เมื่อหินใหญ่ในศาสนาผี ที่เมืองมอญ กลายเป็นที่ประดิษฐาน พระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า
On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
“จารึกกัลยาณี” เป็นศิลาจารึกที่สำคัญที่สุดหลักหนึ่งของพวกมอญ ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยของกษัตริย์ผู้ทรงนามว่า “พระเจ้าธรรมเจดีย์” (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.2013-2035) ได้ระบุเอาไว้ว่า “สุวรรณภูมิ” ที่พระโสณเถระ และพระอุตตรเถระ สมณทูตของพระเจ้าอโศกทั้งสององค์ได้จาริกมาถึงนั้น มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “รามัญประเทศ”
คำว่า “รามัญ” นี้ก็คือคำเดียวกันกับคำว่า “มอญ” นั่นแหละนะครับ
โดยมีนักวิชาการอธิบายว่า มอญ เป็นคำที่กร่อนเสียงมาจาก รามัญ เช่นเดียวกับคำว่า “พม่า” ที่กร่อนเสียงมาจาก “เมียนมา”
ทั้งสองคำนี้หมายความได้ทั้ง “ดินแดน” และ “ผู้คน”
(เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่า เฉพาะคำว่า “รามัญ” นี้ พบหลักฐานเก่าแก่ที่สุดอยู่ในหนังสือ “มหาวงศ์” ซึ่งเป็นพงศาวดารของลังกาทวีป ที่ประพันธ์ขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้ามหานามะ ผู้ครองราชย์อยู่ที่เมืองอนุราธปุระ บนเกาะลังกา ในช่วงระหว่าง พ.ศ.955-977 อันเป็นเอกสารรุ่นแรกๆ ที่ระบุว่า พระเจ้าอโศกได้ส่งสมณทูตทั้งสององค์มายังสุวรรณภูมิ)
ดังนั้น คำว่า “รามัญประเทศ” ในจารึกกัลยาณีนั้น จึงหมายความถึง “ดินแดนของชาวมอญ” นั่นแหละ
จารึกหลักนี้ยังได้เล่าต่อไปอย่างน่าสนใจอีกด้วยว่า เมื่อครั้งที่สมณทูตทั้งสองได้เข้ามายังดินแดนมอญนั้น กษัตริย์ผู้ครองรามัญประเทศ (ซึ่งจารึกได้ระบุเอาไว้ว่า ประเทศของชาวรามัญนี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า สุวรรณภูมิ) ทรงพระนามว่า พระเจ้าสิริมาโศก
รามัญประเทศของพระองค์ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของ “เกลาศภปัพพตะเจดีย์” (Kelasabhapabbatacetiya) ซึ่งก็คือเจดีย์ที่สร้างขึ้นบนยอดเขาที่ชื่อว่า “เกลาศะ” (Kelasa)
เจดีย์ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาเกลาศะนี้ เป็นหนึ่งในเจดีย์ทั้ง 6 องค์ที่ในจารึกกัลยาณีหลักเดิมได้เล่าเอาไว้ว่า เมื่อคราวที่พระภิกษุที่ชื่อ “ควัมปติ” ได้อัญเชิญให้พระพุทธเจ้าเสด็จมายังรามัญประเทศ หลังจากที่ทรงตรัสรู้ได้ 8 ปี (เป็นเหตุการณ์ก่อนหน้าที่พระโสณเถระ กับพระอุตตรเถระจะถูกพระเจ้าอโศกส่งมายังสุวรรณภูมิ)
