“สยามเป็นไทย” ถึง “ไทยเป็นสยาม” เรื่องน่าคิดในดินแดน “ดินดำน้ำชุ่ม”

จอมพล ป.พิบูลสงคราม ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรัฐนิยม ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2482 ให้ใช้ชื่อประเทศ ประชาชน และสัญชาติ จาก “สยาม” เป็น “ไทย”
เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ ลัทธินาซี ของเยอรมัน, ลิทธิฟาสซิสต์ ของอิตาลี, ลัทธิทหาร ของญี่ปุ่น ใช้วิธีเดียวกันนี้ในการควบคุมประชาชนและขยายอำนาจตนเอง
การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในยุค “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย” ภายใต้การดำเนินนโยบายสร้างชาติด้วยแนวคิด “ชาตินิยม”
วันที่ 26 สิงหาคม 2482 เป็นวันที่รัฐบาลสมัยนั้นเสนอร่างพระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญขนานนามประเทศต่อรัฐสภา โดยมีสาระสำคัญ คือ ให้เรียกชื่อประเทศว่า “ประเทศไทย” และตามที่ได้มีบทบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น ที่มีคำว่า “สยาม” ก็ให้ใช้คำว่า “ไทย” แทน โดยให้เหตุผลในคำแถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร ตอนหนึ่งว่า (ข้อมูลจากพิพิธพัณฑ์รัฐสภา)
“…ในการที่ทางรัฐบาลได้เสนอร่างพระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญขนานนามประเทศนั้น ก็ด้วยได้พิจารณาเห็นกันเป็นเอกฉันท์ว่า นามประเทศของเรา ซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ที่เรียกว่า ประเทศสยามนั้น ไม่ปรากฏหลักฐานที่ได้ตั้งขึ้นไว้ คือ ไม่มีพระราชบัญญัติหรือไม่มีสิ่งใดที่เป็นหลักฐานนามประเทศของเราที่ใช้เรียกกันอยู่ทุกวันนี้ ก็ได้ด้วยความเคยชิน หรือได้จดจำเรียกกันต่อ ๆ มา และได้พยายามให้เจ้าหน้าที่ค้นในทางประวัติศาสตร์ก็ไม่ปรากฏว่าใครเป็นคนที่ได้ตั้งขึ้นคราวแรก และตั้งแต่ครั้งใดก็ไม่ทราบ เป็นแต่ว่าเราได้เรียกเรื่อย ๆ มา เรียกว่าประเทศสยาม และคำว่า ประเทศสยามนั้น ก็มักจะใช้แต่ในวงราชการ และนอกจากนั้นก็ในวงของชาวต่างประเทศเป็นส่วนมาก
ส่วนประชาชนไทยของเราโดยทั่วไปเฉพาะอย่างยิ่งตามชนบทด้วยแล้ว เราจะไม่ค่อยใช้คำว่า ประเทศสยาม เราใช้คำว่า ไทย เนื่องด้วยมีนามซึ่งประชาชนคนไทยของเราเรียกเป็นสองอย่าง ดังนี้ และประกอบกับเรายังไม่มีหลักฐานในการที่เรามีการขนานนามประเทศ ทางรัฐบาลจึงปรึกษาเห็นพร้อมกันว่า ควรจะร่วมกับสมาชิกผู้มีเกียรติในการที่ได้ตั้งขนานนามประเทศของเราเสียในระบอบประชาธิปไตยนี้ ร่วมกันด้วยความสมัครสมานให้เป็นสิริมงคลแก่ประเทศของเราต่อไปในภายข้างหน้าในการที่ให้ใช้คำว่า ไทย แทนที่เราจะขนานนามในบัดนี้ว่าเป็น สยาม…” (ข้อมูลจากพิพิธพัณฑ์รัฐสภา)
“บ้านทรายทอง” ร้อยพ่อพันแม่
ผู้คนหลากเผ่าหลายพันธุ์บนผืนดิน
กรณีข้อเรียกร้องให้เปลี่ยนชื่อกลับ จาก “ประเทศไทย” เป็น “ประเทศสยาม” หลัง จอมพล ป.พิบูลสงคราม หมดอำนาจ มีความพยายามมาแล้วหลายยุคหลายสมัย
หนึ่งในผู้เป็นเรี่ยวแรงสำคัญและผลักดันให้ดำเนินการ คือ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ อดีตอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์
