bg-single

ช่วงเวลาปกครองของ เน วิน นับได้ว่าเป็นยุคหายนะของพม่าโดยแท้

30.09.2016

ที่มา มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 3 ส.ค. – 9 ส.ค. 2550 บทความพิเศษ โดย ภูมิ พิทยา ในเรื่อง ปัญหาชนชาติและศาสนา (3)

….พม่าได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 4 มกราคม 194 ออง ซาน ถูกลอบสังหารก่อนวันประกาศเอกราชไม่นาน อูนุ ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของพม่า รัฐบาลอูนุได้ละทิ้งหลักการของข้อตกลงที่ ออง ซาน ทำกับชนกลุ่มน้อย ลิดรอนหรือจำกัดสิทธิในการปกครองตนเองของชนกลุ่มน้อย พยายามเผยแพร่วัฒนธรรมพม่าที่ถูกชนกลุ่มน้อยมองว่าเป็นการครอบงำทางวัฒนธรรม เพื่อทำลายเอกลักษณ์ของชนกลุ่มน้อย เช่น

การประกาศให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ การส่งพระภิกษุไปเผยแผ่ศาสนาในเขตชนกลุ่มน้อย การบังคับชนกลุ่มน้อยเรียนภาษาพม่า และการอธิบายประวัติศาสตร์ตามทัศนะของพม่า เป็นต้น

ชาวกะเหรี่ยงเป็นพวกแรกที่ลุกขึ้นมาก่อกบฏต่อพม่า กองกำลังกะเหรี่ยงได้เริ่มโจมตีทหารพม่าเมื่อเดือนกรกฎาคม 1948 แล้วเข้ายึดเมืองตองอูและจัดตั้งรัฐบาลของตนขึ้นมา จากนั้นชนชาติส่วนน้อยกลุ่มอื่นๆ ทั้งกะฉิ่น กะยา ชาน มอญและยะไข่ ต่างได้จัดตั้งกองกำลังของตนมาสู้รบกับรัฐบาลพม่า โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อแยกตัวเป็นอิสระหรือต่อรองเงื่อนไขที่ดีขึ้นในการปกครองตนเอง พม่าจึงตกอยู่ในสภาพสงครามกลางเมือง หลังจากที่ได้รับเอกราชแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น

รัฐบาลอูนุถูก นายพลเน วิน ทำรัฐประหารโค่นล้มเมื่อปี 1962 เนวินได้สถาปนาการปกครองเผด็จการทหารในพม่านานถึง 26 ปี เน วิน เป็นผู้นำที่ทำให้พม่าถอยหลังเข้าคลองและทำให้ปัญหาต่างๆ ยิ่งหนักกว่าเก่าจนยากที่จะแก้ไข ช่วงเวลาปกครองของ เน วิน นับได้ว่าเป็นยุคหายนะของพม่าโดยแท้

รัฐบาล เน วิน ได้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่เรียกว่า “สังคมนิยมแบบพม่า” มาตรการสำคัญได้แก่ การยึดกิจการเอกชนและกิจการต่างชาติทั้งหมดเป็นของรัฐ การเน้นเศรษฐกิจพึ่งตนเอง ลดการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ จนเกือบจะกลายเป็นการปิดประเทศ และยังมีมาตรการพิสดารที่ไม่มีประเทศไหนทำกัน เช่น ออกธนบัตรใบละ 90 จ๊าต 45 จ๊าต 35 จ๊าต 25 จ๊าต แล้วอยู่ๆ ก็ประกาศยกเลิกธนบัตรเหล่านี้ โดยไม่มีการรับแลกคืน เท่ากับเป็นการปล้นประชาชน เงินพม่าจึงไม่มีใครเชื่อถืออีกต่อไป

การบริหารประเทศของ เน วิน ทำให้พม่าที่เคยเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาค่อนข้างสูงในเอเชียกลายเป็นประเทศที่ยากจนล้าหลัง จนถูกสหประชาชาติประกาศให้เป็นหนึ่งในประเทศที่ด้อยพัฒนาที่สุดของโลก

