bg-single

ปรีชภักดิ์ ทีคาสุข : การทูตแบบสิงคโปร์ และการวางตัวภายในความขัดแย้งจีน-อเมริกา

06.06.2019

สิงคโปร์เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่องของขนาดที่เล็ก แต่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ และอำนาจต่อรองบนเวทีการเมืองระหว่างประเทศที่ค่อนข้างสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

และเมื่อกล่าวถึงในระดับของผู้นำประเทศ ผู้นำสิงคโปร์อย่าง Lee Kuan Yew นั้นก็เป็นรัฐบุรุษอาวุโสคนสำคัญในระดับโลก

ที่ไม่ว่ารัฐบาลประเทศมหาอำนาจใดก็ต้องให้ความนับถือและมาขอคำแนะนำจาก Lee Kuan Yew ต่อการบริหารจัดการนโยบายต่างประเทศทั้งสิ้น

ทั้ง Barack Obama และ Xi Jinping หรือแม้แต่ผู้นำอย่าง Deng Xiaoping ภายหลังสืบทอดอำนาจต่อจาก Mao Zedong

โดยจากทัศนะทางนโยบายต่างประเทศและการทูต สิงคโปร์นั้นค่อนข้างมีความโดดเด่นในเรื่องลักษณะและแบบแผนการดำเนินนโยบายต่างประเทศไม่น้อยไปกว่าประเทศใดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้

ซึ่งก็คือแบบแผนการปรับภูมิทัศน์ระหว่างประเทศให้เหมาะกับเงื่อนไขทางยุทธศาสตร์ของตนเอง ด้วยการสร้างดุลแห่งอำนาจ (balance of power) ผ่านการพยายามตรึงมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาให้ยังคงมีบทบาทภายในภูมิภาคดังกล่าวนี้เพื่อคานอำนาจกับรัฐมหาอำนาจระดับภูมิภาครัฐอื่นๆ ที่ริเริ่มโดยนาย Lee Kuan Yew

และยังมีการรับไม้ต่อโดยผู้นำและชนชั้นนำในวงการนโยบายของสิงคโปร์มาจวบจนถึงทุกวันนี้

การต่างประเทศ นโยบายต่างประเทศ และการวางตัวของสิงคโปร์ในฐานะรัฐขนาดเล็กบนเวทีการเมืองระดับภูมิภาคและระดับโลกให้อยู่รอดและยั่งยืนจนถึงปัจจุบันจึงเป็นสิ่งที่เหมาะแก่การนำมาถอดบทเรียนเพื่อต่อยอด เป็นกรณีศึกษาสำหรับรัฐขนาดเล็กรัฐอื่นๆ ที่อาจมีโอกาสต้องประสบกับสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกับสิงคโปร์ในอนาคตได้

และยิ่งโดยเฉพาะกับสถานการณ์การเมืองโลกในปัจจุบันที่รัฐเล็กทั้งหลายในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกกำลังติดอยู่ท่ามกลางสภาพความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐประชาชนจีนในสงครามการค้า (Trade War) และการขยายตัวของโครงการ Belt and Road Initiative ของรัฐบาลจีน

อนึ่ง ทุกๆ ครั้งที่เปิดตำรา รายงาน หรือบทสัมภาษณ์ด้านการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสิงคโปร์ สิ่งหนึ่งที่จะปรากฏขึ้นให้เห็นอย่างสม่ำเสมอจากปากผู้นำ นักการทูตและนักวิชาการด้านนโยบายต่างประเทศของสิงคโปร์คือ ทัศนคติในด้านการวางตัว และการจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของ “สิงคโปร์” บนเวทีการเมืองระหว่างประเทศ โดยจะตั้งอยู่บนฐานของปฏิบัติการทางการทูต 2 รูปแบบ

คือ การสร้างดุลแห่งอำนาจระหว่างมหาอำนาจ (balance of power) และการไม่ยอมฝักใฝ่ฝ่ายใดเป็นพิเศษ

กล่าวคือ ในสายตาของสิงคโปร์ รัฐขนาดเล็กนั้นจะต้องบริหารชุดความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับรัฐมหาอำนาจระดับภูมิภาคอย่างสมดุลไม่พึ่งพิงใคร หรือมหาอำนาจใดเป็นพิเศษ เพราะอาจทำให้เกิดผลเสียที่ตามมา

เช่น การมีอำนาจต่อรองเจรจาที่ต่ำลงบนโต๊ะเจรจาทางการทูตกับรัฐบาลจากประเทศมหาอำนาจ เหมือนอย่างมาเลเซีย กัมพูชา และลาวที่พึ่งพาการลงทุนจากรัฐบาลจีนมากเกินไปจนเกิดการเสียสมดุลทางอำนาจเหล่านั้นขึ้น

ในอีกมุมหนึ่งแม้เศรษฐกิจของสิงคโปร์จะพึ่งพาการค้าขายกับสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นหลัก แต่สิงคโปร์ก็ไม่เคยแม้แต่จะเปิดช่องว่างและโอกาสให้รัฐบาลจีนเข้ามามีอำนาจต่อรองที่เหนือกว่าสิงคโปร์เลยแม้แต่ครั้งเดียว

