
ไม่เพียงแต่ “จำนำยุ้งฉาง”จะเป็นปัญญาประดิษฐ์ 1 ซึ่งเข้ามาสอดสวมแทนคำว่า “จำนำข้าว” เท่านั้น
หากยังเกิดขึ้นพร้อมกับคำว่า “ราคาเทียม”
ราคาเทียมถือได้ว่าเป็นการคิดประดิษฐ์สร้างในกระสวนเดียว กันกับคำว่า
”ขอคืนพื้นที่” และ “กระชับพื้นที่”
แม้ว่ารากฐานของ 2 คำหลังจะมาจากศูนย์อำนวยการในสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.)ซึ่งมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ มีส่วนร่วม
แต่ไม่น่าเชื่อว่าจะมาจากสมองก้อนโตของ 2 คนนี้
ต่อเมื่อคำแถลงหลังการประชุมคณะเลขาธิการคสช.ปรากฏขึ้นโดย พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก โดยมีคำว่า “ราคา เทียม”
ร่วมอยู่ด้วยกับประเด็นอันเกี่ยวกับชาวนา
ทุกคนก็รู้ว่านี่ย่อมเป็น”ปัญญาประดิษฐ์” อันมาจากสมองก้อนโตของ “ทหาร”
คำนี้จึงมากด้วย “ศักยภาพ” ในทาง “ความคิด”
พลันที่มีคำว่า “ราคาเทียม” บังเกิดขึ้น ย่อมนำไปสู่คู่เปรียบเทียบทันทีว่า ราคาใน”ตลาด”มิได้เป็นจริง
นั่นก็คือ มีการสร้างขึ้น ทำขึ้น
หากประเมินผ่านกระบวนการสังเคราะห์ของรัฐบาลและของคสช.ก็จะประจักษ์ในความเชื่อ
1 เชื่อว่า”ราคาเทียม” เกิดจาก”การสมคบคิด”
นั่นก็คือ เป็นการสมคบคิด ปั่นและสร้างสถานการณ์ขึ้นโดย นักการเมือง กับ โรงสี
1 เชื่อว่าปัญหา”วิกฤตข้าว”เป็นเรื่อง”การเมือง”
ทั้งๆที่ในความเป็นจริง วิกฤตข้าวเกิดเนื่องแต่”ราคา”อันเป็นเรื่องของการซื้อขาย เป็นเรื่องในทางธุรกิจ เป็นเรื่องในทางเศรษฐกิจ
เมื่อมีการปั่นและสร้าง”ราคาเทียม” จึงย่อมเป็นปัญหาในทาง”การเมือง”
กระนั้น กระบวนการแก้ปัญหาของรัฐบาล”น่าคิด”
ความจริง เมื่อเป็นปัญหาในทาง”การเมือง” ก็ต้องใช้กระบวนการในทางการเมืองเข้าไปแก้
แต่รัฐบาลกลับใช้วิธีการ”ทางเศรษฐกิจ”
นั่นก็เห็นได้จากมติของคณะกรรมการนโยบายและการบริหารจัดการข้าว(นยข.)
นั่นก็คือ ใช้มาตรการ”จำนำ”
เหมือนกับจะเลียนแบบการแทรกแซงราคาในยุค น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่ไม่ใช่
เพราะเป็นมาตรการจำนำ”ยุ้งฉาง”
กระบวนการในการแก้ปัญหาจึงวางน้ำหนักไปในทางเศรษฐ กิจมากกว่าในทางการเมือง เท่ากับเป็นการเอามาตรการเศรษฐกิจไปแก้ไขปัญหาทางการเมือง
ทั้งๆที่มาตรการ”จำนำ”เป็นการบิดเบือน”ราคา”
ไม่ว่าจะจำนำ”ข้าว” ไม่ว่าจะจำนำ”ยุ้งฉาง”ก็ล้วนเป็นการแทรกแซงและบิดเบือน”กลไกตลาด” กลไกราคา
