นอกเรื่อง | อรพิณ ยิ่งยงพัฒนา
เราอาจทำความเข้าใจปัญหาต่างๆ ในโลกด้วยแว่นหลายแบบ
บางครั้งอาจมองผ่านมุมชนชั้น
บางครั้งใช้เลนส์ของเพศสภาพและเพศวิถีช่วยเปิดโลกทัศน์
อีกเลนส์ที่กว้างใหญ่และครอบคลุมก็คือเลนส์ของ “ทุนนิยม”
หนังสือ เทคโนศักดินา (Technofeudalism : What Killed Capitalism) เขียนโดย ยานิส วารูฟากิส (ฉบับแปลโดย อภิชาต สถิตนิรามัย และนภนต์ ภุมมา สำนักพิมพ์ซอลท์) เขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์สายมาร์กซิสต์และอดีตรัฐมนตรีคลังของกรีซ
ยานิสเดินเรื่องด้วยคำถามที่ย้ำตลอดเล่มว่า โลกดิจิทัลกำลังทำให้ทุนนิยมล่มสลาย
หรือกำลังทำให้มันแข็งแกร่งขึ้นกันแน่
แม้ประวัติศาสตร์ของอินเตอร์เน็ตจะสั้นมาก แต่ก็สร้างความเปลี่ยนแปลงมหาศาล
เราเพิ่งมีอินเตอร์เน็ตบ้านใช้กันอย่างแพร่หลายเมื่อราว 30 ปีที่ผ่านมา
ส่วนยุคที่คนส่วนใหญ่มีสมาร์ตโฟนและใช้โซเชียลมีเดียก็เพิ่งกินเวลาราว 20 ปีเท่านั้น
คนที่เกิดทันยังจำความน่าตื่นเต้นของอินเตอร์เน็ตยุคแรกได้ดี เพราะมันเปิดประตูบานใหม่ให้กับการสื่อสาร การเข้าถึงข้อมูล และกิจกรรมทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่เคยถูกกั้นด้วยกำแพงของราคา ภาษา และอำนาจ จนครั้งหนึ่งเราต่างเคยเชื่อว่า โลกดิจิทัลจะช่วยปลดแอกมนุษย์จากพันธนาการแบบเดิม
แต่อินเตอร์เน็ตแบบโลกสวยก็อยู่ได้ไม่นาน
กลายเป็นว่าธรรมชาติของเทคโนโลยีดิจิทัลเองคือตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงด้วยสปีดความเร็วสูงในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ไม่เพียงเร่งนวัตกรรม แต่ยังเร่งให้กลไกของทุนนิยมแบบเดิมอ่อนแรงลง
ก่อนจะเปิดทางให้นายทุนรูปแบบใหม่ก้าวขึ้นมาครอบครองอำนาจ
ยานิสเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงนี้กับการย้อนกลับไปสู่โลกศักดินาในอดีต
เจ้าที่ดินครอบครองปัจจัยการผลิตและเก็บค่าเช่าจากผู้ที่ต้องเข้ามาใช้ประโยชน์ ก่อนที่ทุนนิยมจะเข้ามาสั่นคลอนอำนาจดังกล่าวด้วยการแข่งขันสร้างผลิตผลเพื่อทำกำไรสูงสุด
กล่าวได้ว่า ในระบบทุนนิยม “กำไร” ค่อยๆ เป็นแรงขับของระบบเศรษฐกิจเหนือ “ค่าเช่า” ธุรกิจแข่งขันกันเพิ่มผลิตภาพ ผลิตสินค้าให้เยอะๆ เร็วๆ ทำกำไรให้ได้มากที่สุด
แต่เมื่อเข้าสู่ยุคแพลตฟอร์ม ความสัมพันธ์นั้นกลับพลิกด้าน พลังของค่าเช่ากลับมามีอำนาจเหนือกำไรอีกครั้ง
ใครที่ได้นั่งอยู่ในตำแหน่ง “คนเก็บค่าเช่า” ก็กลายเป็นผู้ชนะของระบบเศรษฐกิจยุคใหม่
ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ ยานิสเขียนหนังสือมาแล้วหลายเล่ม
หนึ่งในนั้นคือหนังสือประวัติศาสตร์ฉบับย่อของระบบทุนนิยม ที่เขาพยายามเล่าให้ง่ายและชัด จึงใช้วิธีเขียนในรูปแบบจดหมายถึงลูกสาว
ส่วนเทคโนศักดินา เขาเลือกใช้วิธีเล่าอีกแบบ คือเปลี่ยนมาเป็นการเขียนจดหมายคุยกับพ่อ ในฐานะคนสำคัญในชีวิตที่ทำให้เขาเข้าใจความเลวร้ายของทุนนิยม
โดยอธิบายให้พ่อเห็นว่าโลกที่เขาเคยเฝ้ามองและแสนกังวลกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร ผ่านคำถามยากๆ ที่พ่อถามเขาตลอดมาว่า อะไรคือสิ่งที่ฆ่าทุนนิยม
อินเตอร์เน็ตจะทำลายมัน หรือจะยิ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ทุนนิยมยิ่งกว่าเดิม