เพราะสิงคโปร์นั้นเข้าใจและตระหนักดีถึงบริบททางภูมิรัฐศาสตร์และเงื่อนไขทางยุทธศาสตร์ของตนเองดีว่าเป็นรัฐขนาดเล็กท่ามกลางรัฐมหาอำนาจระดับภูมิภาคหลายรัฐ ไม่ว่าจะเป็นจีน รัสเซีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น

ทำให้สิงคโปร์นั้นจำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์ทางยุทธศาสตร์ (strategic vision) ที่กว้างไกล และวางรากฐานของการต่างประเทศตัวเองให้รอบคอบเสมอมาตั้งแต่หลังก่อตั้งประเทศในช่วงสงครามเย็น เพื่อสร้างความปลอดภัย เอาตัวรอด และปิดจุดบอดทางยุทธศาสตร์ของตนเองให้ได้

นอกจากนี้สิงคโปร์ยังเล็งเห็นว่าหากมีการสร้างดุลแห่งอำนาจระหว่างรัฐมหาอำนาจขึ้นในระดับภูมิภาคทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเขตซ้อนทับอย่างภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนั้นภายใต้ระบบเสรีนิยมระหว่างประเทศ (liberal rules-based system) ได้ จะทำให้รัฐขนาดเล็กที่ถูกล้อมกรอบด้วยมหาอำนาจระดับภูมิภาคเหล่านั้นได้ประโยชน์สูงสุด จากการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนในระยะยาว (sustainable co-existence) ไม่สร้างภาระและภัยคุกคามทางเศรษฐกิจให้แก่กัน

ในกรณีที่หากมีรัฐขนาดใหญ่ระดับภูมิภาคก่อความตึงเครียดทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างกันนั้น รัฐขนาดเล็กย่อมได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงไปด้วย (แม้บางรัฐอาจได้รับผลประโยชน์จากสงครามการค้า แต่สิงคโปร์มองว่ามันก็จะเป็นเพียงผลประโยชน์ในระยะสั้นเท่านั้น)

สิงคโปร์จึงเป็นประเทศหนึ่งที่ออกตัวไม่เห็นด้วยในการเกิดขึ้นของสงครามการค้าและการเผชิญหน้ากันของสองมหาอำนาจ (สหรัฐอเมริกาและจีน) มาตลอดตั้งแต่แรกเริ่ม

 

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นอยู่บ่อยครั้งผ่านแนววิธีคิดของทั้ง Lee Kuan Yew, Lee Hsien Loong และ Goh Chok Tong รวมถึง Vivian Balakrishnan ในฐานะนักการเมืองผู้มีอำนาจในการออกนโยบาย ที่มักออกมานำเสนอแนวทางของการยับยั้งสงครามการค้าและความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจ

พร้อมเรียกร้องให้หลายๆ ประเทศนั้นดำเนินนโยบายตามแบบสิงคโปร์

ตัวอย่างเช่น เมื่อสัปดาห์ก่อน Goh Chok Tong ก็ออกมากล่าวสุนทรพจน์ชักชวนให้นานาชาตินั้นรวมตัวกันเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยต่อสงคราม (voice of moderation) แล้วโน้มน้าวให้สหรัฐอเมริกาหามาตรการผ่อนคลายความตึงเครียดของสถานการณ์ข้างต้นให้เร็วที่สุด

ทั้งนี้ เพราะสิงคโปร์มองว่า หากสงครามการค้าถลำลึกลงไปมากกว่าสถานการณ์ในปัจจุบัน อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจทั้งสองมหาอำนาจได้

จากเดิมที่เคยดำรงสถานะเป็นคู่แข่ง (competitors) ของกันและกัน ก็จะแผลงกลายไปเป็นศัตรู (enemies)

แล้วทำให้ความสัมพันธ์เดิมที่มีลักษณะเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด หรือคู่แข่ง ที่ไม่ใช่ทั้งเพื่อนและศัตรู (frenemies) นั้นสะบั้นลง

ดังนั้น สงครามการค้าจำเป็นต้องหยุด และสหรัฐอเมริกาจำเป็นจะต้องดึงความสัมพันธ์ของทั้งคู่ (อเมริกา-จีน) ให้กลับมาอยู่ในสถานะที่สามารถร่วมมือกันและแข่งขันกันในแบบเดิมได้อีกครั้ง

ข้อเสนอนี้ชุดเคยออกมาจากปากของ Lee Kuan Yew เมื่อเกือบ 10 ปีที่ผ่านมาแล้วในหนังสือรวมบทสัมภาษณ์ที่ชื่อ Lee Kuan Yew : The Grand Master”s Insights on China, the US, and the World ที่ Lee ออกปากเตือนสหรัฐอเมริกาว่าไม่ควรเดินไปตามแนวทางของ Thucydides Trap (ทฤษฎีที่ว่าด้วยการมองจีนเป็นศัตรูเพราะกลัวจีนจะก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจหน้าใหม่แทนสหรัฐอเมริกา)

