
บทความพิเศษ : ศาสตราจารย์จาง ซี เจิ้น เขียน อาทร ฟุ้งธรรมสาร วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แปล
เกี่ยวกับที่มาของความรู้สึกดังกล่าว ผู้เขียนเห็นมีสาเหตุหลายอย่าง
หนึ่งคือ ขาดการสื่อสาร ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด แม้จีนกับไทยเป็นประเทศที่อยู่ใกล้กัน แต่เนื่องจากใช้กันคนละภาษา ทำให้เกิดความเข้าใจผิดอยู่เป็นประจำ
ตัวอย่างเช่น ในการเจรจาเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างทางรถไฟจีนไทยนั้น เรายังไม่แน่ใจว่าถ้อยแถลงของรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมที่ยกมานั้นเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ ยังน่ากังขาอยู่ เรื่องที่พูดนั้น ถึงจะเป็นความจริง เราก็ไม่รู้ว่ามีการแถลงกันแบบไหน
แต่เมื่อมีการลงข่าวเช่นนั้น ก็ทำให้เกิดความเข้าใจผิดที่ร้ายแรง ว่านั่นเป็นลัทธิอาณานิคมยุคใหม่

สองคือ ภาพลักษณ์ของคนจีนและนักประกอบการชาวจีนมีปัญหา เรื่องภาพลักษณ์นักท่องเที่ยวจีนมีปัญหานั้นเป็นเรื่องมิอาจปฏิเสธได้ แม้ทางการจีนจะมีมาตรการต่างๆ ในการจัดการกับปัญหานี้แล้วก็ตาม แต่ได้ผลไม่มาก
ที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะคุณภาพโดยรวมของคนจีนต่ำ และนักท่องเที่ยวจีนคุณภาพต่ำ นับวันจะทะลักเข้ามาท่องเที่ยวในเมืองไทยมากขึ้น ทำให้พฤติกรรมที่ไม่ศิวิไลซ์เป็นที่ประจักษ์สู่สายตาคนไทย
บวกกับนักประกอบการจีนบางคนได้ใช้ทุกวิถีทางในการเอาแต่ค้ากำไร นิสัยเอาแต่ได้แบบนี้มีผลที่ไม่ดีต่อสังคมโดยรวม ทำให้ภาพลักษณ์ของจีนได้รับความเสียหาย

AFP PHOTO/JIM WATSON
สามคือ ประเทศเล็กมักจะขี้ระแวง จีนเป็นประเทศใหญ่ ประเทศสมาชิกอาเซียนล้วนเป็นประเทศเล็ก จึงมีความระแวงต่อประเทศใหญ่ ซึ่งก็เป็นสภาพจิตใจที่เราเข้าใจกันได้
ก็เฉกเช่นคนแคระคนหนึ่งยืนอยู่ข้างกายคนร่างใหญ่ดุจยักษ์ตนหนึ่ง แม้คนตัวยักษ์จะกล่าวว่า “เจ้าไม่ต้องกลัว ข้าจะไม่แตะต้องเจ้า”
แต่ผู้ที่อ่อนแอกว่าย่อมต้องระแวงอยู่ดี
นึกในใจว่า หากเจ้าอารมณ์เสียขึ้นมา เตะใส่เรา เราจะทำประการใดดี
สี่คือ มีความรู้สึกที่เป็นอคติต่ออุดมการณ์ของจีน ในเมืองไทยก็มีคนรังเกียจคนจีนอยู่กลุ่มหนึ่ง ปักใจไม่ชอบอุดมการณ์ของจีน เรียกว่าจะกีดกันคนจีนโดยสัญชาตญาณ
พวกเขาจะเทิดทูนค่านิยมของตะวันตก แม้ระบบของตะวันตกจะไม่สามารถนำมาปฏิบัติอย่างได้ผลในเมืองไทยก็ตาม แต่พวกเขาก็ยังภูมิใจระบบนั้นอยู่ดี
คนพวกนี้จะสนับสนุนการวิพากษ์วิจารณ์ของตะวันตกที่มีต่อจีน พวกเขาคลั่งไคล้อารยธรรมตะวันตก เห็นจีนเป็นเศรษฐีเถื่อนรวยข้ามคืน
คนพวกนี้แม้มีจำนวนไม่มากนักก็ตาม แต่มีฤทธิ์เยอะ เป็นกลุ่มที่มีกระบอกเสียงที่โด่งดัง พวกเขาร่วมมือกับสื่อบางสื่อ กำกับบงการแนวคิดของสังคมได้ไม่น้อย