ถ้าเทียบกัน ระบบทุนนิยมหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ธุรกิจทำกำไรผ่านการผลิตสินค้าและทำการตลาด ด้วยวิธีดึงดูดความสนใจผ่านการสร้างความหมายใหม่ให้สินค้า
ครีมชะลอวัยขายคุณค่าว่าหน้าเด็กดีกว่าหน้าแก่
รถยนต์หรูขายสถานะทางสังคมเสริมความไม่มั่นใจในตัวเอง
สินค้าผลิตในประเทศขายความรู้สึกรักชาติ
แม้หลายคุณค่าไม่ได้มาเองโดยธรรมชาติแต่ถูกประกอบสร้างขึ้น
แต่ท้ายที่สุดกิจกรรมเหล่านี้ยังสร้างกำไรจากการผลิตและการซื้อขาย
ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวและเปิดโอกาสให้ผู้เล่นรายใหม่ก้าวขึ้นมาแข่งขันจนอาจจะมีสถานะทัดเทียมกับศักดินาเจ้าที่เก่าได้

แต่เมื่อดิจิทัลแพลตฟอร์มเข้ามามีบทบาท สิ่งที่แข่งขันกันไม่ใช่เพียงการขายสินค้า
แต่คือการดึงประสบการณ์ผู้คนให้เข้ามาใช้ชีวิตอยู่บนพื้นที่ของตนเอง
ยิ่งผู้ใช้ใช้เวลาอยู่ในระบบมากเท่าไร แพลตฟอร์มก็ยิ่งมีอำนาจมากขึ้น
สิ่งที่กลายเป็นสินค้าจึงไม่ใช่แค่ตัวผลิตภัณฑ์ แต่เป็นข้อมูล ความสนใจ ความสัมพันธ์ หรือเรียกรวมว่าเป็นอัตลักษณ์ของผู้ใช้
ธุรกิจจำนวนมากไม่ได้แข่งขันกันอย่างอิสระ แต่ต้องเช่าพื้นที่บนแพลตฟอร์มเพื่อเข้าถึงลูกค้า ไม่ว่าจะซื้อโฆษณา จ่ายค่าธรรมเนียม ยอมให้เจ้าของแพลตฟอร์มกำหนดกติกาของตลาด
ดังที่ยานิสเขียนไว้ตั้งแต่ต้นหนังสือว่า ในโลกของ “เทคโนศักดินา” เราต่างเป็น “ไพร่คลาวด์” ที่ทำงานฟรีให้แพลตฟอร์มกันทั้งนั้น
ฉันไม่แน่ใจว่าจะนิยามว่า หนังสือเล่มนี้ช่วยให้เราเข้าใจอดีต หรือช่วยให้เราเข้าใจปัจจุบันกันแน่
เพราะเราอยู่จุดที่ทุนนิยมกำลังเปลี่ยนสภาพแล้ว และกำลังเห็นเค้าลางของสิ่งที่มาแทนที่
หนังสือเล่มนี้อาจช่วยอธิบายความรู้สึกที่หลายคนมีร่วมกันว่า ทำไมแม้มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น กลับไม่ได้ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบอย่างที่ควรเป็น ผู้คนทำงานหนักขึ้น ไลฟ์ขายของมากขึ้น วิ่งส่งอาหารแข่งกับเวลามากขึ้น
แต่ความมั่งคั่งกลับไหลไปรวมศูนย์อยู่กับนายทุนคลาวด์
แบบเดียวกับที่ศักดินาเจ้าที่ในอดีตสะสมทรัพย์สินไว้ ไม่ปล่อยให้ไพร่ได้ลืมตาอ้าปาก
ยานิสพยายามหาคำอธิบายใหม่ให้กับโลกยุคนี้
เขาพูดถึงกลุ่มคำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “ทุนนิยมล้นเกิน” “ทุนนิยมสุดขั้ว” หรือ “ทุนนิยมแพลตฟอร์ม”
แต่เขามองว่าหากยังคงอธิบายกลไกปัจจุบันด้วยคำว่า “ทุนนิยม” อาจทำให้เรามองไม่เห็นว่ากลไกของระบบมันเปลี่ยนไปแล้ว
เพราะสิ่งที่ครอบงำเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ใช่การแข่งขันเพื่อสร้างกำไรเพียงอย่างเดียว
แต่คือวิธีที่นายทุนคลาวด์ล้อมพื้นที่อินเตอร์เน็ตให้กลายเป็นพื้นที่ของเอกชน
แล้วแปลงผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทุกคนให้กลายเป็นไพร่คลาวด์ที่ทำงานให้เจ้าของโดยที่เจ้าของไม่เสียค่าแรงให้ หนำซ้ำบางกรณียังเรียกเก็บค่าเช่าจากไพร่คลาวด์เหล่านี้ด้วย
สำหรับยานิส เขาจึงเรียกระบบนี้ว่า “เทคโนศักดินา”