สหรัฐอเมริกาไม่ควรปฏิบัติเหมือนว่าจีนเป็นศัตรู

แต่ควรจะให้โอกาสจีน มองจีนในฐานะคู่แข่ง และให้การยอมรับจีนในฐานะที่จีนเป็นมหาอำนาจหนึ่งคู่กับสหรัฐอเมริกาในระเบียบโลกแบบเสรีนิยมมากกว่า เนื่องจากยุคนี้ไม่ใช่ยุคสงครามเย็น และระเบียบโลกนั้นก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว

สหรัฐอเมริกาไม่จำเป็นต้องปฏิบัติต่อจีนเหมือนครั้งที่เคยปฏิบัติต่อสหภาพโซเวียต (Lee ไม่เชื่อในนโยบายการปิดล้อมจีน เพราะมีแต่จะทำให้จีนแข็งกร้าวมากขึ้นเท่านั้น) ซึ่งแนวคิดข้อนี้ได้รับการย้ำเสริมอีกครั้งเมื่อสามวันที่ผ่านมาโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสิงคโปร์ (Vivian Balakrishnan)

 

โดยสรุปคือ ในสายตาของชนชั้นนำในสิงคโปร์นั้น รัฐขนาดเล็กควรที่จะวางตัวให้เป็นกลาง

และบริหารความสัมพันธ์ที่ตนมีต่อประเทศมหาอำนาจที่รายล้อมอยู่อย่างระมัดระวัง

เพื่อไม่ให้ตกไปอยู่ในเกมที่ตนเองเสียเปรียบ (zero-sum game) และความสัมพันธ์ที่ไม่สมดุล ไร้อำนาจการเจรจาต่อรอง

ส่วนในมิติของระบบความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจนั้น สิงคโปร์มองว่าเวทีการเมืองระหว่างประเทศและระหว่างภูมิภาคนั้นมีขนาดที่ใหญ่เพียงพอสำหรับทั้งสหรัฐอเมริกาและจีนในการเข้ามามีบทบาทร่วมกัน

นอกจากนี้ วิสัยทัศน์ทางการทูตและยุทธศาสตร์ที่สำคัญและน่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างของเหล่าผู้นำสิงคโปร์ก็คือ เหล่าผู้นำสิงคโปร์นั้นมีวิสัยทัศน์ที่ค่อนข้างยาวไกล และรอบคอบในเชิงนโยบายและรู้จักนำเอากรอบแนวคิดทางยุทธศาสตร์มาใช้ในการกำหนดทิศทางนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลตนเองในระยะยาวจนเกิดแบบแผนทางยุทธศาสตร์ (strategic culture) ที่แน่นอน

และที่สำคัญไม่แพ้กันคือ สิงคโปร์ไม่ได้มองการณ์ไกลเฉพาะแค่กับความอยู่รอดของรัฐตนเองเท่านั้น หากแต่ยังมีความห่วงใยที่จะแสดงวิสัยทัศน์ออกไปในเชิงรุกถึงในส่วนของความมั่นคงยั่งยืนของสถาปัตยกรรมทางการทูตระดับภูมิภาคโดยรอบ

ด้วยการออกหน้าเป็นหัวขบวนทำการชักจูงให้หลายๆ ฝ่ายได้หันหน้ากลับเข้าสู่ระเบียบระหว่างประเทศ ระเบียบระดับภูมิภาคและโลกร่วมกัน

เพื่อผลประโยชน์ในระยะยาว และการลดความเสี่ยงจากการเกิดผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษนี้ให้มีโอกาสต่ำลงอีกด้วย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | วันอาทิตย์ 13 กันยายน เริ่มต้น จุดตัด การเมือง
“ยศชนัน” ควง รมช.เกษตร นำ สส.เพื่อไทย ซื้อนมปั่นไทยเดนมาร์ค ส่งเสริม – อุดหนุนเกษตรกรโคนม
”วรวงศ์“ ห่วง ไทยโดนภาษีสหรัฐฯ เพิ่ม จี้ ”ศุภจี“ ตอบให้ชัด ปิดดีลแล้วหรือยัง ชี้ ไทยโดนอัตราภาษี 12.5% แต่ทำไมบอก 19%
50 ปี 6 ตุลาฯ (1) การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง
Darecation ทุกรกิริยาในวันหยุด
ดินแดง ราชปรารภ กระสุน จากปืน ความเร็วสูง ปลิดชีพ ล่าม ทะลวง รปภ.
นิทาน AI แต่งน่ะได้ …แต่ไร้คุณภาพ
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (20)
E-DUANG | การแยก แตกตัว ความคิด การแยก แตกตัว การเมือง
ภาษาไทย “อุบัติ”—ไม่ “วิบัติ”
PEA ครบรอบ 66 ปี แห่งความไว้วางใจ ประกาศก้าวใหม่ “Powering Every Life” ขับเคลื่อนพลังงานไทยสู่อนาคต
ถึงสถานีปลายทางสุขภาพ! “BEM Care 2026 Health Station สถานีสุขภาพ” ปิดฉากอย่างคึกคัก