จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร
‘หมากม่วง’ กับ ‘มะม่วง’ คือคำเดียวกัน ความหมายเดียวกัน พูดอย่างนี้บางคนพยักหน้า บางคนคิ้วผูกโบ บางคนส่ายหัว เสียงในหัวพึมพำว่า ‘เขียนก็ไม่เหมือนกัน ออกเสียงก็ต่างกันชัดๆ จะเป็นคำเดียวกันได้อย่างไร’ เอาเป็นว่าลองสังเกตข้อความต่อไปนี้
วรรณคดีสมัยสุโขทัย
“หมากม่วงก็หลายในเมืองนี้ ” (จารึกหลักที่ 1)
“แลแก้วทั้งหลายฝูงนั้น ลางจำพวกเท่าลูกมะนาว ลางจำพวกเท่าลูกมะม่วง” (ไตรภูมิพระร่วง)
วรรณคดีสมัยอยุธยา
“มะม่วงไพรใบอ่อนมี คิดผ้าสีม่วงอ่อนแทน
ขลิบอ่าตาตักแตน หน้าทอทองกรองข่ายทรง” (กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก)
“หมากม่วงพวงห่ามย้อย ยามเห็น
พรวนพิมเสนเหลืองเปน ปากกร้อ” (กาพย์ห่อโคลงประพาศธารทองแดง)
วรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์
“ทางริมบ้านชานรอบถึงขอบไร่ ดูเป็นเรือกสวนไสวไปจากนี่
ปลูกมะพร้าวหมากม่วงเป็นท่วงที ทั้งลิ้นจี่ส้มสูกลูกลำไย” (เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน)
“ผลมะม่วงทั้งสิ้นสุกและห่าม รสก็ดีสีก็งามเป็นเอกอุดม” (มหาเวสสันดรชาดก)
“จะกล่าวพรรณมะม่วง ท่านทั้งปวงจงรู้ความ
มะม่วงเมืองสยาม จะนับนามอเนกนัก” (พรรณพฤกษา)
จะเห็นได้ว่าคำว่า ‘หมากม่วง’ และ ‘มะม่วง’ ใช้แทนกันได้ไม่จำกัดยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็นสมัยสุโขทัย อยุธยา หรือรัตนโกสินทร์ก็ตาม
ต่อให้เป็นวรรณคดีต่างเรื่อง สมัยเดียวกัน กวีคนละคน หรือแม้แต่วรรณคดีต่างเรื่อง สมัยเดียวกัน กวีคนเดียวกัน ก็ยังใช้ทั้งสองคำ
เช่น เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร หรือเจ้าฟ้ากุ้ง ใช้คำว่า ‘หมากม่วง’ ใน “กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง” แต่พอเป็น “กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก” ใช้คำว่า “มะม่วง” เสียนี่
วรรณคดีสมัยหลัง เช่น “เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน” ใช้คำว่า ‘หมากม่วง’ ในขณะที่วรรณคดีสมัยแรกๆ เช่น “ไตรภูมิพระร่วง” ใช้ว่า ‘มะม่วง’ ก็มีให้เห็นๆ อยู่
นอกจากคำว่า ‘หมากม่วง’ – ‘มะม่วง’ ยังมี ‘หมากกรูด’ – ‘มะกรูด’ ‘หมากขามป้อม’ – ‘มะขามป้อม’ ‘หมากตูม’ – ‘มะตูม’ ‘หมากปราง’ – ‘มะปราง’ ‘หมากเฟือง’ – ‘มะเฟือง’ ‘หมากขวิด’ – ‘มะขวิด’ ‘หมากเขือ’ – ‘มะเขือ’ หมากเดื่อ’ – ‘มะเดื่อ’ ‘หมากหาด’ – ‘มะหาด’ ฯลฯ
‘หมาก’ กลายเป็น ‘มะ’ เพราะคำว่า ‘กร่อน’ นี่เอง
‘กร่อน’ คืออะไร?
