บทความพิเศษ | มงคล วัชรางค์กุล
9/11 รำลึก 25 ปี
ความทรงจำของคนไทย
เหตุการณ์ 9/11 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 กันยายน ปี 2001 ในสหรัฐอเมริกา เมื่อ 25 ปีที่แล้ว นั่นคือ
เครื่องบินลำแรกบินชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ทางฝั่งทิศเหนือ เมื่อเวลาเช้า 8.46 น
เครื่องบินลำที่สองบินชนตึกเวิลด์เทรดฝั่งทิศใต้เมื่อเวลา 9.03 น
หลังจากเครื่องบินลำแรกชนตึกไม่กี่นาที CNN นำเสนอภาพข่าว Breaking News กระจายทั่วโลก
เป็นตอนประมาณสองทุ่มของคืนวันที่ 11 กันยายนในเมืองไทย ที่ไทยทีวีช่อง 9 นำภาพด่วนเครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์จาก CNN มารายงานออกอากาศ
ขณะนั้นผมอยู่ที่กรุงเทพฯ เห็นภาพข่าวเครื่องบินชนตึกทางทีวี ผมรีบโทรศัพท์เข้ามือถือคนข้างกายทันที ช่วงนั้นเป็นยุคแรกๆ ของโทรศัพท์มือถือ เธอกำลังทำงานอยู่ในห้อง NICU-ห้องผู้ป่วยฉุกเฉินเด็กแรกเกิดที่โรงพยาบาล St. Joseph’s เมืองเรดดิ้ง รัฐเพนซิลเวเนีย
เธอเป็นหมอเด็กอ่อนที่โรงพยาบาลนี้
Dr. Pearl Pakdi เล่าว่า ในห้องผู้ป่วยมีทีวีหนึ่งเครื่อง แต่ไม่เปิดให้ดูเพราะเกรงว่าพ่อแม่เด็กจะเกิดความแตกตื่น
ส่วนทีวีอีกเครื่องอยู่ในห้องพักแพทย์ พอเปิดขึ้นมาเห็นภาพตึกเวิลด์เทรดถูกเครื่องบินชนแล้ว กำลังมีไฟไหม้ควันโขมง ตอนแรกเข้าใจกันว่านักบินอาจจะ “เมายา” จึงบินไปชนตึก
แต่พอไม่นานนาทีต่อมา เห็นภาพเครื่องบินลำที่สองบินพุ่งเข้าชนอีกตึก ทุกคนเข้าใจทันทีว่านี่คือการ Sabotage – การก่อวินาศกรรม
คนที่ดูอยู่ในห้องคือพวกหมอ พยาบาล และบุคลากรแพทย์ พวกพยาบาลต่างพากันร้องไห้ระงม หลายคนร่ำไห้ด้วยความแค้นใจที่ประเทศชาติโดนทำร้าย
ในช่วงเวลานั้น พญ.อาภรณ์ภิรมย์ เกตุปัญญา เดินทางมาสหรัฐเพื่อสำรวจโรงเรียนประจำในรัฐคอนเนทิคัตที่จะส่งบุตรสาวมารียน คุณหมอมาพำนักที่บ้านเรดดิ้ง มีกำหนดเดินทางกลับประเทศไทยวันที่ 14 กันยายน 2001
วันเดียวกันนั้น Dr.Pearl Pakdi ก็มีกำหนดบินกลับเมืองไทย เธอจองตั๋วของสายการบิน Northwest Airlines เอาไว้
สนามบิน JFK ปิดทันทีที่มีการโจมตี 9/11 ไม่มีใครรู้ว่าสนามบินจะกลับมาเปิดให้บริการอีกเมื่อไหร่ แต่ทั้ง 2 คนตัดสินใจเดินทางจากเมืองเรดดิ้งสู่นิวยอร์ก เพื่อเสี่ยงดูว่าสนามบิน JFK จะเปิดในวันที่ 14 กันยายนหรือไม่
โดยขับรถไปจอดไว้ที่บ้านเพื่อนหมอฟิลิปิโนชื่อหมอเบบี้ ในนิวยอร์ก แล้วให้หมอเบบี้ขับรถไปส่งที่ JFK
Dr.Pearl เล่าว่า ช่วงที่ขับรถผ่านนิวยอร์กนั้นเหมือนขับรถผ่านเมืองร้าง แทบไม่มีรถขับสวนทางเลย ถนนหนหางไม่มีคนเดิน บรรยากาศเต็มไปด้วยความหดหู่ รถที่ขับสวนมีแต่รถบรรทุกขนาดใหญ่ที่เก็บซากเศษหินถล่มของตึกเวิลด์เทรดออกมา เพื่อค้นหาคนที่อาจรอดอยู่ใต้ซากปรักหักพังนั้น
ขับรถจากเรดดิ้งไปถึงบ้านหมอเบบี้ในนิวยอร์กตอนเที่ยง กินอาหารกลางวันที่นั่น หมอเบบี้มีความเห็นว่า หากถึงแม้สนามบินจะเปิด คงไม่มีร้านอาหารใดในสนามบินให้บริการ เธอจึงทำแซนด์วิชติดกระเป๋ามาให้คนละ 2 ชิ้น น้ำอีกคนละขวด สมัยนั้นยังถือขวดน้ำขึ้นเครื่องบินได้