ในด้านนโยบายชนกลุ่มน้อย แม้รัฐบาล เน วิน จะทำเป็นให้ความสำคัญกับชนกลุ่มน้อยและใส่ใจวัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อย และมีการจัดตั้งรัฐชนกลุ่มน้อยขึ้นอีก 2 แห่งคือมอญและยะไข่ แต่พฤติกรรมที่เป็นจริงกลับสวนทางกัน รัฐบาลค่อยๆ รวบอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง สิทธิในการปกครองตนเองของชนกลุ่มน้อยถูกลิดรอนจนหมดสิ้น ฐานะของรัฐชนกลุ่มน้อยแทบไม่แตกต่างจากเขตปกครองของชาวพม่า รัฐบาลยังพยายามเผยแพร่วัฒนธรรมพม่าและปิดกั้นวัฒนธรรมชนกลุ่มน้อย เช่น

ให้โรงเรียนในเขตชนกลุ่มน้อยสอนแต่ภาษาพม่า ไม่ให้สอนภาษาของชนกลุ่มน้อย ชนกลุ่มน้อยจึงต้องหาทุนตั้งโรงเรียนสอนภาษาของตนเอง แต่โรงเรียนเหล่านี้ไม่ได้รับการรับรองจากรัฐบาล เด็กที่เรียนจบจากโรงเรียนเหล่านี้ไม่สามารถเรียนต่อในโรงเรียนรัฐบาล

รัฐบาลยังมีมาตรการกีดกันชนกลุ่มน้อยต่างๆ เช่น กำหนดให้การรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยและการรับผู้ที่จบการศึกษาเข้าทำงานต้องให้โอกาสคนพม่าก่อน การรับสมาชิกของพรรครัฐบาลซึ่งเป็นพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวจะรับเฉพาะคนพม่า การรับนักเรียนนายร้อยทหารและการเกณฑ์ทหารจะรับเฉพาะคนพม่า เพื่อให้กองทัพเป็นของชาวพม่าเท่านั้น เป็นต้น

การกระทำของรัฐบาล เน วิน ก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้รุนแรงจากชนกลุ่มน้อยแทบทุกกลุ่ม ชนกลุ่มน้อยต่างจัดตั้งกองกำลังของตน จับอาวุธขึ้นมาสู้รบกับรัฐบาล เพลิงสงครามจึงลุกลามไปทั่วทุกภูมิภาคของแผ่นดินพม่า

กองกำลังชนกลุ่มน้อยที่สู้รบกับรัฐบาลพม่ากลุ่มใหญ่ที่สุดคือพรรคคอมมิวนิสต์พม่าที่มีกำลังพลถึง 15,000 คน ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่เป็นชนกลุ่มน้อยชนชาติว้า กะฉิ่น ไทยใหญ่และจีนฮ่อ รองลงมาคือกองกำลังกะเหรี่ยงที่มี นายพลโบเมียะ เป็นผู้นำและกองกำลังรัฐชานของขุนส่า นอกนั้นก็มีกองกำลังกลุ่มอื่นๆ ของชาวกะฉิ่น กะยา กะเหรี่ยง ไทยใหญ่ มอญ ยะไข่ ผาโอ ว้า มูเซอร อีก้อ ฯลฯ ในช่วงที่มากที่สุดมีถึง 19 กลุ่ม กำลังพลทั้งหมดมีประมาณ 40,000 คน

กองกำลังชนกลุ่มน้อยมีแหล่งรายได้ที่หลากหลายแตกต่างกัน กองกำลังกะเหรี่ยง มอญ กะยาและชนกลุ่มน้อยอื่นที่อยู่ตามชายแดนไทยอาศัยรายได้จากการค้าชายแดน กองกำลังที่อยู่ในรัฐชานและรัฐกะฉิ่นมีรายได้จากการค้าหยก ค้าพลอยและให้สัมปทานป่าไม้ บางกลุ่มอาศัยการค้ายาเสพติดเป็นหลัก เช่น กลุ่มขุนส่า เป็นต้น

การเกิดขึ้นของกองกำลังชนกลุ่มน้อยที่ต่อต้านรัฐบาลมากมายเช่นนี้ นอกจากทำให้รัฐบาลพม่าต้องทุ่มงบประมาณมหาศาลในการขยายกองทัพและซื้ออาวุธเพื่อทำการปราบปราม จนไม่มีโอกาสพัฒนาประเทศแล้ว ยังมีผลให้รัฐต้องสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษีอากร ทรัพยากรถูกทำลาย และเกิดปัญหาร้ายแรงคือการผลิตและค้ายาเสพติด