การเสด็จมายังดินแดนมอญในครั้งนั้น พระพุทธเจ้าทรงเปลี่ยนให้พระเจ้าสิริมาโศก (ชื่อเดียวกันกับเมื่อคราวที่สมณทูตของพระเจ้าอโศกเดินทางมาถึงรามัญประเทศ แต่เป็นคนละองค์กัน โดยเนื้อความในจารึกระบุว่า พระองค์ทรงเป็นญาติกับพระควัมปติในชาติปางก่อน) และยังได้ทรงมอบ “พระเกศาธาตุ” (คือ เส้นผม) จำนวน 6 องค์ ให้แก่ฤๅษี 6 ตน ตนละ 1 องค์อีกด้วย
ฤๅษีทั้ง 6 นี้ ไม่ได้มีชื่อเสียงเรียงนามระบุเอาไว้ในจารึก เล่าไว้ก็แต่ที่บรรดาฤๅษีทั้งหมดเหล่านี้ต่างก็มีอาศรมอยู่ในป่า และมีอย่างน้อย 1 ตนที่มีอาศรมอยู่บนยอดเขาเกลาศะ ซึ่งก็เชื่อกันว่า ฤๅษีตนนี้ได้สร้าง “เกลาศภปัพพตะเจดีย์” ที่ผมได้กล่าวถึงข้างต้น ไว้สำหรับบรรจุ “พระเกศาธาตุ” เอาไว้นี่เอง
สภาพชำรุด จนทำให้เกิดส่วนที่ขาดหายไปของจารึกกัลยาณี จึงทำให้ไม่มีใครทราบชัดว่า พระเกศาธาตุอีก 5 องค์ที่เหลือถูกนำไปประดิษฐานเอาไว้ที่ไหนแน่
แต่มักจะเข้าใจกันว่า องค์หนึ่งอาจจะประดิษฐานอยู่ที่เจดีย์บนยอดเขาซินไจก์ (Zingyaik) และอีกองค์หนึ่งคงจะอยู่ที่เจดีย์บนยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ซเวกาบิน (Zwegabin)
ไม่ว่าข้อมูลทั้งหมดข้างต้นในจารึกกัลยาณีจะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม แต่เรื่องเล่าทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า ก่อนที่จะมีการรับเอาพุทธศาสนาเข้ามา โดยมีสัญลักษณ์ก็คือการที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาด้วยพระองค์เอง ที่นอกจากจะเปลี่ยนให้กษัตริย์มอญจากศาสนาความเชื่อเดิมมานับถือศาสนาพุทธแล้ว ก็ยังเปลี่ยนให้นักบวชในศาสนาความเชื่อเดิมที่ในจารึกเรียกว่า ฤๅษี นั้น ให้หันมายอมรับนับถือในพุทธศาสนา ด้วยการนำวัตถุบูชาอย่างพระเกศาธาตุมาประดิษฐานไว้ในเจดีย์ เพื่อเป็นการสักการบูชาอีกด้วยนั่นเอง

ตํานานเรื่องพระเกศาธาตุทั้ง 6 องค์นี้ พวกมอญอาจจะได้รับอิทธิพลมาจากเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระพุทธเจ้าในศรีลังกา ดังเช่นที่หนังสือมหาวงศ์ พงศาวดารของลังกาทวีป
(เล่มเดียวกันกับที่มีเรื่องเล่าว่าพระเจ้าอโศกส่งพระโสณเถระและพระอุตตรเถระไปสุวรรณภูมิเป็นเล่มแรกๆ และเป็นที่ยอมรับกันดีในแวดวงวิชาการว่า มีอิทธิพลต่อข้อความในจารึกกัลยาณีเป็นอย่างมาก) เล่าถึงการพระพุทธเจ้าเสด็จเยือนเกาะลังกาเป็นครั้งแรก แล้วได้ถวายพระเกศาธาตุจำนวนหนึ่ง (มหาวงศ์ไม่ได้ระบุจำนวนเอาไว้อย่างแน่ชัด) ให้แก่ท้าวมหาสุมณ ผู้เป็นเทวดาอารักษ์แห่งเขาสุมณกูฏ อันเป็นภูเขาสำคัญที่สุดของเกาะลังกา ที่เชื่อกันว่า พระพุทธเจ้าทรงเคยได้ประทับรอยพระบาทเอาไว้บนยอดเขาแห่งนี้