เที่ยวบินของ Dr.Pearl เป็นเที่ยวบินแรกที่บินออกจาก JFK หลังเหตุการณ์ 9/11 ทุกอย่างดำเนินไปตามกำหนดเวลาประมาณ 6 โมงเย็น เธอกินแซนด์วิชทั้ง 2 ชิ้นหมดก่อนขึ้นเครื่อง
ส่วนคุณหมออาภรณ์ภิรมย์บินด้วยเครื่อง Lufthansa Airlines ออกตามหลังอีกหนึ่งชั่วโมง ตอนที่เดินจากเกตเข้าประตูเครื่องบิน เธอโยนแซนด์วิช 2 ชิ้นทิ้งถังขยะ
เพราะมั่นใจว่า เมื่อเข้าสู่เครื่องบินแล้ว อีกประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ จะมีการเสิร์ฟดินเนอร์ ยังไงก็ได้กินแน่ๆ
ทว่า Lufthansa เที่ยวบินนั้นมีการถูกขู่วางระเบิด ดังนั้น เมื่อเครื่องบินบินออกไปเกือบหนึ่งชั่วโมงจึงต้องหันหัวกลับมาลงที่ JFK อีกครั้ง แล้วผ่านขบวนขนย้ายคนโดยสารออกจากเครื่อง ขนส่งสู่โรงแรมที่พัก กว่าจะได้ดินเนอร์คืออีกกว่า 6-7 ชั่วโมงถัดมา
หิวจนตาลาย คุณหมออาภรณ์ภิรมย์เล่าว่าคิดถึงแซนด์วิช 2 ชิ้นนั้นเป็นที่สุด
มีกฎของนักเดินทางว่า จะต้องมีของกินติดกระเป๋าไว้เสมอ อาจจะเป็นขนมปังหนึ่งก้อน หรือแซนด์วิชหนึ่งชิ้นที่อาจประทังความหิวได้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ไม่มีการเสิร์ฟอาหารบนเครื่องบินอย่างที่เกิดขึ้นนี้
นพ.สมเกียรติ เหมตะศิลป เป็นหมอ Rehab-หมอฟื้นฟูสมรรถภาพ เดินทางมาประชุมสัมมนาเรื่อง Rehab ที่รัฐลุยเซียนาอีก 3-4 วันข้างหน้า หมอสมเกียรติบินมาลงที่ JFK วันที่ 10 กันยายน 2001 ก่อนจะต่อเครื่องบินไปลุยเซียนา เข้าพักในโรงแรมที่นิวยอร์ก ตั้งใจว่าวันรุ่งขึ้นจะไปเที่ยวตึกเวิลด์เทรด จองทัวร์ไว้แล้ว ถึงเช้าวันรุ่งขึ้น เห็นจากจอทีวีในห้อง ไม่มีตึกเวิลด์เทรดเหลือให้ทัวร์
สัมมนาที่ลุยเซียนาก็ยกเลิก รอต่อเครื่องบินกลับเมืองไทยอย่างเดียว
คุณหมออีกคนบินมาจากเมืองไทยเพื่อเข้าสัมมนาเรื่อง Rehab ที่รัฐลุยเซียนาเช่นเดียวกัน บินเข้า JFK วันที่ 11 กันยายน เครื่องลงไม่ได้ สนามบินปิด ต้องไปลงที่โทรอนโต แคนาดา ไม่มีเที่ยวบินต่อไปลุยเซียนา ต้องหาตั๋วกลับเมืองไทยเช่นเดียวกัน
ทั้งหมดคือความทรงจำของคนไทย 4-5 คนเกี่ยวกับ 9 /11
แต่ภาพใหญ่สุดที่ต้องบันทึกไว้คือการสูญเสียคนไทยหลายร้อยคนที่ทำงานเข็นรถขายกาแฟตามชั้นต่างๆ ของตึกเวิลด์เทรดทั้ง 2 ตึก งานนี้เป็นของโรบินฮูดไทยชาติเดียว เป็นที่ต้องการขนาดต้อง “เซ้ง” ตำแหน่งกัน แน่นอนว่าเมื่อเป็นงานของโรบินฮูด จึงไม่มีการลงทะเบียนประวัติการทำงานใดให้สืบหา
ดังนั้น ในจำนวนผู้เสียชีวิตนิรนามที่ไม่สามารถยืนยันว่าเป็นใคร 1,100 คนนั้น ย่อมมีคนไทยรวมอยู่ด้วยนับเกินกว่าร้อยคน ขอแสดงความอาลัย
ผู้เสียชีวิตที่ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 2,753 คน
พนักงานดับเพลิงเสียชีวิต 343 คน
ตึกเวิลด์เทรดทั้ง 2 หลังราพณาสูร เปลี่ยนเป็นอนุสรณ์สถาน Ground Zero
จารึกชื่อผู้เสียชีวิตไว้โดยรอบ และมีอาคารพิพิธภัณฑ์
ทุกปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีจะมาทำพิธีรำลึกถึงผู้จากไปที่นี่ บางปีมีประธานาธิบดีมาร่วมพิธีมากกว่าหนึ่งคน
แต่ในปีนี้ 2026 ครบรอบ 25 ปี ต้องจารึกไว้ว่า
“ประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ ทรัมป์ ปฏิเสธที่จะมาร่วมงานรำลึกถึงผู้เสียชีวิต 9/11 ที่อนุสรณ์สถาน Ground Zero”