กว่า 30 ปี ที่พูดและเขียน ถึงเหตุผลทางวิชาการในการเปลี่ยนชื่อกลับ จาก “ไทย” เป็น “สยาม” แม้ไม่ได้ผลในทางปฏิบัติ แต่ก็ทำให้คนที่เฝ้าติดตามเรื่องนี้ หรือแม้แต่ผู้เพียงโฉบผ่านมาอ่านข่าว ได้รับรู้เรื่องราวต่างๆ ตลอดจนได้ตระหนักคิดอยู่บ้างว่า ประเทศของเรา รวมเลือดเนื้อเชื้อชาติต่างๆ มากมายกว่า 50 เชื้อชาติ ไม่ได้มีแต่ “ไทย” เพียงเชื้อชาติเดียว
“…คำว่า สยาม หรือ Siam นั้นหมายถึงดินแดนหรือแผ่นดิน หมายถึงบ้านเมือง ส่วนคำว่าไทย Thai/Tai หมายถึงคนส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในดินแดนนี้ อาศัยร่วมกับคนชนเชื้อชาติอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นไทย/ไท ลาว คนเมือง คนอีสาน มอญ เขมร กูย แต้จิ๋ว กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน ไหหลำ จาม ชวา มลายู ซาไก มอแกน ทมิฬ เปอร์เซีย อาหรับ ฮ่อ พวน ไทดำ ผู้ไท ขึน เวียด ยอง ลัวะ ม้ง เย้า กะเหรี่ยง ปะหล่อง มูเซอร์ อะข่า ขะมุ มลาบรี ชอง ญากูร์ ฝรั่งชาติต่างๆ แขกชาติต่างๆ ลูกครึ่งอีกเยอะมาก”
บางตอนจากบทสัมภาษณ์ถึงเหตุผลที่ อ.ชาญวิทย์ เรียกร้องให้เปลี่ยนชื่อประเทศกลับเป็น “สยาม” ในช่วงที่เข้มข้น คือขณะมีการร่าง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ซึ่ง อ.ชาญวิทย์ ได้ประกาศต่อสื่อมวลชน และเชิญชวนให้ผู้เห็นด้วยร่วมลงชื่อ โดยได้รับทั้งเสียงสนับสนุนและคัดค้าน
อ.ชาญวิทย์ เสนอให้มีการเขียนไว้ใน “รัฐธรรมนูญ” เลยว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม”
แน่นอน “เสียงสนับสนุน” นั้นมาจากการ “เข้าใจ” สิ่งที่นักวิชาการทั้งหลายพยายามนำเสนอ
แต่ “เสียงคัดค้าน” นั้นต่างหากที่ออกมาในแนวหยาบคาย เต็มไปด้วยคำด่าทอสารพัด ข้อกล่าวหาไม่รักชาติ ไม่รักแผ่นดิน และด้วยบทสรุปแบบตัดบท อย่างการไล่ให้ไปอยู่ประเทศอื่น
การเรียกร้องให้เปลี่ยนชื่อเป็น “สยาม” นั้น ทั้งหมดก็เพื่อทลายแนวคิด “ชาตินิยม” อันเป็นปัญหา จนนำพาให้ทะเลาะกับเพื่อนบ้าน รวมถึงการที่ “รวมเลือดเนื้อ (แต่) ชาติเชื้อไทย” นั้นเหมือนเป็นการไม่ยอมรับความหลายหลายของกลุ่ม “ชาติพันธุ์” ต่างๆ ที่อยู่บนผืนแผ่นดินนี้
อดไม่ได้ที่จะหยิบยกการเปรียบเทียบอย่างเห็นภาพซึ่ง อ.ชาญวิทย์ มักพูดบ่อยๆ มาช่วยทำความเข้าใจ กับเรื่องราวของผู้คน “ร้อยพ่อพันแม่” หรือ “หลากเผ่าหลายพันธุ์” ในดินแดนที่เรียกว่า “สยาม”
อุปมาอุปไมยเปรียบกับ “บ้านทรายทอง” นิยายอมตะ ของ ก.สุรางคนางค์
“บ้านทรายทอง” นั้นเป็นชื่อบ้าน แต่คนที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้มีทั้ง สกุล “พินิจนันทน์” ทั้งสกุล “สว่างวงศ์” ซึ่งถ้าเกิดวันหนึ่งมีสกุลไหนลุกขึ้นมายึดอำนาจ แย่งชิงไปแล้วเปลี่ยนชื่อใหม่ จากบ้านทรายทอง เป็นชื่อของสกุลนั้น คงเป็นเรื่องพิลึก เพราะ “บ้านทรายทอง” ไม่ได้มีแค่สกุลเดียว
เช่นเดียวกับ “สยาม” ที่ไม่ได้มีแต่เชื้อชาติ “ไทย” เท่านั้น
“สยาม” หมายถึงแผ่นดิน
บริเวณที่ดินดำน้ำชุ่ม
หนึ่งในผู้ที่พูดถึงเรื่องราวอันเกี่ยวข้องกับคำว่า “สยาม” อยู่บ่อยครั้ง คือ สุจิตต์ วงษ์เทศ ผู้เขียนคอลัมน์ “สยามประเทศไทย” ในหนังสือพิมพ์มติชน ค้นคว้าและนำเสนอเกี่ยวกับเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน และบ่อยครั้งมากๆ