แน่นอนว่า ในแง่มุมหนึ่งนั้น เรื่องราวข้างต้นย่อมเป็นตำนานที่ถูกออกแบบมาในเชิงของภาษาสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงการที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาผีดั้งเดิมบนเกาะศรีลังกายอมรับถือในพุทธศาสนาที่เพิ่งเข้ามาใหม่
นอกจากนี้ ในเกาะศรีลังกาก็ยังมีตำราในพุทธศาสนาที่ชื่อว่า “ฉเกศาธาตุวงศ์” (แปลไทยตรงตัวได้ว่า วงศ์ของพระเกศาธาตุทั้ง 6 องค์) ที่เล่าถึงการที่พระพุทธเจ้าเคยมอบพระเกศาธาตุ 6 องค์ให้แก่บรรดาสาวกที่กรุงราชคฤห์
น่าเสียดายที่การกำหนดอายุของหนังสือฉเกศาธาตุวงศ์นั้น เป็นการค่อนข้างจะลำบาก (ซ้ำบางท่านก็เห็นว่าตำราเล่มนี้อาจจะแต่งขึ้นในพม่าตอนใต้ ซึ่งก็คือเมืองมอญเสียด้วยซ้ำไป) จึงทำให้ระบุได้ยากว่า เป็นตำราที่มีมาก่อนการสร้างจารึกกัลยาณี หรือเพิ่งจะแต่งขึ้นหลังจากนั้น จึงทำให้แน่ใจไม่ได้ชัดว่า จะมีอิทธิพลต่อเรื่องราวมีที่อยู่ในจารึกหลักดังกล่าวหรือไม่ (บางท่านเชื่อว่า ตำราเล่มนี้ไม่ได้ส่งอิทธิพลอะไรมาถึงพม่าเลย)
อย่างไรก็ดี ฉเกศาธาตุวงศ์ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของความเชื่อเรื่องพระพุทธเจ้าเคยมอบพระเกศาธาตุ 6 องค์ให้แก่สาวกที่มีอยู่ในจักรวาลของพุทธศาสนา ในขณะเดียวกัน ทั้งตำราเล่มนี้และมหาวงศ์ ต่างก็แสดงให้เห็นถึงเครือข่ายชุดความเชื่อในจักรวาลแบบพุทธศาสนาที่สัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างกันของทั้งเกาะลังกากับเมืองมอญ หรือรามัญประเทศ

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ ตำนานเรื่องพระเกศาธาตุในเมืองมอญหลังยุคที่มีการสร้างจารึกกัลยาณีนั้น ยังเป็นที่แพร่หลายต่อมาอย่างเนิ่นนาน โดยมีความเปลี่ยนแปลงในรายละเอียด และเนื้อหาภายใน และขยับขยายออกไปเป็นอีกหลายสำนวนอย่างน่าสนใจยิ่งเลยทีเดียว
ตัวอย่างที่สำคัญก็เช่นพงศาวดารมอญฉบับหนึ่ง ที่ไม่ปรากฏชื่อหนังสือแต่ดั้งเดิม แต่ถูกแปลจากภาษามอญเป็นภาษาพม่า เมื่อเรือน พ.ศ.2327 ได้ระบุว่า พระฤๅษีทั้ง 6 ตน ที่ได้รับพระเกศาธาตุเอาไว้ ยอดเขาสำคัญทั้ง 6 แห่ง แต่ภูเขาที่สำคัญซึ่งควรจะกล่าวถึงในที่นี้ก็คือ เกลาศะ, ซินไจก์ และไจก์ทีโย