AFP PHOTO / POOL / Guang Niu
ห้าคือ การตีความเกี่ยวกับ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ของสื่อจีนเอง ในวันที่ 28 มีนาคม 2015 รัฐบาลจีนได้แถลงเกี่ยวกับ “วิสัยทัศน์และการสร้างหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง-เส้นทางสายไหมทางบกและทางทะเล”
ในถ้อยแถลงนั้นได้กล่าวอย่างชัดแจ้งว่า “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” เป็น “ข้อเสนอที่สำคัญยิ่ง”แต่ในการลงข่าวของสื่อจีนนั้นกลับบอกว่า นั่นเป็น “ยุทธศาสตร์วิเทโศบาย”
จากนั้นก็มีการใช้คำว่า “ยุทธศาสตร์เชิงภูมิรัฐศาสตร์” “มหายุทธศาสตร์ที่เปลี่ยนโฉมหน้าของโลก” กันอย่างเอิกเกริก
บางคนยังบอกว่านั่นเป็น “โครงการมาร์แชลของจีน”
และถึงขนาดมีสื่อบางฉบับบอกว่าเมืองนั้นเมืองนี้เป็น “หัวหาด” ของหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง
การใช้คำพูดในทำนองนี้ทำให้ต่างประเทศเกิดความใคร่รู้ว่า หากหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางเป็นมหายุทธศาสตร์ของจีนแล้ว ผู้คนก็ต้องอยากรู้ว่า เป้าหมายของยุทธศาสตร์นี้คืออะไร
หากไปรับยุทธศาสตร์นี้เข้า จะไม่เท่ากับไปร่วมมือกับจีน ช่วยให้จีนบรรลุเป้าหมายของจีนหรือ หากบอกว่านั่นเป็น “ยุทธศาสตร์เชิงภูมิรัฐศาสตร์” ก็อาจถูกตีความไปว่าจีนจะช่วงชิงเขตอิทธิพลกับสหรัฐในภูมิภาคนี้ หากบอกว่านั่นเป็น “มหายุทธศาสตร์ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าโลก” ก็เท่ากับบอกว่าเปลี่ยนการบงการโลกโดยสหรัฐมาเป็นโดยจีน
ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมานี้ ทำให้บางประเทศในอาเซียนระแวงว่าจีนมี “เป้าหมายทางการเมือง” จีนจะเป็น “ผู้นำในภูมิภาค”
หกคือ ผลเสียที่เกิดจากการประโคมข่าว ในช่วงนี้ ข่าวเกี่ยวกับ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” เรียกกว่ายึดพื้นที่สื่อต่างๆ ในจีนเองจนถึงต่างประเทศ ดุจขุนเขาไท่ซานจะหล่นทับ ในความเห็นของคนจีนส่วนใหญ่มองว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ดี เกื้อกูลต่อกัน ทุกคนควรรับและยินดีต้อนรับถึงจะถูก
แต่ทว่า นั่นเป็นการมองแบบ “เอาจีนเป็นหลัก” จีนคิดของจีนแต่ฝ่ายเดียว ที่จีนมองว่าคนอื่นก็ได้ประโยชน์จากโครงการนี้ แต่คนอื่นอาจไม่คิดเช่นนั้น หยิบยื่นความสุขให้คนอื่นแบบ “ยัดเยียด” ผลออกมาตรงข้ามกับที่คาดการณ์ไว้ได้
ซึ่งดูได้จากโครงการรถไฟความเร็วสูงจีน-ไทย เนื่องจากจีนใจร้อนเกินไป ทำให้คนตั้งข้อสังเกตว่า “ใครที่จะได้รับประโยชน์” ผลก็คือทำให้รัฐบาลไทยปฏิเสธการลงทุนของจีน ให้สร้างช่วงสั้นๆ ช่วงหนึ่งของโครงการเดิมเท่านั้น พวกเขามองว่าทำแบบนั้นไทยจะได้ประโยชน์มากขึ้น
เจ็ดคือ พฤติกรรมที่อหังการแบบจีน
มีนักวิชาการไทยกล่าวกับผู้เขียนว่า กรอบความร่วมมือ 10+1 (อาเซียน+จีน) เดิมที่เป็นโครงการที่อาเซียนเป็นฝ่ายกำกับ จีนเป็นแขกรับเชิญ
แต่ในแง่ปฏิบัตินั้นมักจะกลายเป็น “แขกกลายเป็นเจ้าภาพ” จีนกลายเป็นผู้กำกับในกรอบความร่วมมืออาเซียน-จีนไป
โรงเรียนทหารของไทยได้เชิญอาจารย์จากจีนและจากสหรัฐมาบรรยายในหลักสูตรอบรม เสียงสะท้อนของนักศึกษาไทยคืออาจารย์จากประเทศจีนมาดเยอะกว่าของอเมริกา
ผู้เขียนเองก็เคยเห็นกับตาตัวเองที่นักวิชาการจีนบางท่าน ออกท่าออกทางอบรมสอนสั่ง ขาดความถ่อมตน