ในบทความที่มีชื่อว่า “ลุ่มน้ำกก ถึง ลุ่มน้ำมูล เป็นเครือญาติชาวสยาม” ตอนหนึ่งอธิบายถึงคำว่า “สยาม” ว่า “…สยาม ไม่เป็นชื่อชนชาติ แต่เป็นชื่อดินแดนบริเวณดินดำน้ำชุ่ม ที่คนพวกอื่นอยู่ภายนอกใช้เรียกบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำโขงตอนบนอย่างกว้างๆ หลวมๆ ตั้งแต่เหนือสุดที่สบกในภาคเหนือ จนถึงชี-มูล ในอีสาน”
“แต่สมัยหลังมีขอบเขตแคบลงเหลือเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาภาคกลาง (ที่บางครั้งยาวต่อเนื่องลงไปถึงนครศรีธรรมราช)”
นักเขียนเจ้าของคอลัมน์ “สยามประเทศไทย” บอกไว้อีกว่า สยาม มีรากจากคำพื้นเมืองดั้งเดิมว่า ซำ, ซัม หรือ สาม หมายถึงบริเวณดินดำน้ำชุ่มที่มีน้ำซึมน้ำซับ เป็นตาน้ำผุดโผล่ขึ้นจากแอ่งดินอ่อนหรือดินโคลน
“น้ำซึมน้ำซับหรือตาน้ำพุน้ำผุดเหล่านั้น เกิดจากน้ำฝนที่รากต้นไม้อุ้มไว้ ทั้งบนภูเขาและเนินดอน แล้วค่อยๆ เซาะซอนใต้ดินมาพุมาผุดขึ้นบริเวณดินอ่อนหรือดินโคลนที่ราบเชิงเขาหรือเชิงเนินเชิงดอน จนบางแห่งกลายเป็นลุ่ม ห้วย หนอง คลอง บึง บุ่ง ทาม เช่น หนองหาน (หลวง) ที่สกลนคร, หนองหาน (น้อย) ที่อุดรธานี บึงบอระเพ็ด ที่นครสวรรค์ เป็นต้น”
หากพิจารณาจากคำอธิบายดังกล่าว สิ่งหนึ่งที่น่าคิดต่อคำว่า “สยาม” คือสามารถอธิบาย “ภูมิศาสตร์” ของพื้นที่แถบนี้ได้เป็นอย่างดี
คนในดินแดนนี้ที่ไม่ว่าจะชาติพันธุ์อะไร ถูกเรียกเหมาว่าชาวสยามได้ทั้งนั้น
“เช่น คนนานาชาติพันธุ์บริเวณสองฝั่งโขงที่มีเวียงจันเป็นศูนย์กลาง เคยถูกเรียกว่าพวกสยามด้วยคำเขมรว่า เสียมกุก (หรือเสียมก๊ก) เมื่อเรือน พ.ศ.1650 (มีคำจารึกและภาพสลักบนระเบียงปราสาทนครวัด)
“คนพื้นเมืองไม่เรียกประเทศตัวเองว่าสยาม แต่เป็นชื่อที่คนอื่น (จากภายนอก) ใช้เรียก เช่น ชาวยุโรปเรียกกรุงศรีอยุธยาว่าสยาม หรือราชอาณาจักรสยาม ต่อมาเรียกกรุงรัตนโกสินทร์ว่า ประเทศสยาม”
และเป็น “ประเทศสยาม” เรื่อยมาผ่านยุคการเกิด “รัฐชาติ” แบบสมัยใหม่
จนกระทั่งมีนโยบายสร้างชาติในยุคสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม ด้วยแนวคิด “ชาตินิยม” ทำให้ทุกอย่างกลายเป็น “ไทย” เพียงหนึ่งเดียว
แม้แต่ “พระสยามเทวาธิราช” ก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “พระไทยเทวาธิราช” ด้วย หากแต่สุดท้ายก็ไม่มีผู้นิยมเรียก
การเรียกร้องให้เปลี่ยนชื่อประเทศ “ไทย” เป็น ประเทศ “สยาม” ของนักวิชาการหลากหลายสถาบันแม้ไม่สำเร็จ แต่ก็จุดประกายให้ผู้คนในสังคมได้ตื่นตัว และตระหนักถึงการค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้
บางคนอาจถาม…
“แค่ชื่อ” สำคัญไฉน?
คำตอบทำนองเดียวกันจากผู้เรียกร้องให้มีการ “เปลี่ยน” นั่นคือ ชื่อ “สยาม” จะช่วยให้คนเกิดสำนึกใหม่ และภาคภูมิใจในตัวเอง กล้ายืดอกอย่างภาคภูมิว่า เป็นชาติพันธุ์อื่นที่อยู่บนผืนแผ่นดินนี้ ไม่ต้องทำตัวให้เป็น “ไทย” แต่เพียงอย่างเดียว
อีกทั้ง โลกก็รู้จักดินแดนนี้ในชื่อ “สยาม” มาเนิ่นนานแล้ว ด้วยหลักฐาน “แผนที่โลกคันติโน” จัดทำโดยนักแผนที่นิรนามชาวโปรตุเกส ราว พ.ศ.2045 ยุคอยุธยาตอนกลาง ตรงกับสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ซึ่งเป็นแผ่นแรกที่ปรากฏชื่อ “อัมส์เซียม (Amssiam)” หรือ “สยาม”
การรณรงค์อย่างมีเหตุมีผล เป็นหลักวิชาของบรรดานักวิชาการที่นำโดย อ.ชาญวิทย์ นั้นยังไม่เป็นผล