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า “เกลาศะ” เป็นชื่อที่ปรากฏตั้งแต่แรกในจารึกกัลยาณีเมื่อ 500 กว่าปีก่อน
ส่วน “ซินไจก์” นั้น นักวิชาการชาวเมียนมาและชาติตะวันตกมักเข้าใจกันว่า ที่ในปัจจุบันถูกนับให้เป็นหนึ่งในสถานที่ทั้ง 6 แห่ง ซึ่งใช้ประดิษฐานพระเกศาธาตุตามตำนานในจารึกกัลยาณีนั้น มีที่มาจากความเชื่อที่ปรากฏในเอกสารมอญรุ่นนี้ ซึ่งก็ควรจะตรงกับในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยาของไทย (พ.ศ.2327 ตรงกับยุคต้นกรุงเทพฯ นั้น เป็นปีที่แปลเอกสารจากภาษามอญเป็นภาษาพม่า ดังนั้น เอกสารต้องมีมาก่อนหน้าเรือน พ.ศ.ดังกล่าว)
ส่วน “ไจก์ทีโย” หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อของ “พระธาตุอินทร์แขวน” เป็นเจดีย์ที่คนทั่วไปรู้จักกันมากที่สุดในกลุ่มเจดีย์ที่มีความเชื่อว่าบรรจุพระเกศาธาตุกลุ่มนี้ ทั้งยังเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเอกสารที่เขียนขึ้นในช่วงเวลาที่ตรงกันกับตอนปลายกรุงศรีอยุธยาของไทยนั้น ก็ดูจะให้ความสำคัญกับเจดีย์องค์นี้มากเป็นพิเศษ ต่างจากช่วงแรกที่ให้ความสำคัญกับเขาเกลาศะ

หนังสือเก่าของมอญอีกฉบับที่ชื่อ “พงศาวดารควัมปติ” ซึ่งสันนิษฐานกันว่าชำระขึ้นเมื่อราวเรือน พ.ศ.2253 มีข้อความระบุว่า มีฤๅษีมากถึง 3 กลุ่มที่ได้เดินทางไปรับเอาพระเกศาธาตุจากพระพุทธเจ้าที่เมืองมอญ ซึ่งก็ได้ถูกนำไปประดิษฐานไว้ในสถานที่สำคัญหลายแห่ง
เช่น ที่เขาเกลาศะ หรือเจดีย์บางองค์ (ไม่ทราบว่าคือองค์ใดแน่ในเมืองย่างกุ้ง) และอื่นๆ อีกให้เพียบ
แต่ที่สำคัญสำหรับในที่นี้ก็คือในบรรดานี้มีฤๅษีตนหนึ่งพำนักอยู่ที่ไจก์ทีโย และได้นำเอาพระเกศาธาตุองค์หนึ่งไปประดิษฐานไว้ที่เจดีย์ไจก์ทีโย ซึ่งก็คือในพระธาตุอินทร์แขวน
โดยมีรายละเอียดบางอย่างที่ถูกต่อเติมขึ้นด้วย เช่น ในชาติปางก่อนนั้น พระภิกษุควัมปติผู้อัญเชิญพระพุทธเจ้ามายังรามัญประเทศนั้นเป็นพี่น้องของสีหราชา กษัตริย์แห่งเมืองมอญ โดยกำเนิดขึ้นจากไข่นางนาคที่ได้สมสู่กับวิทยาธรเช่นเดียวกัน
ตำนานรุ่นนี้มีอิทธิพลต่อเรื่องเล่าในยุคหลังมาก ข้อมูลจาก Ministry of Information (ผมไม่แน่ใจว่าในภาษาไทยมีศัพท์ทางการของหน่วยงานนี้ในประเทศเมียนมาหรือเปล่า แต่อาจแปลตรงตัวได้ว่า กระทรวงการสารสนเทศ) ของประเทศเมียนมา ซึ่งถูกใช้มาอย่างน้อยตั้งแต่เมื่อเรือน พ.ศ.2492 ระบุว่า มีฤๅษี 3 ตนที่ไปรับพระเกศาธาตุมาจากพระพุทธเจ้าเมื่อคราวเสด็จเมืองมอญ โดยได้รับไปตนละ 3 องค์ ตนแรกคือ ฤๅษีติสสะ อาศัยอยู่ที่ไจก์ทีโย เป็นพี่น้องกับแท้ๆ กับฤๅษีตนที่สองที่ชื่อ สีหะ แห่งเขาซินไจก์ โดยที่ฤๅษีติสสะยังเป็นพ่อบุญธรรมของกษัตริย์แห่งเมืองมอญอีกต่างหาก ส่วนฤๅษีองค์สุดท้ายชื่อ ฤๅษีติลา พำนักอยู่ที่เขาเกลาศะ
