ถนนราชดำเนิน มีต้นแบบมาจากถนนสายใดในยุโรป?
On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
เมื่อเรือน พ.ศ.2442 รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง “ถนนหลวง” ที่ทอดยาวตั้งแต่ถนนพระสุเมรุข้ามคลองบางลำพูที่ตำบลพานถม ตรงไปยังตำบลป้อมหักกำลังดัสกร ข้ามคลองผดุงกรุงเกษม บรรจบกับถนนเบญจมาศขึ้นใหม่สายหนึ่ง
และพระองค์ได้พระราชทานชื่อให้กับถนนสายดังกล่าวว่า “ถนนราชดำเนิน”
แต่นี่ก็ยังไม่ได้หมายถึงถนนราชดำเนินทั้งสาย อันประกอบไปด้วย ถนนราชดำเนินนอก ถนนราชดำเนินกลาง และถนนราชดำเนินใน เพราะเป็นเพียงการสร้าง “ถนนราชดำเนินนอก” อันเป็นโครงการตั้งต้นของการสร้างถนนราชดำเนินทั้ง 3 สาย ที่ทอดยาวต่อเนื่องถึงกัน โดยถนนราชดำเนินทั้งสายนี้ จะถูกสร้างจนแล้วเสร็จลงเมื่อ พ.ศ.2446
มีหลักฐานอีกด้วยว่า รัชกาลที่ 5 ทรงสร้างถนนสายนี้เพราะมีพระราชประสงค์ให้ชุมชนเดิมซึ่งเป็นบ้านเรือนประชาชน และพื้นที่เกษตรกรรมต่างๆ มีถนนสำหรับใช้เป็นพื้นฐานของการคมนาคมขนส่ง เช่นเดียวกับพื้นที่อื่นๆ
ดังมีความปรากฏอยู่ใน “รายงานการสร้างถนนราชดำเนินนอก” ของเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (หลาน กุญชร, พ.ศ.2395-2466) เมื่อครั้งที่ยังดำรงตำแหน่งเป็น ผู้บัญชากรมสุขาภิบาล (กรมนี้มีหน้าที่จัดทำถนน และสาธารณสถาน) ได้อ้างถึงพระราชดำริของรัชกาลที่ 5 ว่า
“ท้องที่ตำบลพานถมตรงตลอดไปถึงท้องที่ตำบลป้อมหักกำลังดัสกรนั้น เป็นที่เรือกสวนเปลี่ยว อยู่ในระหว่างถนนตลาดกับถนนสามเสน ยังไม่เป็นที่สมบูรณ์ทันเสมอท้องที่ตำบลอื่น เหตุด้วยยังไม่มีถนนหลวง ซึ่งสำหรับชักนำทำให้มหาชนกระทำการค้าขายให้เป็นการสะดวกขึ้น จึงมีพระราชประสงค์จะทรงบำรุงราษฎรในพื้นที่อำเภอนี้ให้มีความเจริญเสมอท้องที่อำเภออื่น เพื่อเป็นผลแห่งความสะดวกของมหาชนซึ่งอยู่ตำบลห่างไกลพระนคร และทั้งเป็นผลแห่งความสมบูรณ์ของอเนกชนอันอยู่ในท้องที่อันนี้ด้วย” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
ในรายงานฉบับดังกล่าวยังได้ระบุถึงสภาพพื้นที่ของบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ซึ่งเป็นสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างถนนราชดำเนินนอก กับถนนราชดำเนินกลาง ในช่วงก่อนการก่อสร้างสะพานแห่งนี้ เอาไว้ด้วยว่า
“ที่ดินตำบลนี้เดิมเป็นสวนที่มีลำราง แลร่องสวนเป็นที่ลุ่มตลอดไป”

ลักษณะของที่ดินดังกล่าวคงจะเป็นเช่นเดียวกันกับลักษณะพื้นที่โดยรอบของกรุงเทพฯ ในช่วงเวลานั้น ดังปรากฏมีข้อความจากหนังสือแจกในงานพระราชทานเพลิงศพของเจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (ม.ร.ว.เย็น อิศรเสนา, พ.ศ.2404-2484) ซึ่งเคยปฏิบัติงานอยู่ในกรมสุขาภิบาล (เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ได้เคยปฏิบัติงานอยู่ในกรมนี้ ในช่วงระหว่างที่มีการจัดทำถนนราชดำเนินด้วย) มีข้อเขียนเรื่อง “ประวัติเจ้าคุณพ่อ” เขียนโดย ม.ล.ยิ่งศักดิ์ อิศรเสนา (เสียชีวิตเมื่อ พ.ศ.2496) ได้อ้างคำบรรยายของเจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ ถึงพื้นที่กรุงเทพฯ ในอดีตเอาไว้ว่า