“เพลงรอ” ที่คุณสุเทพ วงศ์กำแหง ศิลปินแห่งชาติ ขับร้อง มีเนื้อร้องว่า
“น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน แต่หัวใจอ่อนอ่อนของเธอทำด้วยสิ่งใด
ช่างไม่สะทกสะท้านสะเทือนเหมือนหัวใจ ช่างไม่หวั่นไหวว่าใครเขารักเขารอ”
‘กร่อน’ ก็คือ สึกหรอ หมายถึง หมดสิ้นไปทีละเล็กทีละน้อย แต่ยังมีบางส่วนหลงเหลืออยู่ ความหมายตามตัวอักษรคือ ทุกๆ วันเนื้อหินสึกกร่อนไปทีละน้อยๆ เพราะน้ำที่หยดลงมากัดเซาะอย่างต่อเนื่อง
ในที่นี้คำว่า ‘หมาก’ กลายเป็น ‘มะ’ เพราะการ ‘กร่อน’ หรือ ‘กร่อนเสียง’ ทำให้เสียง ‘บางส่วน’ ของคำว่า ‘หมาก’ หายไป เหลือแค่ ‘มะ’ ดังนี้
“๏ หมากกรูดกรูดดับแก้ กองลม
ถวิลบิยุษยาดม อ่อนสร้อย
ผลกรูดสดสระผม เสาวภาคย์ พี่แม่
ไม้จะจักหวีน้อย ฝากน้องนางสาง ฯ” (นิราศสรวมครวญ)
“๏ มะกรูดสองแถวทาง คิดมะกรูดนางสางสะผม (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
แก้เกล้าเจ้าผึ่งลม กลิ่นขจรจายเรียมสบายใจ ฯ” (กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก)
นอกจาก ‘หมากกรูด’ – ‘มะกรูด’ ยังมีคำว่า ‘หมากขามป้อม’ – ‘มะขามป้อม’ ดังจะเห็นได้จากตอนหนึ่งของ “มหาชาติคำหลวง”
“๏ สมอหมากขามป้อม พกค่าค้อมทั้งลำลาญ
โพบายตรบอกบาน พุทราหวานวังเวงใจ ฯ” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
ส่วน “ไตรภูมิพระร่วง” ใช้คำว่า
“ล้ำป่าไม้หว้านั้นไปเบื้องหน้า มีมะขามป้อมลูกใหญ่นัก แลกินมีรสดีนัก ล้ำป่ามะขามป้อมไปเบื้องหน้ามีป่าสมอ”
เคยสงสัยไหมทำไมคำว่า ‘หมาก’ กร่อนเสียงแล้วเหลือแค่ ‘มะ’ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะการกร่อนเสียงเกี่ยวกับการเน้นเสียงโดยตรง ลองพิจารณาข้อสังเกตของศาสตราจารย์ ดร.คุณบรรจบ พันธุเมธา ในหนังสือ “ลักษณะภาษาไทย” จะเข้าใจทันที
“การที่เกิดการกร่อนเสียงดังกล่าวข้างต้น คงเป็นเพราะคำที่มาด้วยกัน 2 พยางค์หรือมากกว่านั้น เรามักออกเสียงพยางค์ท้ายหนัก พยางค์หน้าเบา เพราะเสียงไม่ได้เน้นที่นั่น พยางค์ที่ไม่ได้เน้นเสียงอาจจะสั้นลงด้วย เบาลงด้วย ไม่ช้าก็ได้ยินเพียงบางส่วน”
ลองสังเกตการออกเสียงคำสองพยางค์ในภาษาไทย เราจะเน้นเสียงหนักที่พยางค์ท้าย อย่างคำว่า ‘หมากม่วง’ ‘หมากกรูด’ และ ‘หมากขามป้อม’ เน้นเสียงหนักที่พยางค์ท้ายคือ ‘ม่วง – กรูด และ ขามป้อม’ ในขณะที่กร่อนเสียงพยางค์หน้า ทำให้ ‘หมาก’ มีเสียงบางส่วนหายไป กลายเป็น ‘มะ’ ที่มีเสียงเบาในคำว่า ‘มะม่วง’ ‘มะกรูด’ และ ‘มะขามป้อม’
ฉบับนี้คุยเรื่อง ‘หมาก’ = ‘มะ’ ฉบับหน้ามาคุยต่อ
