bg-single

ตำแหน่งแห่งที่ของ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในยุทธศาสตร์การเป็นมหาอำนาจของอินเดีย

09.12.2016

เมื่อวันที่ 25 พ.ย. ที่ผ่านมา นายปิยณัฐ สร้อยคำ นักศึกษาปริญญาเอกด้านนโยบายต่างประเทศอินเดีย มหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูวส์ สหราชอาณาจักร ได้นำเสนอบทความเรื่อง ‘ตำแหน่งแห่งที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในยุทธศาสตร์การเป็นมหาอำนาจของอินเดีย’ ในเวทีเสวนา อาเซียน + อินเดีย : มหาภารตะ และ อุษาคเนย์ ซี่งเป็นส่วนหนี่งของการสัมมนาประจำปีของมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์

ที่จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ ASEAN : Siam-Thailand + Japan + China and + India ณ มหาวิทยาลัยพะเยา จังหวัดพะเยา ซี่งมี ศ. พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ (ธรรมศาสตร์) อ.คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (ศิลปากร) ดร.สิงห์ สุวรรณกิจ (เชียงใหม่)ร่วมอภิปราย โดยมี ผศ.กาญจนี ละอองศรี (ธรรมศาสตร์) เป็นผู้ดำเนินรายการ

สรุปสาระสำคัญสำหรับผู้สนใจ ดังนี้

1. มหาภารตะมิได้หมายถึงวรรณกรรมเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่หากมองในมุมมองเชิงรัฐศาสตร์-ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาภารตะ หรือ อินเดียที่ยิ่งใหญ่ อาจหมายถึงยุทธศาสตร์การเป็นมหาอำนาจของอินเดีย เช่นกัน

2. แม้จะมีความสัมพันธ์เชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน แต่อินเดียให้ความสำคัญและดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างชัดเจนต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกิดขึ้นเพียงภายหลังปี คศ.2000 เมื่อกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม) เข้ามาเป็นสมาชิกของประชาคมอาเซียน ทำให้อาเซียนเป็นตัวแทนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยสมบูรณ์

3. การเป็นมหาอำนาจจำต้องมีขีดความสามารถเชิงการทหารและเศรษฐกิจ แต่การเป็นมหาอำนาจที่อินเดียต้องการจะเป็นนั้น มีลักษณะและรูปแบบแตกต่างจากมหาอำนาจอื่นๆ กล่าวคืออินเดียต้องการเป็นมหาอำนาจที่เคารพอำนาจอธิปไตยและการตัดสินใจของผู้อื่น ดำเนินนโยบายต่างประเทศด้วยความสันติ อ่อนโยนและรับผิดชอบ บนรากฐานทางอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ และต้องให้คุณค่ากับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

4. ดังนั้นการที่จะก้าวเป็นมหาอำนาจดังกล่าว อินเดียจึงต้องใช้อำนาจละมุน (Soft Power) อาทิ วัฒนธรรม แนวคิดการพัฒนา การเจรจาพหุภาคี และสันติวิธี เป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ

5. เพื่อจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในยุทธศาสตร์การเป็นมหาอำนาจของอินเดียจะพบว่า

5. 1 อินเดียเคารพในอำนาจอธิปไตยและมุ่งหวังให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลุดพ้นจากจักรวรรดินิยม จึงสนับสนุนขบวนการต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราชในภูมิภาค และเพื่อเคารพในสิทธิเสียงของประเทศต่างๆ การสนับสนุนการทูตแบบพพุภาคีจึงถูกนำมาใช้ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อาทิ Asian Relations Conference, Afro-Asian Conference, Non-Aligned Movement หรือแม้กระทั่งในปัจจุบันที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในกรอบ ASEAN-India, BIMSTEC, Mekong-Ganga Cooperation.

5.2 อินเดียต้องการให้ถูกมองว่าเป็นมหาอำนาจที่อ่อนโยนและสันติ ดังจะเห็นได้จากการนำเสนอหลักการปัญจศีลว่าด้วยการอยู่ร่วมกันโดยสันติ (Principles of peaceful co-existence) การเสนอให้ระงับข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ด้วยการเจรจาและยอมรับในกฏหมายระหว่างประเทศ การทำให้ ‘คานธี’ เป็นต้นแบบสันติภาพโลก รวมถึงการส่งกองกำลังเข้าร่วมภารกิจรักษาสันติภาพกับสหประชาชาติในกัมพูชา/เวียดนาม โดยถือเป็นการใช้ขีดความสามารถทางการทหารที่ตนมีเพื่อสร้างระเบียบสังคมระหว่างประเทศ