“กรุงเทพเวลานั้นคือป่าเตี้ยปนละเมาะเราดีๆ นี่เอง มีทุ่งหญ้าแทรกแซงอยู่บ้างเป็นตอนๆ เพิ่งมีมนุษย์มาหักล้างถางที่ปลูกเคหสถานอยู่กันเป็นหย่อมๆ รอบพระนคร ริมกำแพงเมืองด้านใน มีราษฎร ซึ่งส่วนมากเป็นพวกทาส พวกเลก อาศัยปลูกเพิงหมาแหงนมุงจากอยู่กันเป็นระยะๆ ใช้กำแพงเมืองเป็นผนังด้านหลัง อีกสามด้านที่เหลือเป็นขัดแตะ”
ในหนังสือเล่มเดียวกันนี้ยังพรรณนาถึงพื้นที่บริเวณที่คาบเกี่ยวกับถนนราชดำเนิน ในช่วงเวลาดังกล่าวอย่างน่าสนใจต่อไปอีกด้วยว่า
“ที่ไหนเป็นที่ลุ่ม ไม่มีใครมาปลูกบ้านเรือนอยู่ ก็เป็นป่าโสนมืดทึบ หน้าน้ำ น้ำขังแค่บั้นเอว เช่นแถวบางลำพู คอกวัว ส่วนทุ่งพระเมรุก็ยังเป็นป่าหญ้ารก หน้าน้ำน้ำเซาะเข้าขังเจิ่งเป็นที่ตกกบ ตกปลากินกัน ถึงหน้าแล้งก็ใช้สร้างเมรุกันเสียที เพิ่งจะใช้ทำนาเอาข้าวใส่บาตรในตอนหลังนี่เอง แม้ที่ว่ากลาโหมและยุติธรรม ซึ่งอยู่หน้าพระราชวังก็ยังเป็นโรงจากพื้นดินทุบราดกวาดเตียนพอหมอบกราบกันได้เท่านั้นเอง
ถนนครั้งนั้นก็คือช่องป่าที่กรุยทางใหม่ พึ่งฟันต้นไม้ใหญ่ลงพอหายเกะกะเท่านั้น ทางที่ใช้สัญจรกันจริงๆ ก็เพียงแนวที่เตียนราบด้วยเท้า ย่ำกว้างพอตะแคงหลีกกันได้ครือๆ นอกนั้นก็รกรุงรังไปด้วยหญ้าพงแขม ผักโขม และขี้ครอกทั้งสองข้างทาง คนเดินห่างกันไม่ถึงเส้น จะมองเห็นกันก็ทั้งยาก”
“ถนนราชดำเนิน” เมื่อแรกสร้างจึงเป็น “ถนนหลวง” ที่หรูหราเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคำบรรยายถึงถนนโดยทั่วไป ณ ช่วงเวลาดังกล่าว ของเจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ข้างต้น พื้นที่บริเวณถนนราชดำเนินนี้จึงดูราวกับเป็น “สวรรค์บนดิน” ท่ามกลางท้องทุ่งที่รายรอบตัวถนนสายนี้อยู่เลยทีเดียว

แต่นอกจากที่จะเป็นประโยชน์ต่อไพร่ฟ้าประชาชนโดยทั่วไปแล้ว ถนนราชดำเนินยังเป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินหลักระหว่างพระบรมมหาราชวังกับพระราชวังดุสิต อันเป็นพระราชวังแห่งใหม่ที่รัชกาลที่ 5 ประทับในช่วงปลายรัชสมัย ร่วมกับพระบรมวงศานุวงศ์องค์อื่นๆ ด้วย
ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจอะไรนักที่ใน “รายงานก่อสร้างสะพานมัฆวานรังสรรค์” ที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ซึ่งเป็นเสนาบดีกระทรวงโยธาธิการในขณะนั้น จะมีข้อความติดต่อรัชกาลที่ 5 ดังความที่ว่า
“สะพานมัฆวานรังสรรค์นี้ ข้าพระพุทธเจ้าได้อำนวยการสร้างขึ้นตามกระแสพระบรมราชโองการ โดยเฉพาะพระราชประสงค์ที่จะให้เป็นสะพานอย่างดี สมด้วยถนนราชดำเนินซึ่งได้ทรงพระราชดำรัสให้ตัดขึ้นใหม่อย่างกว้างขวาง งดงามกว่าถนนที่เคยมีมาก่อน การก่อสร้างสะพานนี้ก็เป็นไปตามกำลังความสามารถที่จะทำให้ดีได้เป็นที่สุดอยู่เพียงเท่าที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้ทอดพระเนตรเห็นอยู่บัดนี้”
ควรสังเกตด้วยว่า พ.ศ.2442 นี้ เป็นเวลาเพียงแค่ 1 ปีหลังจากที่รัชกาลที่ 5 ได้ทรงเริ่มต้นการสร้าง “พระราชวังดุสิต” เมื่อ พ.ศ.2441 ที่พระองค์จะเสด็จไปประทับในช่วงท้ายรัชสมัยของพระองค์เท่านั้นเอง
