลี่ยมดินแดงด้วยยุทธการ “ดับแก๊ส” ภายใน 10 วัน
ประสบการณ์งานป้องกันปราบปรามที่เป็น “งานหลัก” ของตำรวจอย่างเข้มข้นนี้เอง ถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลตามกฎหมายเพื่ออธิบายความเหมาะสมที่เหนือกว่ารุ่นพี่อาวุโส
แต่แม้จะได้รับมติเอกฉันท์ อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งครั้งนี้อาจต้องเผชิญกับการตรวจสอบตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ที่กำหนดให้การเลือก ผบ.ตร.ต้องคำนึงถึง “อาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบกัน” ในสัดส่วน 50 : 50
การข้ามอาวุโสอันดับ 1 และ 2 มายังอันดับ 3 ทำให้นายกรัฐมนตรีต้องเตรียมเหตุผลความจำเป็นที่ “หนักแน่นและเป็นประจักษ์” เพื่อชี้แจงต่อที่ประชุมและสังคม
ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) ซึ่งเป็นกลไกตรวจสอบใหม่ หากแคนดิเดตรุ่นพี่ที่เสียสิทธิ์ยื่นร้องทุกข์ ก.พ.ค.ตร.มีอำนาจวินิจฉัยว่าการใช้ดุลพินิจนั้นเป็นธรรมหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารได้เตรียมการ “เคลียร์ทาง” และพูดคุยเพื่อสร้างความสมานฉันท์ในองค์กรไว้ล่วงหน้าเพื่อลดแรงเสียดทานเหล่านี้แล้ว
ประเด็นที่คนในทุ่งปทุมวันกังวลมากที่สุดคือ “ภาวะสุญญากาศ” ในการเติบโตของรุ่นพี่ การที่บิ๊กราญจะอยู่ในตำแหน่งยาวนานถึง 7 ปี หมายถึงนายตำรวจรุ่นพี่ตั้งแต่ นรต.42 จนถึง นรต.49 แทบจะหมดโอกาสในการก้าวขึ้นสู่เก้าอี้ ผบ.ตร.ในช่วงเวลาดังกล่าว
สิ่งนี้อาจสร้างความน้อยเนื้อต่ำใจและส่งผลต่อขวัญกำลังใจของระดับบริหาร
จึงเริ่มมีการวิเคราะห์ถึง “สูตรสมดุลอำนาจ” เพื่อเยียวยารุ่นพี่ที่พลาดหวัง
เช่น การจัดสรรตำแหน่งสำคัญในหน่วยงานอื่นหรือการโอนย้าย “ข้ามห้วย” ไปดำรงตำแหน่งระดับ 11 ในหน่วยงานนอกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
เหมือนกรณีของ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ ที่ข้ามไปเป็นเลขาธิการ สมช. ในยุครัฐบาลก่อน เพื่อลดแรงกดดันและรักษาความสมานฉันท์ภายในกองทัพสีกากี
การก้าวขึ้นเป็น ผบ.ตร.คนที่ 16 ของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา คือจุดเริ่มต้นของยุคสมัยใหม่ที่ฝ่ายการเมืองเลือกความหนุ่มและยุทธวิธีในการปฏิบัติงานเป็นตัวนำ
ภารกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาไม่ใช่เพียงการสนองนโยบายรัฐบาลค่ายสีน้ำเงิน
แต่คือการพิสูจน์ให้เห็นว่า “ระบบคุณธรรม” ตามกฎหมายปฏิรูปตำรวจยังคงศักดิ์สิทธิ์
ท่ามกลางความท้าทายของอาชญากรรมไซเบอร์ ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ และศรัทธาของประชาชนที่สั่นคลอน
“บิ๊กราญ” ต้องใช้ความเฉียบคมทางยุทธวิธีควบคู่ไปกับธรรมาภิบาลในการบริหาร เพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์ของตำรวจไทยให้กลับมาเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง
บทสรุปของศึกชิงพิทักษ์ 1 ครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการหาตัวบุคคล
แต่มันคือการวางเดิมพันครั้งสำคัญของกระบวนการยุติธรรมต้นน้ำของประเทศไทยในอีก 7 ปีข้างหน้า!