5.3 ความร่ำรวยในอารยธรรมและความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมทำให้อินเดียสามารถเชื่อมโยงกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้โดยธรรมชาติ หน่วยงานชื่อสภาความสัมพันธ์วัฒนธรรมอินเดีย (Indian Council of Cultural Relations) เป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม จัดต้งศูนย์วัฒนธรรมอินเดียในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดส่งศาสตราจารย์อาคันตุกะ (ICCR Chair) เพื่อไปประจำต่างสถาบันการศึกษาชั้นสูงในภูมิภาค นอกจากนี้ยังให้ทุนการศึกษาสำหรับนักเรียน อนี่งในความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรม อินเดียใข้นโยบาย เช่น การทูตโบราณคดี (บูรณะโบราณสถานที่ได้รับอิทธิพลอินเดียในกัมพูชา เวียดนาม ลาว เมียนมาร์ อินโดนีเซีย) การทูตพระพุทธศาสนา (การส่งเสริมการแสวงบุญ ยกเว้นวีซ่าสำหรับนักบวช และการฟื้นฟูมหาวิทยาลัยนาลันทา) การทูตภาษาและวรรณกรรม (สนับสนุนการศึกษาภาษาสันสกฤต การจัดการประชุมนานาชาติว่าด้วยรามายณะ และการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนการแสดงทางวัฒนธรรม) เป็นต้น อย่างไรก็ตามแม้จะมีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมที่ยาวนานและเด่นชัด แต่อินเดียไม่สามารถใช้การทูตเชิงวัฒนธรรมดังกล่าวได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากแนวคิดการต่อต้านจักรวรรดินิยมและต่อต้านอาณานิคมที่อินเดียยึดเป็นหลักในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ ฉะนั้นอินเดียจึงหลีกเลี่ยงที่จะมองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในฐานะอาณานิคมทางวัฒนธรรม แต่เน้นไปที่การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างสองภูมิภาคมากกว่า ความเข้มข้นและการเน้นความเป็นอินเดียในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงไม่ชัดเจนเท่าใดนัก

5.4 อินเดียให้ความสำคัญกับการส่งเสริมศักยภาพของมนุษย์ในฐานะทุนทางสังคม ผ่านการสนับสนุนการฝึกอบรมทักษะวิชาชีพต่างๆในโครงการ ITEC อีกทั้งเพื่อลดช่องว่างการพัฒนาระหว่างกลุ่มประเทศ CLMV และชาติสมาชิกอาเซียนอื่นๆ อินเดียจึงได้จัดตั้งศูนย์ศึกษาภาษาอังกฤษ ศูนย์อบรม IT และศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการขึ้น ในกลุ่มเวียดนาม ลาว กัมพูชา และเมียนมาร์ เพื่อให้ประชาชนในประเทศเหล่านี้สามารถพี่งพาตนเองได้

6. เมื่อเชื่อมโยงกับมหาอำนาจเช่น จีน และ ญี่ปุ่น ที่มีอิทธิพลอย่างสูงยิ่งต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบความแตกต่างจากอินเดียสำคัญ 2 ประการคือ

6.1 จีนหลีกเลี่ยงความสัมพันธ์แบบพหุภาคีแต่มุ่งสร้างอิทธิพลผ่านการเจรจาแบบทวิภาคี รวมถึงนโยบายต่างประเทศที่แข็งกร้าวและมุ่งประโยชน์ต่อตนเองเป็นหลัก ซี่งแตกต่างจากอินเดียที่เน้นการสร้างความร่วมมือผ่านกรอบองค์การระหว่างประเทศและสร้างชุดคุณค่าร่วมกัน (Mutual norms) เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วม (Mutual benefit)

6.2 ในด้านยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นั้น แม้ญี่ปุ่นจะเน้นการพัฒนาคุณภาพทรัพยากรมนุษย์เช่นเดียวกับอินเดีย แต่กลับพบว่า Soft Connectity ที่ญี่ปุ่นต้องการนำเสนอเป็นไปเพื่อพัฒนาขีดความสามารถของแรงงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากบนลงล่าง (จากประเทศที่พัฒนาแล้วไปสู่ประเทศกำลังพัฒนา) ให้ตอบสนองต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ซี่งแตกต่างกับอินเดียที่เน้นแนวคิดการพี่งพาตนเองและการช่วยเหลือระหว่างกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (South-South Cooperation)

7. อินเดียมีแนวคิดการเป็นมหาอำนาจในแบบของตนเอง แนวคิดดังกล่าวได้กำหนดกรอบนโยบายต่างประเทศเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ดังนั้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงควรทำความเข้าใจรูปแบบ ‘มหาอำนาจ’ ที่อินเดียต้องการจะเป็น และแสวงหาความร่วมมือภายใต้ยุทธศาสตร์การเป็นมหาอำนาจของอินเดียดังกล่าว



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วิวัฒนาการที่กำกับได้ (2) : การกำกับวิวัฒนาการในหลอดทดลอง
ยุคสมัยอันว่างเปล่า เรามีชีวิตไปเพื่ออะไร
สองทศวรรษของชีววิทยาสังเคราะห์ (3)
PEAKY BLINDERS : THE IMMORTAL MAN | ‘ราชายิปซี’
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (1)
ดันดาดัน : เพราะโลกมีผี เอเลียนถึงบุกโลกไม่ได้
‘Laufey in Bangkok’ ‘เมโลดี้จับใจ’ ในโลกที่เกือบจะไร้ ‘ท่วงทำนอง’
ศธ.ล้างไพ่ พ.ร.บ.การศึกษาฯ โจทย์ใหญ่ อนาคตประเทศ
ช่องว่าง
เข็ดแล้ว พอแล้ว ไม่แต่งงานแล้ว
ฉุด-หนีตาม วัฒนธรรมประชาชน
บทเรียนเอสซีจี วิกฤติ และโอกาส (3)