
Multiverse | บัญชา ธนบุญสมบัติ
www.facebook.com/buncha2509
ปฐมคัมภีร์การแพทย์แดนมังกร (1)
อารยธรรมจีนมีจุดเด่นที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ มีบันทึกเรื่องราวต่างๆ ย้อนกลับไปได้นับพันปี โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการแพทย์และสุขภาพนั้น นักประวัติศาสตร์เห็นตรงกันว่า ตำราแพทย์เล่มแรกก็คือ หวงตี้เน่ยจิง (黃帝內經) เรียกย่อๆ ว่า เน่ยจิง
น่าสนใจว่าชื่อหนังสือหวงตี้เน่ยจิงในภาษาอังกฤษ มีการแปลอย่างน้อย 2 ชื่อ ได้แก่ Inner Canon of the Yellow Emperor (อักษรสาสน์แห่งจักรพรรดิเหลือง) และ Esoteric Scripture of the Yellow Emperor (คัมภีร์ลับแห่งจักรพรรดิเหลือง)
จักรพรรดิเหลือง (หวงตี้) คือหนึ่งในกษัตริย์ในตำนานและวีรบุรุษทางวัฒนธรรมที่สำคัญของจีน ถือเป็นหนึ่งใน ‘ซานหวงอู่ตี้’ (สามกษัตริย์และห้าจักรพรรดิ) ซึ่งเป็นผู้ปกครองในยุคโบราณก่อนการก่อตั้งราชวงศ์
จักรพรรดิเหลืองได้รับการยกย่องอย่างสูงในฐานะผู้ริเริ่มอารยธรรมจีน ได้รับการนับถือในฐานะเทพเจ้าองค์สำคัญในลัทธิเต๋า และถือกันว่าเป็นบรรพบุรุษร่วมกันของชาวจีนทั้งมวล มีอิทธิพลอย่างมากต่อความคิดและวัฒนธรรมจีนโบราณ
ความเชื่อเกี่ยวกับจักรพรรดิเหลืองโดดเด่นอย่างมากในยุคราชวงศ์ฮั่น ถือกันว่าพระองค์เป็นผู้ให้กำเนิดรัฐรวมศูนย์อำนาจ และได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ริเริ่มนวัตกรรมที่สำคัญมากมาย เช่น เกวียน, ปฏิทิน, เรือ, การเพาะปลูกพืช, การเลี้ยงไหม, ดนตรีและศิลปะ การประดิษฐ์ตัวอักษรจีน (โดยขุนนางของพระองค์นามว่า ชังเจี๋ย) รวมทั้งยา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์ ‘หวงตี้เน่ยจิง’ อันเป็นหัวข้อหลักของบทความนี้

หวงจี้เน่ยจิง
ที่มา : https://www.unesco.org/en/memory-world/huang-di-nei-jing-huangdineijing-yellow-emperors-inner-canon
หนังสือหวงตี้เน่ยจิงสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นครั้งแรกที่การแพทย์จีนโบราณบันทึกหลักการไว้อย่างชัดเจนว่า การเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ต้องมีเหตุปัจจัย มิใช่เกิดจากการดลบันดาลของเทพเจ้า หรือการกลั่นแกล้งของภูตผีปิศาจ ดังที่เคยเชื่อกันมาแต่เดิม
หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาหลัก 2 ภาค ภาคแรกเรียกว่า หวงตี้เน่ยจิงซู่เวิ่น เรียกย่อๆ ว่า ‘ซู่เวิ่น’ มีเนื้อหาเกี่ยวกับหลักการและทฤษฎีพื้นฐาน ตลอดจนการตรวจวินิจฉัยและการรักษา
ส่วนภาคที่สองเรียกว่า หวงตี้เน่ยจิงหลิงซู เรียกย่อๆ ว่า ‘หลิงซู’ ภาคนี้ว่าด้วยการฝังเข็มเป็นหลัก
ช่วงเวลาที่หนังสือเล่มนี้ถือกำเนิดนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันในทางวิชาการ เพราะนักวิชาการแต่ละคนอาจระบุช่วงเวลาแตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น
นาธาน ซีวิน (Nathan Sivin) ศาสตราจารย์ด้านวัฒนธรรมจีนและประวัติของวิทยาศาสตร์บอกว่า ทั้งซู่เวิ่นและหลิงซูน่าจะถือกำเนิดราว 1 ศตวรรษก่อนคริสตกาล

