ปัญหาชนชาติและศาสนา เวียดนาม มีน้อย จึงเดินหน้าเรืองรองด้านเศรษฐกิจ ตามติดจีน

ที่มา มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 27 ก.ค. – 2 ส.ค. 2550 บทความพิเศษ โดย ภูมิ พิทยา ในเรื่อง ปัญหาชนชาติและศาสนา (2)
เวียดนามมีพื้นที่ไม่กว้างมาก แต่มีชนชาติส่วนน้อยถึง 53 ชนชาติ จำนวนพลเมืองชนชาติส่วนน้อยคิดเป็น 14% ของพลเมืองทั้งประเทศ ชนชาติส่วนน้อยของเวียดนามส่วนใหญ่กระจายอยู่ตามเขตภูเขาในภาคเหนือ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือและที่ราบสูงภาคกลาง
ในอดีตเวียดนามเป็นประเทศหนึ่งที่จัดการปัญหาชนชาติส่วนน้อยได้ค่อนข้างดี ในสมัยสงคราม เวียดนามเหนือแทบไม่มีปัญหาชนชาติส่วนน้อย แต่เมื่อเวียดนามได้รับชัยชนะในสงครามรวมชาติเมื่อปี 1975 แล้ว ทางการเวียดนามกลับใช้นโยบายแข็งกร้าวกับชนชาติส่วนน้อย เวียดนามได้ยกเลิกเขตปกครองตนเองชนชาติส่วนน้อย 2 แห่งที่ตั้งขึ้นเมื่อกลางทศวรรษ 1950 แล้วยังสร้างความตึงเครียดกับชาวฮัว (ชาวจีน) ในเวียดนาม จนถึงกับขับไล่ชาวฮัวจำนวนมากออกนอกประเทศ
เรื่องนี้เป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้จีนโกรธเคืองเวียดนาม และตัดสินใจทำสงคราม “สั่งสอน” เวียดนามในปี 1979
ปัญหาอีกเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลเวียดนามประสบหลังรวมชาติคือการก่อความไม่สงบของชนกลุ่มน้อยเชื้อสายมอญ-เขมรที่อาศัยอยู่บนที่ราบสูงภาคกลาง คนเหล่านี้ได้รับการจัดตั้งจากซีไอเอในสมัยสงครามเวียดนาม เพื่อให้ก่อกวนการลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์จากเส้นทางโฮจิมินห์เข้าสู่เวียดนามใต้ ต่อมาก็ได้จับอาวุธขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลเวียดนาม ทางการเวียดนามต้องใช้เวลาปราบปรามนานถึงสิบกว่าปีจึงสงบ
เวียดนามยังมีภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ที่กลืนชาติอื่นและยึดดินแดนชาติอื่น ในสมัยโบราณ ดินแดนที่เป็นประเทศเวียดนามปัจจุบันเป็นของ 3 ชนชาติ ภาคเหนือเป็นเวียดนาม ภาคกลางเป็นอาณาจักรจาม ส่วนภาคใต้แถบลุ่มแม่น้ำโขงเป็นของกัมพูชา จามเป็นอาณาจักรเก่าแก่พอๆ กับอาณาจักรฟูนันในกัมพูชา ก่อตั้งโดยชาวพื้นเมืองเชื้อสายออสตราลอยด์เมื่อประมาณปลายคริสต์ศตวรรษที่ 2 อาณาจักรนี้รับอารยธรรมจากอินเดีย นับถือศาสนาฮินดูไวษณพนิกาย
จามกับเวียดนามเป็นคู่สงครามที่ต่อสู้กันนานถึง 1,300 ปี ทั้งในยุคที่เวียดนามเป็นส่วนหนึ่งของจีนและยุคที่เป็นประเทศเอกราช จนในที่สุดก็ถูกเวียดนามทำลายพินาศและกลืนไป
เวียดนามเป็นเอกราชจากจีนเมื่อปี ค.ศ.968 ราชวงศ์ต่างๆ ที่ปกครองเวียดนามล้วนถือการรุกลงใต้ยึดเอาดินแดนจามเป็นนโยบายสำคัญของชาติ เวียดนามได้ทุ่มเทกำลังรุกรานจามนับครั้งไม่ถ้วน แต่จามเป็นอาณาจักรที่เข้มแข็ง ไม่ได้งอมืองอเท้าให้เวียดนามเชือดเฉือนตามใจชอบ จามได้สู้รบกับเวียดนามอย่างเด็ดเดี่ยว บางครั้งยังรุกตีกลับจนยึดเมืองหลวงของเวียดนามได้ การขับเคี่ยวระหว่างเวียดนามกับจามดำเนินไปตลอดช่วงประวัติศาสตร์อันยาวนานของทั้งสองชาติ และผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบเสียเปรียบกว่ากัน
ความพยายามของเวียดนามมาสัมฤทธิผลในสมัยพระเจ้า เล ทรัน ทง แห่งราชวงศ์เลยุคหลัง เมื่อเวียดนามสามารถเอาชนะจามได้โดยเด็ดขาดในปี 1471 เวียดนามเฉือนดินแดนส่วนใหญ่ของจามไป แล้วแบ่งส่วนที่เหลือเป็นอาณาจักรเล็กๆ 3 อาณาจักรให้ขึ้นต่อเวียดนาม
จามถึงคราวสูญชาติจริงๆ ในปี 1693 เมื่อเจ้าสกุลเหงียนที่ปกครองภาคใต้เวียดนามได้เข้ายึดดินแดนจามที่เหลือจนหมดสิ้น ชาวจามที่ตอนหลังหันไปนับถือศาสนาอิสลามส่วนใหญ่หลบหนีเข้าไปกัมพูชาและลาว บางส่วนดั้งด้นเข้ามาประเทศไทย อีกส่วนหนึ่งหนีไปเกาะไหหลำของจีน ส่วนชาวจามที่เหลืออยู่ในเวียดนามได้กลายเป็นชนชาติส่วนน้อยที่มีจำนวนคนเพียง 100,000 กว่าคนเท่านั้น
หลังจัดการกับอาณาจักรจามแล้ว เวียดนามได้รุกคืบลงใต้ต่อไป และได้เข้ายึดดินแดนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงของอาณาจักรกัมพูชาในปี 1757 ชาวเขมรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้บางส่วนอพยพไปอยู่กัมพูชา ส่วนที่เหลือกลายเป็นชนกลุ่มน้อยของเวียดนาม
ชาวจามแม้ในใจส่วนลึกยังไม่พอใจที่ถูกเวียดนามกลืนชาติ แต่เนื่องจากจำนวนคนมีน้อย ไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้ จึงต้องยอมรับสภาพการเป็นชนกลุ่มน้อยที่อยู่ใต้การปกครองของเวียดนาม ส่วนชาวเขมรที่อยู่ในเวียดนามต่างยอมรับสภาพของตน ไม่เคยมีปฏิกิริยาต่อต้านเวียดนามแต่อย่างใด
เวียดนามนับว่าโชคดีมากที่ทุกวันนี้ไม่มีปัญหาชนชาติและศาสนาเหมือนประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ จึงสามารถระดมสรรพกำลังไปที่การพัฒนาเศรษฐกิจ จนกลายเป็นดาวรุ่งทางเศรษฐกิจประเทศหนึ่งของโลกที่มีอัตราการเติบโตสูงเป็นที่สองรองจากจีนเท่านั้น
