bg-single

 “บอร์ด กสทช.” เละ! ออก ”พรก.ยุบ-สรรหาใหม่” ทางสุดท้าย ”อนุทิน”

07.08.2026

การประชุมกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติหรือบอร์ด กสทช.ล่มเป็นครั้งที่ 3 ในช่วงเวลาเพียง2อาทิตย์และแนวโน้มการประชุมบอร์ดครั้งใหม่ในวันที่ 11 สิงหาคม วันที่ 13 สิงหาคม องค์ประชุมไม่ครบแล้วล่มอีกเช่นกัน

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากการแบ่งขั้วระหว่างบอร์ด ฝั่งหนึ่งยึดเอามติคณะกรรมการสรรหา กสทช.ซึ่งเห็นว่า นายแพทย์สรณ สละสิทธิ์ในการดำรงตำแหน่ง กสทช.ถ้านายแพทย์สรณร่วมประชุมและลงมติใดๆอาจเกิดปัญหาข้อกฎหมาย ฝั่งนายแพทย์สรณยืนกรานยังปฎิบัติหน้าที่ต่อไปได้เพราะยังไม่มีการยื่นทูลเกล้าฯให้พ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช.

มติของคณะกรรมการสรรหาฯ ดังกล่าวส่งให้นายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล”ไปแล้ว ขณะที่นายแพทย์สรณ ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม นายณรงค์ รัฐอมฤต อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.)  1ใน 7 คณะกรรมการสรรหา กสทช.ยื่นหนังสือถึงนายกฯและประธานวุฒิสภา ระบุว่าคณะกรรมการสรรหาฯไม่มีอำนาจวินิจฉัยคุณสมบัติของนายแพทย์สรณ เนื่องจากอำนาจของคณะกรรมการสรรหาฯจบไปแล้วนับตั้งแต่คณะกรรมการสรรหายื่นชื่อ นายแพทย์สรณ ให้วุฒิสภา

หนังสือของนายณรงค์ยังระบุว่า นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์  อดีตกรรมการการตรวจเงินแผ่นดิน เป็น 1 ในคณะกรรมการสรรหาฯ มีความเห็นไปในทางเดียวกันที่ว่า กรรมการสรรหา กสทช.ไม่มีอำนาจในการวินิจฉัยคุณสมบัตินายแพทย์สรณ

เมื่อกรรมการสรรหาฯมีความขัดแย้งกันเองเช่นนี้ ความวุ่นวายอลหม่านจะเพิ่มระดับความยุ่งเหยิงขึ้นไปอีก เนื่องจากเป็นประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องใช้เวลาสรุปให้ได้ว่า คณะกรรมการสรรหาฯมีอำนาจวินิจฉัยหรือไม่ มติเป็นไปโดยชอบหรือไม่

ระหว่างนี้ การประชุมบอร์ด กสทช. จะยังคงยุ่งเหยิงต่อไปเพราะความเห็นแตกแยกเป็น 2ฝั่งที่ยึดเอามติของคณะกรรมการสรรหาฯ ประกอบด้วยพล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ,นายศุภัช ศุภชลาศัย,นางสาวพิรงรอง รามสูต ส่วนฝั่งนายแพทย์สรณ มีนายต่อพงศ์ เสลานนท์และพล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ที่เห็นว่า นายแพทย์สรณยังมีสถานะเป็นประธานบอร์ด กสทช.

สำหรับนายสมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ ยืนอยู่ตรงกลางไม่ร่วมฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

กสทช.ชุดนี้ซึ่งไม่สามารถทำงานร่วมกันได้นำพาไปสู่ความเน่าเฟะสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติเพราะต่างฝ่ายต่างมีข้อขัดแย้งมาโดยตลอดนับตั้งแต่เข้ามาเป็นบอร์ดเมื่อปี 2565

กสทช.เป็นองค์กรที่มีความสำคัญที่สุดองค์กรหนึ่งของประเทศเพราะเป็นผู้ควบคุมกฎกติกาด้านการสื่อสารและคลื่นความถี่โทรคมนาคม เป็นกลไกหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล อุตสาหกรรมไฮเทคทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ อุตสาหกรรมฮิวแมนนอยด์ ล้วนต้องใช้คลื่นความถี่ที่มีความเสถียรสูง อีกทั้ง กสทช.เป็นองค์กรที่ช่วยยกระดับการศึกษาการแพทย์ในพื้นที่ชนบทให้เกิดความเท่าเทียมกับคนในเมือง ผ่านการเรียนการสอนทางไกลและเทเลเฮลท์

ตลอดเวลา4ปี 4เดือนบอร์ด กสทช.ซึ่งมีทั้งหมด7คนเอาแต่ยกพวกยื่นฟ้องขึ้นโรงขึ้นศาลเป็นคดีความราวกับว่า มีความจงเกลียดจงชังมานาน และแตกแยกเป็น2กลุ่ม กลุ่ม4เสียง กลุ่ม3 เสียง