เมื่อได้รับพระเกศาธาตุมาแล้ว ฤๅษีสีหะได้นำไปประดิษฐานไว้เจดีย์บนยอดเขาซินไจก์ กับยอดเขาซเวกาบิน แห่งละ 1 องค์
ส่วนฤๅษีติลานำไปประดิษฐานในเจดีย์บนยอดเขาเกลาศะ 1 องค์ แต่เก็บอีกองค์หนึ่งไว้บนมุ่นมวยผมของตนเอง
ในขณะที่ฤๅษีติสสะไม่ได้นำพระเกศาธาตุไปประดิษฐานที่ใดเลย แต่เก็บไว้ในมวยผมของตนเองทั้ง 2 องค์
แถมเมื่อฤๅษีติลาสิ้นใจลงแล้ว เขาก็ยังไปเก็บเอาพระเกศาธาตุอีกองค์ในมวยผมของพระฤๅษีนั้นมารวมไว้ที่ตนเองเป็น 3 องค์อีกด้วยต่างหาก
ต่อมากษัตริย์แห่งเมืองมอญผู้เป็นบุตรบุญธรรมได้ขอเอาพระเกศาธาตุทั้ง 3 องค์นี้ไปประดิษฐานไว้ใน “หินใหญ่” ฤๅษีติสสะก็มอบให้ กษัตริย์หนุ่มจึงได้ใช้มีดแกะบนส่วนยอดของหินแล้วนำพระเกศาธาตุทั้ง 3 องค์ใส่เข้าไป จนกลายเป็นพระธาตุอินทร์แขวนนั่นเอง
จะเห็นได้ว่า ตำนานในยุคหลังเคลื่อนศูนย์กลางความสำคัญของเรื่องจาก “เขาเกลาศะ” ในจารึกกัลยาณี มาเป็นที่ “ไจก์ทีโย” ดังจะเห็นได้ว่าตำนานรุ่นหลังนั้นอ้างว่าบรรจุพระเกศาธาตุไว้ถึง 3 องค์ มากกว่าทั้งที่เขาเกลาศะ, เขาซินไจก์ และเขาซเวกาบิน ซึ่งประดิษฐานพระเกศาธาตุเพียงแห่งละ 1 องค์เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การที่มีตำนานถึงการประดิษฐานพระเกศาธาตุบนยอดเขาแต่ละแห่งเหล่านี้ ต่างก็แสดงให้เห็นถึงการสืบทอดความศักดิ์สิทธิ์มาแต่เดิม ซึ่งก็เป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่เฮี้ยนขลังมาก่อน เพราะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาผีดั้งเดิม
ดังจะเห็นได้ว่าต่างก็เป็นอาศรมสถิตของ “ฤๅษี” ไม่ใช่พระภิกษุสงฆ์ที่ไหน แต่เมื่อไปฟังพระธรรมเทศนาแล้ว ก็ค่อยยอมรับนับถือโดยการนำเอาพระเกศาธาตุมาประดิษฐานไว้ที่อาศรมของตนเป็นสัญลักษณ์แห่งการยอมรับนับถือ
ที่สำคัญก็คือ ความศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาผีดั้งเดิมที่เมืองมอญตามตำนานเหล่านี้ ดูจะมีศูนย์กลางอยู่ที่ “หินใหญ่” อย่างชัดเจน เพราะไม่ว่าจะเป็นศูนย์กลางใหม่อย่างพระธาตุอินทร์แขวน หรือศูนย์กลางดั้งเดิมอย่างที่เขาเกลาศะนั้น ต่างก็เชื่อกันว่าพระเกศาธาตุถูกบรรจุอยู่ในหินใหญ่ที่ถูกสร้างยอดเจดีย์ในพุทธศาสนาครอบทับเอาไว้เหมือนกันนั่นเอง