และเมื่อมีโครงการจะเสด็จไปประทับที่พระราชวังดุสิตแล้ว จึงโปรดให้สร้าง “ถนนราชดำเนิน” เพื่อเป็นเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างพระบรมมหาราชวัง กับพระราชวังดุสิต (ชื่อถนนก็บอกอยู่แล้วว่าเป็น “เส้นทางดำเนินของพระราชา”) โดยมีพระราชประสงค์ให้ถนนสายนี้เป็นความงามสง่าของบ้านเมืองไปในพร้อมกันนี้ด้วย
น่าสนใจว่า พระราชวังดุสิตซึ่งถูกสร้างขึ้นใหม่นี้ ตั้งอยู่ที่ปลายสุดของ “ถนนราชดำเนิน” ที่เชื่อมโยง “พระบรมมหาราชวัง” อันเป็นตัวแทนของอำนาจในจักรวาลวิทยาแบบเก่า ก่อนจะเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ของสยาม เข้ากับ “พระราชวังดุสิต” ซึ่งเป็นตัวแทนของอำนาจในจักรวาลวิทยาแบบใหม่ของสยาม ที่ความศิวิไลซ์ไม่ได้ถูกเก็บเอาไว้เฉพาะในกรอบของกำแพงพระบรมมหาราชวัง เหมือนอย่างที่เคยเป็นมาก่อนหน้านี้ ได้อย่างน่าสนใจยิ่ง

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ เรื่องเล่าเกี่ยวกับต้นแบบของถนนราชดำเนิน ที่มักจะอ้างกันว่าส่วนหนึ่งมาจากความประทับพระราชหฤทัยที่รัชกาลที่ 5 ทรงมีต่อถนนหลายสายในยุโรป ที่เคยเสด็จประพาสเมื่อ พ.ศ.2440 เช่น ถนนมอลล์ (The Mall) ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ, ถนนชองป์ เอลิเซส์ (Champs-Élysées) กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส, ถนนอุนเตอร์ เดนลินเดน (Unter den Linden) กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี และถนนอีกหลายสายในยุโรป ที่ถูกนำมาเชื่อมโยงว่าคือต้นแบบของถนนราชดำเนิน
อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานชั้นต้นชิ้นใดเลยที่จะระบุลงไปอย่างชัดเจนว่า ถนนสายใดยุโรปที่เป็นต้นแบบของถนนราชดำเนินแม้แต่เพียงนิดเดียว
เรื่องเล่าลือเกี่ยวกับถนนต้นแบบของถนนราชดำเนินนี้ต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่คนในชั้นหลัง ทั้งที่เป็นปราชญ์ นักวิชาการ ปัญญาชนสาธารณะ เชื้อพระวงศ์ หรือบุคคลแวดล้อม สันนิษฐานคาดเดากันไปตามแต่ร่องรอยหลักฐาน หรือประสบการณ์ของแต่ละคนกันทั้งนั้น
แต่ก็ไม่ใช่ว่าถนนราชดำเนินจะไม่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากถนนสายสำคัญของนานาอารยชาติ เพียงแค่ไม่มีหลักฐานพอจะชี้ชัดไปได้ตรงๆ ว่า ถนนที่งดงามที่สุดของประเทศสยามในขณะจิตนั้น ได้รับอิทธิพลมาจากถนนสายหนึ่งสายใดในยุโรปเป็นการจำเพาะเจาะจงต่างหาก

ถึงแม้ว่าในสมัยรัชกาลที่ 5 บริเวณสองฟากข้างของถนนราชดำเนินยังไม่มีสิ่งก่อสร้างหรืออาหารใดๆ ตั้งขนาบอยู่ แต่ก็มีข้อมูลปรากฏด้วยว่า พระองค์มีพระราชดำริที่จะสร้างอาคารขนาบคู่ไปกับถนนสายนี้
ดังมีหลักฐานปรากฏในพระราชหัตถเลขาที่รัชกาลที่ 5 มีต่อเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ ลงวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2448 ที่มีใจความระบุว่า
“ด้วยเข้าใจว่าไม้มหอกคินี (คือ ต้นมะฮอกกานี-ผู้เขียน) ยังมีอยู่อีกมาก เห็นว่าที่ถนนราชดำเนินกลางแถวในทั้ง 2 ข้าง การที่จะทำตึกก็ยังจะช้า ถ้าปลูกต้นมหอกคินีเสียข้างละแถว อย่างต้นหูกวางถนนราชดำเนินนอกจะดี เมื่อจะทำตึกเมื่อไร จึงตัดต้นมหอกคินีเสีย เอาไม้ไปใช้ทำอะไรๆ ก็ได้ ให้คิดอ่านปลูกต้นมหอกคินีตามที่ว่านี้” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