ตัวอย่างที่เขาหยิบยกบ่อยคือ อะเมซอน ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงร้านค้าปลีกออนไลน์ในสหรัฐอเมริกา แต่ยังเป็นเจ้าของ “ที่ดินคลาวด์” ที่ร้านค้าจำนวนมากจำเป็นต้องเช่าพื้นที่ ซื้อโฆษณา และยอมอยู่ภายใต้กติกาที่อะเมซอนเป็นผู้กำหนด
เมื่อมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย เราก็แทบไม่ต้องใช้เวลานานในการนึกถึง “เจ้าที่แพลตฟอร์ม” ที่เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของเราตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน
เช่น กรณีที่ได้ยินบ่อยว่าร้านค้าจำนวนไม่น้อยที่ยอดขายพุ่งบนแพลตฟอร์ม แต่พอหักต้นทุนทั้งหมดแล้วกลับเหลือกำไรน้อยจนแทบไม่คุ้มค่าแรงที่ลงไป
สิ่งนี้ยังอธิบายการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมอื่นได้ด้วย เช่น ภาคพลังงาน
ในระบบทุนนิยม ธุรกิจพลังงานมีอำนาจทางเศรษฐกิจเพราะผูกอยู่กับการสัมปทาน การหาแหล่งทรัพยากร และสิทธิ์ในการใช้ที่ดิน ที่เมื่อได้สิทธิ์นั้นแล้วก็ดำเนินกิจการแบบเสือนอนกินได้
เวลานี้เมื่อพลังงานหมุนเวียนเติบโต สิ่งที่จะเปลี่ยนไปด้วยก็คือการผลิตและการใช้พลังงานรูปแบบใหม่ก็จะพึ่งพาโครงข่ายไฟฟ้า ซอฟต์แวร์ ระบบจัดการข้อมูล และแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เชื่อมผู้ผลิต ผู้ใช้ และอุปกรณ์เข้าด้วยกัน
ซึ่งเราก็พอจะเห็นแล้วว่า ทุนพลังงานเองก็อาจจะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่ปรับตัวเข้ากับทุนคลาวด์ได้เป็นอย่างดี แผงโซลาร์ กังหันลม รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า ล้วนเป็นเทคโนโลยีที่พึ่งพาทุนคลาวด์อย่างเข้มข้นทั้งนั้น
ยานิสมองการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ว่าเป็น “ชัยชนะของค่าเช่าเหนือกำไร”
เพราะกำไรยังต้องสู้และอ่อนไหวกับการแข่งขันในตลาด
ขณะที่ค่าเช่าจากการครอบครองแพลตฟอร์มก็ไหลเข้าหาเจ้าของอย่างต่อเนื่อง
และเมื่อแรงงานจำนวนมหาศาลกลายเป็นผู้สร้างข้อมูล เนื้อหา และกิจกรรมต่างๆ ให้แพลตฟอร์มโดยแทบไม่ได้รับผลตอบแทน
การขูดรีดแรงงานที่เคยเป็นปัญหาใหญ่ในระบบทุนนิยมก็ไม่ได้หายไป กลับสาหัส ฝังลึก และโหดเหี้ยมยิ่งกว่าเดิม
กลับมาที่คำถามว่า ทุนนิยมถูกฆ่าไปแล้วหรือยัง
หากคำถามนี้ถามด้วยความคาดหวังว่า การขูดรีดแรงงาน ความเหลื่อมล้ำ และไม่เท่าเทียมที่เคยมีในระบบทุนนิยมจะล่มสลายไป ด้วยภาพฝันสวยงามที่โลกดิจิทัลจะมากอบกู้มนุษยชาติ เราก็อาจจะฝันหวานเกินไป
ดูเหมือนว่าทุนนิยมแบบเสือนอนกินจะผนวกกับทุนคลาวด์อย่างแนบแน่น
ซึ่งสิ่งนี้ก็มีส่วนอย่างจงใจที่ประเทศมหาอำนาจทั้งสหรัฐและจีนต่างก็มีส่วนออกแบบการไหลเวียนของเงินที่ยิ่งเสริมสร้าง “เทคโนศักดินา” ขึ้นมาด้วยซ้ำ
วิธีทำงานของระบบทุนนิยมคือทำให้เรารู้สึกแปลกแยก
ส่วนเทคโนศักดินาทำให้เราไม่สามารถเป็นเจ้าของอัตลักษณ์ของตัวเอง เพราะแม้แต่ข้อมูล ความสนใจ รสนิยม และความสัมพันธ์ของเราก็กลายเป็นวัตถุดิบที่แพลตฟอร์มนำไปสร้างกำไร
การต่อสู้จึงไม่ได้มีเพียงเรื่องการรวมตัวของแรงงานเพื่อเรียกร้องค่าจ้างหรือชั่วโมงทำงาน
แต่ความหวังของยุคเทคโนศักดินาอาจเริ่มจากการตระหนักว่า สิ่งที่เราคิดว่าเป็นปัญหาส่วนตัวนั้น แท้จริงแล้วเป็นปัญหาร่วมกัน
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
