bg-single

ย้อนคดีเมถุน-ที่มาจิ้งเขียว “อดีตพระยันตระ”

10.03.2026

ย้อนคดีเมถุน-ที่มา ‘จิ้งเขียว’

พระอาจารย์ยันตระ นามเดิมชื่อว่า วินัย ละอองสุวรรณ

หากย้อนคดีอันฉาวโฉ่ของอดีตพระยันตระ เริ่มที่ประวัติของนายวินัยเอง โดยนายวินัยเกิดเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2494 ที่ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ต่อมาเข้ามาเรียนใน กทม. เมื่อเรียนจบ ก็ไปนุ่งขาวห่มขาวเป็นโยคีอยู่ที่เกาะเสม็ด จ.ระยอง และที่ภูกระดึง จ.เลย รวมทั้งเดินทางไปยังอินเดียและเนปาล

จนกระทั่ง พ.ศ.2517 จึงบวชเป็นพระภิกษุที่วัดรัตนาราม อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ต่อมาได้สร้างชื่อเสียงมีลูกศิษย์ลูกหามาก ด้วยความเป็นพระสงฆ์ที่หน้าตาหล่อเหลา พูดภาษาอังกฤษได้ แสดงตนเป็นพระปฏิบัติเคร่งครัด ธุดงค์ไปตามพื้นที่ต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ถึงขั้นพาคณะศิษย์ทั้งอุบาสกและอุบาสิกาออกทัวร์รอบโลก อ้างเป็นการปฏิบัติธรรม

โด่งดังในร่มกาสาวพัสตร์อยู่ได้ 20 ปี ก็มีเรื่องขึ้นในปี 2537 เมื่อ ดร.กิ่งแก้ว อัตถากร พาแม่ชีแก้วตา หม่องจินดา ร้องเรียนอธิบดีกรมการศาสนาในขณะนั้นว่าถูกพระยันตระเสพเมถุน และยังมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับสีกาชาวต่างประเทศ คือ น.ส.อีวา คาลเดน นักดนตรีชาวเดนมาร์ก และ น.ส.ซูซาน วอร์นิเก้ นักจิตวิทยาชาวเยอรมัน

หนังสือพิมพ์ “ข่าวสด” เป็นสื่อที่เปิดข่าวชิ้นนี้สร้างความอือฮาไปทั่ว เพราะเป็นพระที่มีศิษย์สาวกมากมายกว้างขวาง จากนั้นข่าวสดเดินหน้าขุดคุ้ยข้อมูลพยานหลักฐานเพื่อยืนยันความจริงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการปล่อยข่าวว่าเป็นขบวนการนารีพิฆาต และถึงขั้น รมช.ศึกษาธิการสมัยนั้นโจมตีแม่ชีแก้วตาว่าวิกลจริต

แต่ด้วยการเปิดโปงข้อมูลและหลักฐานอันชัดแจ้ง ก็พบกับความไม่ชอบมาพากล ทั้งเรื่องการปฏิบัติตัวไม่เหมาะสมในสมณรูป ทั้งการเล่นตู้เกม แต่งตัวเป็นเจงกิสข่าน จนเริ่มสร้างความหวั่นไหวให้ลูกศิษย์และฝ่ายบ้านเมืองที่ต้องตรวจสอบ

ก่อนมาเจอทีเด็ด เมื่อเปิดตัวนางจันทิมา หรือเทียมจันทร์ มายะรังสี ที่ระบุว่ามีสัมพันธ์กับยันตระ ถึงขั้นมีบุตรสาวด้วยกันชื่อ “น้องกระต่าย” ที่ถือกำเนิดที่ประเทศยูโกสลาเวียในสมัยนั้น

รวมทั้งหลักฐานทางการเงิน สลิปบัตรเครดิตในการท่องเที่ยวอาบอบนวดไดมอนเอสคอร์ต ที่นิวซีแลนด์ ด้วยบัตรอเมริกันเอ็กซ์เพรส ที่ญาติโยมถวายให้เพื่อใช้เผยแผ่ธรรมะ แต่กลับเอามาใช้เสพสุข

ตรวจสอบลายเซ็นตรงกับพาสปอร์ตอย่างดิ้นไม่หลุด

จนกระทั่งมหาเถรสมาคมมีคำสั่งให้พระยันตระเจาะเลือดตรวจดีเอ็นเอ ว่าเป็นพ่อลูกกับ ด.ญ.กระต่ายจริงหรือไม่ ขีดเส้นในวันที่ 31 มีนาคม 2538

โดยที่พระยันตระในขณะนั้นก็บ่ายเบี่ยงอ้างถึงขั้นเป็นอนันตริยธรรมที่ทำให้พระอรหันต์หลั่งเลือด

ในที่สุดเมื่อถึงเดตไลน์ พระยันตระก็ไม่ยอมเจาะเลือด แต่กลับเข้ากุฏิผลัดเปลี่ยนเป็นห่มผ้าเขียว และระบุว่าไม่ได้เปล่งคำลาสิกขา จนได้รับขนานนามว่าจิ้งเขียว ต่อมาเพื่อหลบเลี่ยงคดีความที่เกิดขึ้นจำนวนมาก จึงตัดสินใจลี้ภัยไปสหรัฐอเมริกา และกลับไทยอีกครั้งเมื่อปี 2557 เมื่อคดีหมดอายุความ

อดีต ‘ยันตระ’
กลับไทยฉลองวันเกิด72ปี

เหตุการณ์นี้กลายเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง โดยเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2566 มีการเผยแพร่ภาพของนายวินัย ละอองสุวรรณ หรืออดีตพระยันตระ อมโร อดีตพระภิกษุชื่อดัง ที่มีพระภิกษุ และแม่ชี กราบไหว้นายวินัยที่นั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างสง่างาม โดยมีการระบุว่าสถานที่ดังกล่าวคืออาศรมเกพลิตา โพธิวิหาร ต.หนองบอน อ.เมือง จ.สระแก้ว