ที่พม่ากลายเป็นแหล่งสุดท้ายของยาเสพติดในสามเหลี่ยมทองคำที่แพร่กระจายไปทั่วโลก

การต่อต้านรัฐบาลพม่าของกองกำลังชนกลุ่มน้อยต่างๆ มีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน บางกลุ่มต้องการแยกดินแดนไปตั้งเป็นประเทศใหม่ บางกลุ่มต้องการแบ่งเขตรัฐชนชาติส่วนน้อยใหม่ให้ครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่าเดิม บางกลุ่มต้องการอำนาจปกครองตนเอง ส่วนพรรคคอมมิวนิสต์พม่าต้องการโค่นล้มรัฐบาลทหาร และยังมีกองกำลังอีกหลายกลุ่มที่ใช้การกู้ชาติบังหน้า

แต่แท้จริงเป็นกลุ่มค้ายาเสพติดที่ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองแต่อย่างใด

รัฐบาลพม่าแทนที่จะจำแนกความต้องการของกองกำลังชนกลุ่มน้อยต่างๆ แล้วใช้วิธีการแก้ปัญหาที่หลากหลาย นอกเหนือจากการใช้กำลังปราบปรามอย่างเดียว ซึ่งอาจเป็นการเจรจาหรือยอมผ่อนปรนนโยบายบางอย่าง แต่รัฐบาลพม่ากลับมองว่ากองกำลังชนกลุ่มน้อยทุกกลุ่มเป็นอาชญากรที่กระทำความผิดมหันต์ต่อพม่าทั้งนั้น จึงต้องปราบปรามให้สิ้นซาก

การใช้กำลังปราบปรามของพม่ามีแต่ส่งผลในทางตรงข้าม ยิ่งปราบก็ยิ่งเกิดการต่อต้าน สงครามกลางเมืองระหว่างรัฐบาลพม่ากับกองกำลังชนกลุ่มน้อยจึงดำเนินไปตลอด จนถึงวาระสุดท้ายของรัฐบาล เน วิน

รัฐบาล เน วิน ถึงกาลอวสานในปี 1988 เมื่อเกิดการเดินขบวนประท้วงรัฐบาลครั้งใหญ่ในกรุงย่างกุ้ง รัฐบาลใช้กำลังทหารปราบปราม แต่เหตุการณ์ยังไม่สงบ เน วิน จึงลาออกในเดือนกรกฎาคม รัฐบาลใหม่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ การประท้วงลุกลามจากย่างกุ้งไปยังมัณฑะเลย์และเมืองอื่นๆ คณะทหารที่เรียกตัวเองว่า “คณะกรรมการฟื้นฟูกฎหมายและระเบียบแห่งชาติ” หรือสลอร์ต (SLORT) จึงฉวยโอกาสทำรัฐประหารยึดอำนาจเมื่อเดือนกันยายน แล้วปกครองประเทศต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

คณะทหารสลอร์ตได้ให้สัญญาจะคืนอำนาจแก่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในปี 1990 เมื่อผลการเลือกตั้งผิดจากความคาดหมาย พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยที่มี นางออง ซาน ซูจี บุตรสาวของ นายพลออง ซาน เป็นหัวหน้าได้รับชัยชนะ คณะทหารไม่ยอมมอบอำนาจ แต่กลับห้ามพรรคนี้ทำการเคลื่อนไหวทางการเมือง และกักบริเวณ นางออง ซาน ซูจี ไว้ที่บ้านพักจนถึงทุกวันนี้

รัฐบาลทหารสลอร์ตได้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่เปิดกว้างกว่าสมัย เน วิน ที่สำคัญได้แก่ การประกาศใช้กฎหมายส่งเสริมการลงทุนเพื่อรองรับทุนต่างชาติ ส่งเสริมการท่องเที่ยวและการค้าต่างประเทศ แต่จังหวะก้าวการพัฒนาของพม่ายังค่อนข้างเชื่องช้า เนื่องจากระบบสาธารณูปโภคที่ล้าหลัง ความไม่โปร่งใสของระบบราชการและถูกคว่ำบาตรจากประเทศตะวันตก เพราะปกครองโดยระบอบเผด็จการทหารและละเมิดสิทธิมนุษยชน

ในด้านการแก้ไขปัญหากบฏชนกลุ่มน้อย รัฐบาลทหารได้ใช้วิธีการที่พลิกแพลงกว่ารัฐบาลชุดก่อน รัฐบาลฉวยโอกาสจากการแตกแยกของพรรคคอมมิวนิสต์พม่าในปี 1989 เข้าทำการเจรจากับกองกำลังทั้ง 4 กลุ่มที่แตกออกจากพรรคคอมมิวนิสต์ ในที่สุด ก็สามารถทำข้อตกลงให้กองกำลังเหล่านี้แปลงสภาพเป็นตำรวจแห่งชาติ แต่ยังมีอำนาจควบคุมพื้นที่เดิม และสามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามเดิม

ต่อมารัฐบาลได้ใช้เงื่อนไขลักษณะเดียวกันนี้เจรจากับกองกำลังกลุ่มอื่นๆ และสามารถบรรลุข้อตกลงกับกองกำลังเกือบทั้งหมด ยกเว้นกองกำลังกะเหรี่ยงของ นายพลโบเมียะ เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น

รัฐบาลทหารยังได้ทุ่มเทงบประมาณจำนวนมากพัฒนาเขตชนกลุ่มน้อย ซึ่งได้แก่ การปรับปรุงถนนหนทาง พัฒนาระบบไฟฟ้า ระบบสื่อสาร ปรับปรุงการศึกษาและสาธารณสุข ส่งเสริมให้เพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและปศุสัตว์ ส่งเสริมการท่องเที่ยวในเขตชายแดนที่ติดกับจีนและไทย เป็นต้น

ผลจากการพัฒนาทำให้ทัศนคติของชนกลุ่มน้อยที่มีต่อรัฐบาลพม่าดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งมีส่วนช่วยให้การเจรจาสงบศึกกับกองกำลังชนกลุ่มน้อยทำได้ง่ายขึ้น

แต่อย่างใดก็ตาม ระดับการพัฒนาในพื้นที่ชนกลุ่มน้อยยังถือว่าต่ำมาก เพราะเริ่มจากพื้นฐานเดิมที่ล้าหลังมาก

ปัจจุบันพม่าถือว่าสามารถจัดการปัญหาชนชาติส่วนน้อยได้ในระดับหนึ่ง การสู้รบที่ดุเดือดรุนแรงได้ยุติลงแล้ว ความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ระหว่างรัฐบาลพม่ากับชนกลุ่มน้อยลดลงจากก่อนมาก แต่ก็ต้องยอมรับว่า สภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเป็นเสมือนการพักรบเท่านั้น กองกำลังของชนกลุ่มน้อยเกือบทั้งหมดยังดำรงอยู่และมีอาวุธครบมือ พื้นที่เขตชนกลุ่มน้อยยังอยู่ใต้การยึดครองของพวกเขา

และที่สำคัญที่สุดคือ ปัญหาความต้องการของชนกลุ่มน้อยที่นำไปสู่การสู้รบกับรัฐบาล ไม่ว่าการแบ่งแยกดินแดน การแบ่งปันเขตแดนรัฐชนชาติส่วนน้อยใหม่ การขอสิทธิปกครองตนเองหรือการเรียกร้องให้มีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ ล้วนแต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข รัฐบาลยังไม่ยอมเจรจาปัญหาเหล่านี้กับชนกลุ่มน้อย และปัญหาเหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ง่ายๆ เหมือนการเจรจาสงบศึกซะด้วย

ดังนั้น ปัญหาชนชาติส่วนน้อยจึงยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดที่รัฐบาลพม่าต้องเผชิญ หากปล่อยทิ้งไว้ไม่แก้ไขหรือแก้ไม่ถูกทาง ก็อาจจะเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งก็เป็นได้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ธงทอง จันทรางศุ | ว่าด้วย ‘หมาจริง – หมาปลอม’
วิกฤตโจ๋ไทยจาก ‘มวน’ สู่ ‘พอต’ ‘บุหรี่ซอมบี้’ ภัยร้ายแบบใหม่ ปฏิบัติการ ‘ระดับชาติ’ หยุดควัน
ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว
เหยี่ยวถลาลม | แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ป.ป.ช.
เจาะชีวิต ‘โกแพ’ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ มท.4 เลือดใหม่พรรคสีน้ำเงิน จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ชอบการเมือง?
รัฐสภาวางคิวถกแก้ รธน. ลุ้นกดปุ่มรับหลักการ ผ่านวาระแรกทุกฉบับ
ทำความเข้าใจ ยุทธศาสตร์การเจรจาของอิหร่าน ผ่านหนังสือของ ‘อารักชี’
การกลับมาของนักการเมือง
ครบรอบ 2 ปี คดีฮั้ว ส.ว. กกต.จะกล้าส่งให้ศาลหรือไม่?
ร่างทรง | เรื่องสั้น : อรรถสิทธิ์ สมจารี
ฝุ่น
มึงรู้จักกูน้อยไป | กวีกระวาด : ในเมือง รักเสรี