ข้อความในพระราชหัตถเลขาข้างต้นไม่ได้ระบุชัดว่า “ตึก” ที่ว่านี้จะเป็นอาคารการค้า ซึ่งก็ชวนให้คิดถึงชื่อเสียงเรื่อง “window shopping” ของถนนชองป์ เอลิเซส์ อย่างจับจิต หรือจะเป็นอาคารมิวเซียม แกลลอรีจำนวนมาก อย่างที่ถนนอุนเตอร์ เดนลินเดน
สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ การที่ถนนราชดำเนินเป็นทางเชื่อมระหว่างพระบรมมหาราชวัง กับพระราชวังแห่งใหม่คือพระราชวังดุสิต เหมือนถนนมอลล์ หรือ “เดอะมอลล์” ในประเทศอังกฤษ
โดยในช่วงระหว่างการเสด็จประพาสยุโรป พ.ศ.2440 จนถึงช่วงที่มีการสร้างถนนราชดำเนินจนแล้วเสร็จนั้น เดอะมอลล์นั้นมีสถานะเป็นถนนสายพิธีการ สำหรับจัดงานเฉลิมฉลองระดับรัฐในประเทศอังกฤษแล้ว ซึ่งก็เป็นลักษณะเดียวกันกับการใช้งานถนนราชดำเนินในพิธีเฉลิมฉลองต่างๆ มาตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 5
แถมที่ปลายสุดของเดอะมอลล์ บริเวณหน้าพระราชวังบักกิงแฮม (Buckingham Palace) ยังเป็นที่ประดิษฐานรูปอนุสรณ์สถานของสมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรีย (Victoria Memorial) เช่นเดียวกับพระบรมรูปทรงม้า ที่ปลายสุดของถนนราชดำเนิน บริเวณหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม อันเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังดุสิตอีกต่างหาก
(อนุสรณ์สถานของสมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรีย เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ.2454 อันเป็นปีหลังจากที่รัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคตไปแล้ว 1 ปี แต่โครงการออกแบบอนุสรณ์สถานแห่งนี้เริ่มต้นตั้งแต่ พ.ศ.2444 แล้ว)

มีผู้สันนิษฐานเอาไว้ด้วยว่า ชื่อ “ราชดำเนิน” ควรจะมาจาก “ทางเดินควีนส์วอล์ก” (Queen’s walk) ซึ่งก็อยู่ในละแวกพระราชวังบักกิงแฮม เช่นเดียวกับเดอะมอลล์ เพียงแต่เป็นเส้นทางเดินปูพื้นด้วยกรวดเล็กๆ ใช้สำหรับเสด็จพระราชดำเนินของเชื้อพระวงศ์เป็นการเฉพาะ เชื่อมต่อระหว่างเซนต์ เจมส์ พาร์ค (Saint James Park), กรีนพาร์ค (Green Park) และไฮด์พาร์ค (Hyde Park) อันเป็นกลุ่มอุทยานในละแวกพระราชวังต่างๆ ของลอนดอน ไม่ว่าจะเป็นพระราชวังบักกิงแฮม, พระราชวังเซนต์เจมส์ (Saint James Palace) และพระราชวังเวสต์มินสเตอร์ (Westminster Palace) เป็นต้น โดยทางเดินกรวดสายนี้ได้ถูกใช้เป็นเส้นทางจัดงานเฉลิมฉลองของอังกฤษมาอย่างน้อยตั้งแต่ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 แล้ว
ดังนั้น ลักษณะของทางเดินควีนส์วอล์กที่วางตัวอยู่ภายในอุทยาน ซึ่งก็คือสวนต่างๆ นี้ชวนให้คิดเปรียบเทียบกับภาพของถนนราชดำเนินที่ตั้งอยู่กลางเรือกสวนต่างๆ ในสมัยแรกสร้างอยู่พิลึกเหมือนกัน
ถนนราชดำเนินจึงอาจไม่ได้มีต้นแบบมาจากถนนสายใดสายหนึ่งในยุโรป แต่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากถนนที่เป็นภาพแสดงแทนของความศิวิไลซ์ต่างๆ หลากหลายแห่งปะปนกัน ทั้งในแง่ของรูปแบบ และพิธีการใช้งานนั่นเอง
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