ภาพจักรพรรดิเหลืองตามที่ปรากฏบนภาพสลักจากสุสานแห่งหนึ่งซึ่งสร้างขึ้นในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 2 จารึกระบุข้อความว่า ‘จักรพรรดิเหลืองทรงสร้างสรรค์และเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ มากมาย พระองค์ทรงประดิษฐ์อาวุธและคิดค้นระบบจัดสรรและเก็บภาษาที่ดิน พระองค์ยังทรงคิดค้นเครื่องแต่งกายทั้งท่อนบนและท่อนล่าง และทรงสถาปนาราชวังและบ้านเรือนขึ้น’
ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/Yellow_Emperor
ศาสตราจารย์ซีวินท่านนี้เคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์กิตติคุณแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย มีความเชี่ยวชาญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์ของจีน รวมถึงปรัชญาและศาสนาจีน ผลงานของท่านได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในแวดวงวิชาการจีนศึกษาและประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์
ส่วน โจเซฟ นีดัม (Joseph Needham) และหลู่กุ้ยเจิน (魯桂珍) ระบุว่า ซู่เวิ่นน่าจะถือกำเนิดขึ้นราว 2 ศตวรรษก่อนคริสตกาล และหากดูเนื้อหาที่ว่าด้วยสรีรวิทยาและพยาธิวิทยาซึ่งอ้างถึงทฤษฎีหยิน-หยางและทฤษฎีเบญจธาตุ ก็พอสรุปได้ว่าทฤษฎีทางการแพทย์ที่กล่าวถึงไม่น่าจะเกิดขึ้นก่อน 320 ปีก่อนคริสตกาล
น่าสนใจว่า โจเซฟ นีดัม ท่านนี้เป็นนักชีวเคมีและนักประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษผู้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการศึกษาประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์ของจีน เขาเริ่มต้นความสนใจในจีนวิทยาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองขณะปฏิบัติหน้าที่ในประเทศจีน
ผลงานชิ้นเอกของโจเซฟ นีดัม คือหนังสือชุด Science and Civilisation in China ซึ่งเป็นงานเขียนที่ครอบคลุมและเจาะลึกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเกี่ยวกับพัฒนาการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีนตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงสมัยราชวงศ์หมิง หนังสือชุดนี้แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าและความคิดสร้างสรรค์อันน่าทึ่งของจีนในหลากหลายสาขา เช่น คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ วิศวกรรม การแพทย์ และการเดินเรือ โดยสรุป นีดัมนำเสนอหลักฐานจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่าจีนเคยเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีของโลกในช่วงเวลาหนึ่ง ผลงานนี้ได้เปลี่ยนมุมมองของโลกตะวันตกที่มีต่อประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์จีนไปอย่างสิ้นเชิง
นอกจากนี้ เขายังก่อตั้ง East Asian History of Science Library (Needham Research Institute ในปัจจุบัน) ที่เคมบริดจ์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการวิจัยที่สำคัญด้านประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเอเชียตะวันออกอีกด้วย
ส่วนหลู่กุ้ยเจินนั้นเป็นคนที่สร้างแรงบันดาลใจให้นีดัมศึกษาภาษาจีน รวมทั้งประวัติศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการแพทย์ของจีนโบราณ
มีข้อสังเกตเล็กๆ เกี่ยวกับการสะกดชื่อของหลู่กุ้ยเจินเผื่อใครสนใจไปค้นจากแหล่งข้อมูลภาษาอังกฤษว่า ชื่อหลู่กุ้ยเจินสะกดได้หลายแบบ โดยเอกสารหลายแห่งสะกดว่า Lu Gwei-Djen ส่วนระบบ Pinyin สะกดว่า L? Gu?zh?n และระบบ Wade-Giles สะกดว่า Lu Kui-chen
ส่วน พอล อูลริช อุนชูลด์ (Paul Ulrich Unschuld) บอกว่า เน่ยจิงซู่เวิ่นนี่น่าจะแต่งขึ้นในช่วงเวลา 400 ปีก่อนคริสตกาล ถึง ค.ศ.260
พอล อูลริช อุนชูลด์ เป็นนักปราชญ์ชาวเยอรมัน ซึ่งเชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์การแพทย์และจีนศึกษา มีบทบาทสำคัญในการศึกษาประวัติศาสตร์การแพทย์จีน และเป็นผู้แปลเอกสารสำคัญทางการแพทย์ เช่น เปิ่นเฉ่ากังมู่ (本草纲目) ซึ่งเป็นตำราสมุนไพรจีนโบราณที่เขียนโดยหลี่ซื่อเจินในสมัยราชวงศ์หมิง
ส่วน หลี่ว์ ฟู่ (呂複) นักวิจารณ์วรรณกรรมชาวจีน ซึ่งมีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 14 มีความเห็นว่า ซู่เวิ่นนั้นมีผู้เขียนหลายคนช่วยกันเพิ่มเติมกันอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาค่อนข้างยาวนาน แต่พอถึงยุคราชวงศ์ฮั่น บรรดานักปราชญ์ลัทธิหยู (ลัทธิขงจื๊อ) ก็นำมาสรุปไว้ในที่ทางเดียวกัน
แม้ช่วงเวลาที่สันนิษฐานกันมาทั้งหมดนี้จะยังไม่ลงตัวเป็นเอกฉันท์ แต่มีจุดสังเกตสำคัญอยู่อย่างหนึ่งก็คือ ช่วงเวลาที่ว่านี้เกิดขึ้นหลังจากยุคชุนชิว (ราว 722 ปี ถึง 476 ปี ก่อนคริสตกาล) อันเป็นยุคที่แผ่นดินจีนแตกแยกเป็นเสี่ยงๆ โดยบรรดาแคว้นน้อยใหญ่ต่างก็ใช้เล่ห์เพทุบายและใช้กำลังทำลายคู่อริ แผ่นดินลุกเป็นไฟ ชาวบ้านเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า
แต่ช่วงเวลาสงครามอันวุ่นวายนี้เองที่อารยธรรมจีนได้ให้กำเนิดมรดกทางปัญญาแก่ผู้คนรุ่นหลัง เช่น ซุนวูได้เขียนตำราพิชัยสงคราม ส่วนนักปราชญ์ทั้งหลายอาทิ เล่าจื๊อ ขงจื๊อ เม่งจื๊อ จวงจื๊อ และม่อจื๊อ ได้ให้กำเนิดปรัชญาสาขาต่างๆ เพื่อตอบปัญหาว่าชีวิตและสังคมในอุดมคติควรจะเป็นเช่นไร ช่วงเวลานี้เองจึงเรียกว่า ‘ยุคปรัชญาเมธี 100 คน’ หรือ ‘บุปผาร้อยดอกบานสะพรั่ง ร้อยสำนักแข่งประชัน’
โดยนัยนี้เป็นไปได้ไหมว่า การแพทย์จีนก็ถือกำเนิดจากเหตุปัจจัยเดียวกัน กล่าวคือ เมื่อมีการรบพุ่งกันมาก ก็ย่อมมีการเสียเลือดเสียเนื้อกันมาก นี่เองมีส่วนสำคัญที่ทำให้วงการแพทย์จีนจึงได้สั่งสมความรู้ขึ้นมามากเพียงพอจนถึงจุดที่สามารถรวบรวมความรู้ ณ เวลานั้นอย่างเป็นระบบ จนทำให้สามารถเขียนหนังสือสำคัญเล่มนี้ขึ้นมาได้
หากข้อสังเกตนี้เป็นจริง ก็อาจกล่าวได้ว่า ท่ามกลางความโกลาหลวุ่นวาย กลับมี ‘บุปผชาติแห่งปัญญา’ ก่อกำเนิดขึ้นมาหลากหลายพันธุ์ บุปผชาติแห่งปัญญาที่ว่านี้ ได้แก่ ตำราพิชัยสงคราม ปรัชญาจีน และคัมภีร์การแพทย์
พื้นที่หมดพอดี โปรดติดตามตอนต่อไปในบทความต่อเนื่องครับ
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
