พลิกแฟ้มข่าว ‘เช่าคอมพ์ฉาว’ มูลค่า 3,490 ล้านบาท ตีแผ่ยุคมืดมหาดไทย ใครขวาง ‘ดับ’
หมายเหตุ : หนังสือพิมพ์มติชน 20 ต.ค. 2553
“มติชน” ได้นำเสนอข่าวโครงการจัดทำระบบให้บริการประชาชนทางด้านการทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชนด้วยระบบคอมพิวเตอร์ หรือโครงการเช่าคอมพิวเตอร์เป็นครั้งแรกและฉบับแรก เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2553
หลังจากได้กลิ่นความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองที่กำกับดูแลกระทรวงมหาดไทย (มท.) และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ในการจัดทำโครงการเช่าคอมพิวเตอร์ดังกล่าว ในฐานะกำกับดูแลและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) ของส่วนราชการในภาพรวม
ด้วยเป็นโครงการใหญ่ วงเงินงบประมาณสูงถึง 3,498,315,500 บาท ผูกพันงบฯ ตั้งแต่ปี 2553-2559
ปรากฏว่าเมื่อเกาะติดข่าวและนำเสนออย่างต่อเนื่อง ความขัดแย้งของนักการเมือง 2 พรรคการเมืองที่กำกับ มท.และไอซีทีจึงค่อยๆ ปรากฏให้เห็น
นอกจากข่าวแล้ว “มติชน” ยังได้นำเสนอรายงานลำดับเบื้องลึกเบื้องหลังความขัดแย้งในการดำเนินโครงการดังกล่าวสืบเนื่องมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2552
เริ่มตั้งแต่มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 13 พฤษภาคม 2552 เห็นชอบในหลักการให้กรมการปกครอง (ปค.) เช่าระบบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ให้บริการประชาชนด้านทะเบียนและบัตรใหม่ ทดแทนระบบเดิม โดยนำความเห็นของสำนักงบประมาณและไอซีทีไปดำเนินการ
หลังจากนั้นต้องนำเข้าคณะกรรมการจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ภาครัฐ ที่มีรองปลัดไอซีทีเป็นประธาน
ในขั้นตอนนี้นีมีข่าวว่า “ผู้มีอำนาจทางการเมือง” ในไอซีที ได้ดึงเรื่องไว้ด้วยการนำเข้าคณะกรรมการถึง 4 ครั้ง ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-ตุลาคม 2552 ถึงจะผ่านเรื่องให้ สร้างความไม่พอใจให้ “ผู้มีอำนาจทางการเมือง” ใน มท.เป็นอย่างยิ่ง
จนมาเป็นรูปเป็นร่างวันที่ 17 ธันวาคม 2552 นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมการปกครอง (อปค.) ขณะนั้น ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการประกวดราคา มี นายจักรี ชื่นอุระ ผู้เชี่ยวชาญคอมพิวเตอร์และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบข้อมูล เป็นประธาน กำหนดระยะเวลาประกวดราคา 76 วัน
แต่ฝ่ายการเมืองต้องการให้โครงการเร็วกว่านี้ จึงเปลี่ยนคณะกรรมการยกชุด แล้วให้ นายอวยชัย อินทร์นาค ผู้อำนวยการสำนักบริหารการทะเบียนมาเป็นประธาน แต่ต่อมามีปัญหาสุขภาพ ฝ่ายการเมืองจึงดึง นายพิภพ ดำทองสุข ปลัดจังหวัดบุรีรัมย์ มาเป็นประธานแทน
ถึงกระนั้นก็ยังโดนคณะกรรมการกำหนดขอบข่ายงาน (ทีโออาร์) ซึ่งมี นายวิเชียร ชิดชนกนารถ ผู้อำนวยการส่วนบริหารและพัฒนาเทคโนโลยีการทะเบียน สำนักบริหารการทะเบียน (ผอ.สพท.สน.บท.) เป็นประธาน ทักท้วงเรื่องการทดสอบระบบที่ไม่สอดคล้องกับทีโออาร์
ผู้มีอำนาจจึงมีบัญชาให้ย้ายด่วนนายวิเชียรและเจ้าหน้าที่ สน.บท. ซึ่งเป็นกรรมการทีโออาร์จำนวน 14 คน ไปช่วยราชการ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจังหวัดต่างๆ อ้างว่าเป็นการชั่วคราวแล้วตั้งคนของตัวเองมาแทน
9 กุมภาพันธ์ 2553 ปค.สามารถเปิดซองประกวดราคา (เคาะราคา) ได้สำเร็จ โดยบริษัท ไทยอีควิพเม้นท์ รีเสิร์ช จำกัด เสนอราคา 3,480,000,000 บาท บริษัท คอนโทรล ดาต้า (ประเทศไทย) จำกัด เสนอราคา 3,476,000,000 บาท จึงถือว่าบริษัท คอนโทรล ดาต้าฯ เป็นผู้ชนะ
แต่ก่อนที่จะมีการทดสอบระบบ คณะกรรมการทีโออาร์ 3 คน นำโดยนายวิเชียรได้ทำบันทึกถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อรายงานปัญหาการทดสอบซึ่งขัดทีโออาร์ให้ทราบ นอกจากนี้ บริษัทเอกชนยังร้องเรียนนายกฯ ด้วยว่ามีการล็อคสเปคด้วยการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขทีโออาร์เพิ่มเติม
ต่อมาวัน 22 กุมภาพันธ์ 2553 บริษัท ดาต้า โปรดักส์ ทอปปิ้งฟอร์ม จำกัด มีหนังสือร้องเรียน อปค.ให้สอบสวนกระบวนการประกวดราคาไม่โปร่งใส ผิดเงื่อนไขทีโออาร์
ปค.จึงทำหนังสือถามคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ (กวพ.) กรมบัญชีกลาง ถึงการเพิ่มกล่องเก็บบัตรเพื่อรักษาความปลอดภัยที่ไม่ได้อยู่ในทีโออาร์
30 มีนาคม กวพ.มีหนังสือตอบข้อหารือว่า คณะกรรมการประกวดราคาย่อมมีอำนาจชี้แจงรายละเอียดและตอบข้อซักถามเกี่ยวกับทีโออาร์ แต่อาจไม่เพิ่มเติมอุปกรณ์ใดๆ ที่อยู่นอกเหนือทีโออาร์ได้
ต่อมานายวงศ์ศักดิ์ มีหนังสือให้นายวิเชียร และเจ้าหน้าที่ สน.บท.ที่ถูกขอตัวไปช่วยราชการ 15 คน กลับมาปฏิบัติหน้าที่ตามเดิม
5 เมษายน ปค.สั่งชะลอการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาพัสดุในโครงการนี้ไว้ก่อน หลังจากที่นายมานิต วัฒนเสน ปลัด มท.ในขณะนั้นสั่งการให้ตรวจตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว
9 เมษายน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีหนังสือถึง มท.ให้ชี้แจงโครงการ และปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ
26 เมษายน นายมานิตสั่งการให้สาธิตระบบของบริษัท คอนโทรล ดาต้าฯ ที่ชนะการประมูลในวันที่ 28 เมษายน
27 เมษายน มท.เสนอให้ ครม.เห็นชอบให้ นายวงศ์ศักดิ์ พ้นจากตำแหน่ง อปค.ให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ มท. เนื่องจากไม่สนองนโยบายฝ่ายการเมืองที่สั่งให้เร่งรัดลงนามสัญญาเช่าคอมพิวเตอร์กับบริษัท คอนโทรล ดาต้าฯ และให้ นายมงคล สุระสัจจะ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน มาดำรงตำแหน่งแทน
28 เมษายน หลังจากยืดเยื้อมานาน การทดสอบระบบได้จัดขึ้นท่ามกลางเสียงทักท้วงจากหลายฝ่าย ที่อาคาร กสท โทรคมนาคม ย่านบางรัก ซึ่งเป็นที่ทำการของบริษัท คอนโทรล ดาต้าฯ โดยมีนักวิชาการคอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ และผู้แทนสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ มาร่วมประเมินการทำงานของระบบ
7 พฤษภาคม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีหนังสือถึง มท. แจ้งว่าดีเอสไออยู่ระหว่างตรวจสอบความไม่โปร่งใส หลังจากได้รับการร้องเรียนและตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่ามีมูล
แต่ มท. ยังคงเดินหน้าต่อไป โดยทำหนังสือถึงกระทรวงการคลังขอความเห็นชอบทำสัญญาเช่าจ่ายเงินล่วงหน้า และทำหนังสือถึงสำนักงบประมาณขออนุมัติงบผูกพัน 6 ปี ขณะเดียวกันก็ส่งร่างสัญญาการเช่าให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบ
เมื่อได้รับการอนุมัติทั้งหมดแล้ว นายมงคล สุระสัจจะ จึงลงนามในสัญญาเช่าระบบ กับบริษัท คอนโทรล ดาต้าฯ เมื่อวันที่ 8 กันยายน วันเดียวกับที่ สตง. มีหนังสือทักท้วงฉบับที่ 2 ถึง มท.
น่าสังเกตว่า ก่อนที่นายมงคลจะลงนามสัญญาเช่านั้น เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ครม. ให้ความเห็นชอบเข้าดำรงตำแหน่งปลัด มท. ตามข้อเสนอของ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการ มท.
เป็นการแต่งตั้งท่ามกลางเสียงทักท้วงจากอดีตข้าราชการระดับสูง มท. ว่าไม่เหมาะสมทั้งในแง่อาวุโส และพฤติการณ์รวบรัดทำสัญญาเช่าคอมพิวเตอร์ ทั้งๆ ที่ สตง. และดีเอสไอยังตรวจสอบไม่เป็นที่ยุติ ขณะที่สมาคมข้าราชการบำนาญ มท. ได้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพึ่งพระราชวินิจฉัย
แรงกดดันจากหลายฝ่าย รวมทั้งเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อมวลชน ส่งผลให้นายอภิสิทธิ์ ตัดสินใจชะลอทูลเกล้าฯ ชื่อนายมงคล และสั่งให้ มท. ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบโครงการเช่าคอมพิวเตอร์ใหม่
จนในที่สุด นายมงคลทนแรงกดดันจากฝ่ายต่างๆ ไม่ไหว ประกาศไม่ขอรับตำแหน่งปลัด มท. เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พร้อมกับเชิญบริษัท คอนโทรล ดาต้าฯ มาเจรจาขอให้ยอมยกเลิกสัญญา ยุติความไม่โปร่งใส
ผลจากการนำเสนอข่าวและบทรายงานโครงการเช่าคอมพิวเตอร์อย่างเกาะติดต่อเนื่องของ “มติชน” ช่วยตีแผ่ให้เห็นสภาพของฝ่ายข้าราชการประจำที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจฝ่ายการเมือง ชนิดที่เรียกว่า ถ้าอยากได้อะไรแล้วต้องได้ ใครสนองได้ดีใครขวางโดนเด้งเข้ากรุ
แต่ในท้ายที่สุดก็ต้องยอมถอย เพราะการตรวจสอบของสื่อมวลชนและกระแสต้อต้านจากสังคม
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
