สุจิตต์ วงษ์เทศ : ขุนช้างขุนแผน เป็น ‘นิยาย’ ตำนานวีรบุรุษ ไม่มีตัวตนจริง

ขุนช้างขุนแผน เป็น ‘นิยาย’
ตำนานวีรบุรุษ ไม่มีตัวตนจริง
ขุนแผนเป็น “ตำนานวีรบุรุษ” แทรกอยู่กับเรื่องสมเด็จพระพันวษา ในคำให้การชาวกรุงเก่า แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่พบหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีสนับสนุนว่าเป็นเรื่องจริง ดังนั้น ทั้งขุนแผนและสมเด็จพระพันวษาจึงไม่มีตัวตนจริง
ต่อมามีการแต่งเรื่องต่อเติมโดยเพิ่มตัวละคร และขยายโครงเรื่องยืดยาวออกไปเรียกชื่อว่าขุนช้างขุนแผน เหมือน “นิยายฝากสถานที่” อ้างอิงสถานที่จริงเพื่อความสมจริงของเรื่องแต่ง ทำนองเดียวกับนิยายสมัยใหม่เรื่องขุนศึกของ “ไม้ เมืองเดิม”
สมเด็จฯ ว่าขุนแผนเป็นเรื่องจริง
การเรียนการสอนวรรณคดีไทยในสถานศึกษาทุกระดับ เชื่อตามสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่าขุนช้างขุนแผนเป็นเรื่องจริงสมัยอยุธยา และสมเด็จพระพันวษามีพระองค์จริง ขุนแผนก็มีตัวตนจริง
พระพันวษา ในคำให้การชาวกรุงเก่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินอยุธยาที่โปรดให้ขุนแผนออกจากคุก แล้วยกทัพไปตีได้เมืองเชียงใหม่ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเทียบกับพระราชพงศาวดารแล้วมีพระวินิจฉัยว่าพระพันวษาคือ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (ครองราชย์ที่อยุธยาระหว่าง พ.ศ.2034-2072 โอรสสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ, อนุชาสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3)
แต่ต้องไม่ลืมว่าคำให้การชาวกรุงเก่าไม่ใช่หนังสือพงศาวดารของทางการ แต่เป็นคำบอกเล่าของชาวอยุธยาหลายคนที่บอกเล่าให้การต่อเจ้าหน้าที่พม่า ซึ่งมีจุดบกพร่องหลายอย่าง เช่น ชาวอยุธยาจำมากระท่อนกระแท่นสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูก ส่วนเจ้าหน้าที่พม่าก็จดบันทึกตามที่ได้ยินได้ฟังอย่างขาดตกบกพร่อง
ฉะนั้น จึงมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าจะยึดเป็นจริงจังทุกอย่างมิได้ เพราะบอกเล่าเรื่องราวย้อนหลังอย่างตำนาน ทำให้ปนเปกันระหว่างลักษณะของบุคคลหนึ่งกับอีกบุคคลหนึ่ง แล้วมักปนกับเรื่องในอุดมคติกับเรื่องจริง โดยละทิ้งเงื่อนไขของเวลาและสถานที่เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการสร้างคำบอกเล่านั้นๆ อย่างง่ายๆ เห็นได้จากพระชนมายุของพระพันวษาในขุนช้างขุนแผนจะยาวนานผิดปกติ
พระพันวษา แปลว่า พระพันปี โดยรับจากประเพณีจีนเรียกยกย่องผู้มีอายุและมีอำนาจ
ขุนแผน ในคำให้การชาวกรุงเก่ามีดาบฟ้าฟื้น และม้าสีหมอก ยกทัพอยุธยาไปตีได้เมืองเชียงใหม่ แล้วเป็นที่โปรดปรานของพระพันวษา สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่ามีเรื่องราวและตัวตนจริงอยู่ในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 เพราะกลอนเสภาขุนช้างขุนแผนระบุจุลศักราช 847 ตรงกับ พ.ศ.2028 เป็นปีที่ขุนแผนเกิด
กลอนเสภาขุนช้างขุนแผน ตอนต้นเรื่องที่สมเด็จฯ ทรงอ้างถึงจุลศักราช มีความว่า
๏ จะกล่าวถึงขุนแผนขุนช้าง ทั้งนวลนางวันทองผ่องศรี
ศักราชร้อยสี่สิบเจ็ดปี พ่อแม่เขาเหล่านี้คนครั้งนั้น
สมเด็จฯ ทรงสันนิษฐานว่ากลอนเสภาทำตกคำว่าแปด (8) คือจุลศักราชแปดร้อยสี่สิบเจ็ดปี (847) จะตรงกับ พ.ศ.2028 เป็นหลักฐานชัดเจนว่าขุนแผนเกิดในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ระหว่าง พ.ศ.1991-2031 (แต่ขุนช้างขุนแผนฉบับวัดเกาะ มีความต่างไปว่า “ศักราชร้อยยี่สิบเจ็ดปี”)