ความแตกแยกของบอร์ด กสทช.เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้องค์ประชุมล่ม เลื่อนการประชุมบ่อยครั้งเพราะบอร์ดบางคนไม่เข้าร่วม วาระการประชุมค้างสะสมราว ๆ80เรื่อง

นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช.ให้สัมภาษณ์ว่า วาระสำคัญไม่น้อยกว่า 30เรื่องที่จำเป็นต้องให้บอร์ด กสทช.พิจารณาในเดือนสิงหาคม

วาระสำคัญที่ว่า อาทิเช่นการจัดทำแผนแม่บททีวีดิจิทัลก่อนสิ้นสุดใบอนุญาตในเดือนเมษายนปี 2572 และแนวทางกำกับโอทีที ( Over-The-Top ) หรือกิจการเหนือโครงข่าย ให้บริการส่งเนื้อหา เพลงหรือรายการทีวี หนังซีรี่ส์ ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เนต  เช่น เนตฟิกซ์, ยูทูบ, สปอตติฟาย

ทั้งสองวาระสำคัญนี้ เป็นตัวชี้ทิศทางในอนาคตว่า กสทช.จะกำกับดูแลเทคโนโลยีใหม่ๆได้อย่างไร แต่วาระเหล่านี้กลับถูกยื้อดึงยาวจนแม้จะเปิดประชุมบอร์ด กสทช.ได้ ก็ไม่รู้ว่าจะจบลงหรือไม่

นอกจากความขัดแย้งไม่ลงรอยจนทำให้การประชุมล่มบ่อยครั้งแล้ว ประธานบอร์ด กสทช.กับบอร์ดกสทช.4คน ยังเปิดศึกผ่านการฟ้องร้องในศาลปกครองกลาง มีการยกฟ้องไปแล้วหลายคดี แต่ยังมีค้างอยู่อีก 6คดี เช่น บอร์ด4คนฟ้องนายแพทย์สรณ ข้อหาละเลยต่อหน้าที่ ไม่เซ็นแต่งตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยนายไตรรัตน์

ทั้งหมดนี้จึงกล่าวสรุปได้ว่า บอร์ด กสทช.ชุดปัจจุบัน ทั้ง7คนทำงานล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

ถ้านับระยะเวลาตั้งแต่มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 13เมษายน2565 บอร์ด กสทช.ชุดนี้ทำงานมาแล้ว 4ปี4เดือน

กสทช.7คน รับเงินเดือนและค่าตอบแทนรวมเบ็ดเสร็จ106ล้านบาท ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายๆอื่นเช่นค่าเดินทางไปประชุมดูงานต่างประเทศ และยังไม่นับเงินงบประมาณของ กสทช.ใช้ปีละ 4,000ล้านบาท  เท่ากับว่า4ปีบอร์ดชุดนี้ผลาญงบฯไปแล้ว 16,000ล้านบาท

กสทช.ใช้เงินงบประมาณมโหฬารขนาดนี้ ประชาชนและประเทศชาติได้ประโยชน์ตรงไหนบ้าง?

คำถามที่ตามมา รัฐบาลซึ่งมีอำนาจสูงสุดในการดูแลบริหารประเทศจะปล่อยให้ กสทช.เป็นหน่วยงานที่เป็นมือเป็นไม้สำคัญของรัฐบาลในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลและโทรคมนาคม เกิดเหตุการณ์แตกแยกอลหม่านเช่นนี้ต่อไปใช่หรือไม่?

บอร์ด กสทช.ชุดนพ.สรณ เป็นประธานฯ  ได้รับการโปรดเกล้าฯ วันที่ 13เมษายน 2565 มีวาระ6ปี จะครบกำหนดในวันที่ 13เมษายน 2571 ถ้านับถึงขณะนี้ บอร์ด กสทช.อยู่ในตำแหน่งมาเป็นเวลา 4ปี 4เดือน เหลือเวลาทำงาน 1ปี8เดือน

แต่หากพิจารณาตามพ.ร.บ.องค์การจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553และแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 19 ว่าด้วยวาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นตำแหน่งของกรรมการ ระบุ กรรมการมีวาระการดำรงตำแหน่งหกปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียวให้กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่ก่อนครบกำหนดตามวาระเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบวันให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาจัดให้เสนอชื่อและแต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

ก่อนครบวาระ 5เดือน สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา จะต้องสรรหา บอร์ด กสทช.ชุดใหม่ นั่นหมายความว่า บอร์ดกสทช.จะมีเวลาทำงานแค่1ปี 3เดือนเท่านั้นเอง

อีกประเด็นที่ควรพิจารณา เรื่องของนายศุภัช อายุครบ70ปีในเดือนมกราคม2570 ตาม พรบ.องค์การจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา15 ให้เปิดรับสมัครเพื่อคัดเลือกมาทำหน้าที่ กสทช.แทนนายศุภัช ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของสำนักเลขานุการวุฒิสภา

4ปี4เดือนยังล้มเหลวไม่เป็นท่า ระยะเวลาอีก 1ปี3ดือนที่เหลือถ้าให้วุฒิสภาสรรหา กสทช คนใหม่และยังมี กสทช.ชุดนี้ทำหน้าที่ต่อ จะทำอะไรให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติประชาชนได้?