จนเกิดคำถามถึงความไม่เหมาะสมที่พระภิกษุมากราบไหว้ฆราวาส แถมยังเป็นผู้ต้องอาบัติปาราชิกมาก่อนหน้านี้

เมื่อตรวจสอบก็ทราบว่า นายวินัยเดินทางกลับมาจากสหรัฐอเมริกาเมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ก่อนจะพักบ้านลูกศิษย์ที่ จ.ปทุมธานี แล้วไปยังสำนักป่าสุญญตาราม บ้านเกริงกระเวีย อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี แล้วจึงเดินทางไปบ้านเกิดที่ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ระหว่างวันที่ 16-18 ตุลาคม

ซึ่งก็มีคลิปวิดีโอระหว่างที่นายวินัยและลูกศิษย์ไปสักการะพระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช โดยมีชาวบ้านมารอต้อนรับนับสิบ แถมยังนำผ้าขาว กระเป๋าสะพาย กระเป๋าเงิน ให้นายวินัยเหยียบตลอดทาง

คิดว่าเป็นเรื่องสิริมงคล!??

ต่อมาวันที่ 19 ตุลาคม นายวินัยเดินทางไปพำนักที่อาศรมเกพลิตา โพธิวิหาร จ.สระแก้ว และยังไปบ้านลูกศิษย์ที่ จ.ปทุมธานี ก่อนเดินทางกลับสหรัฐเมื่อเวลา 04.00 น. วันที่ 27 ตุลาคม 2566

ซึ่งจากการสอบถามลูกศิษย์ระบุว่า เป็นการเดินทางกลับประเทศไทยหลังจากที่ไม่ได้กลับมา 2 ปีจากสถานการณ์โควิด และต่อจากนี้จะกลับมาทุกปีในช่วงวันเกิด 14 ตุลาคม

ขณะที่นายวินัยให้สัมภาษณ์ถึงข้อวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมในการที่มีพระภิกษุมากราบไหว้ว่า “อาตมายืนยันว่ายังเป็นนักบวชอยู่ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง มีแต่รูปแบบภายนอกเท่านั้นที่เปลี่ยนไป เพียงแต่อาตมาไม่ปลงผม ไม่ปลงหนวด ปล่อยไปตามธรรมชาติ เพราะอาตมาอยู่อเมริกา อยู่ป่าจะมาวัดเป็นครั้งคราว ในวันวิสาขบูชา หรือวันมาฆบูชา หรือวันอาสาฬหบูชา และไม่เคยเรียกร้องให้ใครมากราบไหว้ ไม่เคยบอกใครต้องมาเคารพกราบไหว้นอบน้อม”

ส่วนที่เดินทางกลับมาไทยก็เพราะเป็นแดนมาตุภูมิที่เกิดของอาตมา อาตมาเกิดที่ปากพนัง นครศรีธรรมราช ยังมีญาติพี่น้องอยู่มาก ตั้งใจมาเยี่ยม และศิษย์สาธุชนที่ยังมีความเลื่อมใสอยู่ ทุกคนดีใจที่อาตมากลับมา ก็มากราบมาไหว้ อาตมาก็ไม่มีสิ่งใดนอกจากพูดให้ธรรมะ และยอมรับว่าจะให้คนมาเข้าใจเราทั้งหมดคงไม่ได้

เป็นคำชี้แจงจากอดีตพระยันตระ

ศิษยานุศิษย์หลายพันคน
ร่วมพิธีสลายร่าง

ในวันที่ 9 มีนาคม 2568 อดีตพระยันตระได้ละสังขารด้วยอาการอันสงบ สิริอายุ 73 ปี 4 เดือน 8 วัน

ต่อมาวันที่ 10 มีนาคม 2569 ที่สำนักป่าสุญญตาราม ต.ปรังเผล อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี พระพรหมวชิรมงคล เจ้าอาวาสวัดราชาธิวาสราชวรวิหาร (กทม.) เป็นประธานในพิธีประชุมเพลิงสลายสรีระสังขาร อดีตพระยันตระ อมโรภิกขุ (วินัย ละอองสุวรรณ) โดยมีพระภิกษุ สามเณร แม่ชี ศิษยานุศิษย์ ทั้งชาวไทยและต่างชาติ พุทธศาสนิกชน ที่ให้ความเคารพนับถือพระยันตระ อมโรภิกขุ ร่วมพิธีหลายพันคน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

PEAKY BLINDERS : THE IMMORTAL MAN | ‘ราชายิปซี’
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (1)
ดันดาดัน : เพราะโลกมีผี เอเลียนถึงบุกโลกไม่ได้
‘Laufey in Bangkok’ ‘เมโลดี้จับใจ’ ในโลกที่เกือบจะไร้ ‘ท่วงทำนอง’
ศธ.ล้างไพ่ พ.ร.บ.การศึกษาฯ โจทย์ใหญ่ อนาคตประเทศ
ช่องว่าง
เข็ดแล้ว พอแล้ว ไม่แต่งงานแล้ว
ฉุด-หนีตาม วัฒนธรรมประชาชน
บทเรียนเอสซีจี วิกฤติ และโอกาส (3)
‘ถนน ที่ไม่ได้อยู่ในฝัน’
อัพ สกิล ทางไหน | สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
E-DUANG | ระหว่าง ปฎิทิน กับ ปฏิรูป สะท้อน ความคิด การเมือง