เรื่องศักราชยังมีคำอธิบายเป็นอย่างอื่นได้อีก อ.พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ (ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์และโบราณคดีของไทย กรมศิลปากร) บอกไว้ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม (เมื่อหลายปีมาแล้ว) ว่า ศักราช 147 ปี ตรงกับปีที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน มีความหมายว่าเก่าแก่นานมาแล้ว คนโบราณยกย่องเป็นศักราชศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนา จึงนิยมใช้จนเป็นประเพณีมีในล้านนาเรียก “อัญชนะศักราช” พบในตำนานสิงหนวัติกุมาร
“ศักราชร้อยสี่สิบเจ็ดปี” ตามกลอนเสภาขุนช้างขุนแผนนั้นถูกต้องแล้ว อ.พิเศษยืนยันว่านั่นเป็นอัญชนะศักราชสุดท้ายที่ตรงกับปีที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน
นี่มิได้หมายความว่าผู้แต่งเสภาต้องการจะบอกว่าเรื่องขุนช้างขุนแผนเริ่มเมื่อ พ.ศ.1 แต่หมายความว่าตัวเลขศักราช 147 คือ “ศักราชสมมุติ” เป็นตัวเลขที่คนไทยสมัยก่อนมีความคุ้นเคยเมื่อนึกถึงเวลาที่เก่าแก่ดึกดำบรรพ์ก็จะนึกถึงตัวเลข 147 นี้เป็นจำนวนแรกที่ติดปาก มากกว่าจะเจตนาให้หมายถึงระยะเวลาปีใดปีหนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจง เหมือนพูดว่า “สมัยพระเจ้าเหา” หมายถึงสมัยนานมาแล้ว โดยมิได้หมายความว่าพระเจ้าเหามีตัวตนจริง
สำนวนภาษาไทยที่ยังพอรู้จักกัน เช่น “โจร 500” มิได้หมายถึงโจรจำนวน 500 คนจริงๆ แต่มีความหมายว่ามีโจรจำนวนมากมาย หรือมีความชั่วสารพัดอย่างจนนับไม่ได้
ฉะนั้น ตัวเลข 147 ก็มีความหมายในสำนวนเก่าเหมือนกับตัวเลข 500 คือให้คุณค่าดึกดำบรรพ์ มิใช่เป็นจำนวนนับได้ตามปริมาณของตัวเลขนั้นจริงๆ
ไม่มีตัวตนจริง
ตํานานนิทานถ้าเทียบปัจจุบันเท่ากับนิยาย หรือเรื่องแต่งจากจินตนาการที่ผู้สร้างสรรค์ขึ้นทั้งจากได้ยินได้ฟังมาและจากที่คิดขึ้นเองผสมกัน สิ่งได้ยินได้ฟังมาอาจเคยเกิดขึ้นจริงๆ บางเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ถูกแต่งเติมเสริมต่อแบบ “บอกเก้าเล่าสิบ” หรือไม่เคยเกิดขึ้นก็ได้
ทั้งนี้ เมื่อยังไม่พบพยานหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดี (ที่ประเมินความน่าเชื่อถือแล้ว) มาสนับสนุน ก็ยังเชื่อไม่ได้ว่าเป็นเรื่องจริง ขุนแผนยุคอยุธยาจึงเป็น “ตำนานวีรบุรุษ” ที่ไม่มีตัวตนจริง
| ตัวละครหลักในขุนช้างขุนแผน มีถิ่นกำเนิดอยู่เมืองสุพรรณ ดังนี้
ขุนช้าง อยู่ย่านวัดประตูสาร, ขุนแผน อยู่ย่านวัดแค, วันทอง อยู่ย่านวัดตะไกร (ปัจจุบันถูกรื้อไปแล้วไม่เหลือซาก) ใกล้วัดประตูสาร เป็นความทรงจำของสุนทรภู่เขียนบอกในโคลงนิราศสุพรรณ (แต่งสมัย ร.3) สุนทรภู่ “มหากวีกระฎุมพี” ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นหนึ่งในบรรดากวีที่ร่วมแต่งเสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน (ตอนกำเนิดพลายงาม) ย่อมรับรู้คำบอกล่าเรื่องถิ่นกำเนิดของขุนช้าง, ขุนแผน, วันทอง ตามที่เข้าใจในกลุ่มชนชั้นนำครั้งนั้น สถานที่สำคัญๆ ในเมืองสุพรรณซึ่งเกี่ยวข้องกับ “นิยายฝากสถานที่” เรื่องขุนช้างขุนแผน ควรมีป้ายบอกความทรงจำด้วยข้อความสั้นๆ ง่ายๆ เพื่อแบ่งปันข้อมูลความรู้สู่พลังสร้างสรรค์และดึงดูดการเดินทางท่องเที่ยวท้องถิ่นอย่างรื่นรมย์ |