วันนี้ ประชาชนตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลล์เซ็นเตอร์ แก๊งสแกมเมอร์ การหลอกลวงขายสินค้าไร้คุณภาพผ่านออนไลน์ เกิดปัญหาการใช้อินเตอร์เนต การโทรศัพท์ผ่านมือถือหรือไลน์ หรือแอพพลิเคชั่นอื่นๆ สะดุด เสียงขาดๆ พูดฟังไม่รู้เรื่องมาตลอด

ขอนำสถิติย้อนหลังความเสียหายตั้งแต่ปี 2565 ปีที่บอร์ด กสทช.ชุดนี้เข้ารับตำแหน่งจนถึงปัจุบัน มีผู้แจ้งความคดีออนไลน์ผ่านระบบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสายด่วน AOC 1441 รวมแล้วมากกว่า 770,000คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 8หมื่นล้านบาท

ถ้าคิดเฉลี่ยต่อปี คนไทยตกเหยื่อจากคอลล์เซ็นเตอร์และภัยออนไลน์ ปีละ2หมื่นล้านถึง3หมื่นล้านบาท หรือวันละ 70ล้าน-100ล้านบาท

สแกมเมอร์ข้ามชาติ สร้างความเสียหายให้กับชาวโลกปีละ 1ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือราวๆ 33ล้านล้านบาท ประเทศไทย เป็น1ในฐานปฎิบัติการสแกมเมอร์ที่โลกกล่าวหา

ปรากฎการณ์เหล่านี้ กสทช.ต้องแก้ไข แต่กสทช.ไม่ทำเพราะมัวแต่ขัดแย้งแตกแยกจึงเกิดความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

ถ้าบอร์ด กสทช.ไม่ทะเลาะกัดกันเอง ป่านนี้ภัยออนไลน์และสแกมเมอร์น่าจะลดลงฮวบฮาบ เพราะ กสทช.คือแกนสำคัญในการกำกับดูแลแพลตฟอร์มเหนือโครงข่ายหรือ Over The Top ( OTT )

การกำกับดูแลโอทีทีอย่างเข้มแข็งจะปิดช่องทางทำมาหากินของแก๊งมิจฉาชีพคอลล์เซ็นเตอร์และขบวนการหลอกลวงผ่านออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4ปี4เดือน บอร์ด กสทช.ปล่อยให้โครงการสำคัญที่ให้ประโยชน์กับผู้บริโภคและประเทศชาติ ผ่านเลยอย่างน่าหดหู่ใจ

ดังนั้นรัฐบาล”อนุทินชาญวีรกูล”ไม่ควรนิ่งเฉยกับวิกฤติบอร์ด”กสทช.” ทางออกดูเหมือนมีทางเดียวคือออกพระราชกำหนดยุบบอร์ดชุดนี้แล้วให้วุฒิสภาจัดการเลือกชุดใหม่

————————————-



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

 “บอร์ด กสทช.” เละ! ออก ”พรก.ยุบ-สรรหาใหม่” ทางสุดท้าย ”อนุทิน”
ผ่าคดี ‘ป๋อง’ อำมหิต 5 ศพ เพิ่งพ้นคุก-ก่อเหตุซ้ำซาก โยงปมสายข่าว ตร.สีเทา จุดชนวนรื้อระบบลดโทษ!
100 วันหลัง 7 ตุลาคม 2023 สหรัฐยังไม่มีแผนยุทธศาสตร์ในตะวันออกกลาง
คำทำนายช็อกโลกของอีลอน มัสก์
Political Autophagy : เมื่อการเมือง (เริ่ม) กินตัวเอง
ความตายกลายเป็นอากาศ (บทเพลงเดธเมทัลของปิศาจ) | กวีกระวาด : สันติพล ยวงใย
เนิ่นนาน | กวีกระวาด : ปันนารีย์
ถนนสายนี้ | เรื่องสั้น : จรัญ ยั่งยืน
โปรยปราย
ไทยอย่าตามรอยกัมพูชา สู่วงจรอุบาทว์ปล่อยให้คนโกงอำนาจ ร่วมมืออาชญากร
รักยาว ให้บั่น ‘ขาสั้น’ นุ่งต่อ
อาเซียน กับสหรัฐอเมริกา