
รายงานพิเศษ
ดี-ไม่ดี ยังไม่รู้
ติ๊ก เจษฎาภรณ์ รู้แต่ต้องทุ่มเท
เมื่อโอกาสมา
“ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ”
คือข้อความที่ติ๊ก-เจษฎาภรณ์ ผลดี ฝากมาถึงแฟนๆ
ถามว่าอยู่วงการบันเทิงมา 25 ปี ตั้งแต่แจ้งเกิดจากภาพยนตร์เรื่อง ‘2499 อันธพาลครองเมือง’ ซึ่งออกฉายในปี พ.ศ.2540 ทำไมถึงต้องมาฝากเนื้อฝากตัวอีกครั้งในปีนี้?
คำตอบที่พระเอกหล่อเฉลยคือ เพราะเขากำลังจะเริ่มงานใหม่ ในฐานะผู้จัดละครของสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 HD น่ะซิ
ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผู้เป็นขวัญใจผู้ชม ยอมรับด้วยว่า แม้จะมีประสบการณ์หลากหลาย เพราะทำมาแล้วทั้งงานแสดงละคร แสดงภาพยนตร์ เป็นพิธีกรและผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ รวมถึงยังเปิดค่ายเพลง bROTHERS Music หนุนเด็กๆ ซึ่งมีความสามารถทางดนตรีให้แจ้งเกิด
แต่ถึงอย่างนั้น งานนี้ ที่จะประเดิมด้วยการนำบทประพันธ์เรื่อง ‘ลมพัดผ่านดาว’ ของ ว. วินิจฉัยกุล หรือคุณหญิงวินิตา ดิถียนต์ มาทำ ให้ตัวเขาเอง, อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ, เข้ม-หัสวีร์ ภัคพงษ์ไพศาล ,เจี๊ยบ-โสภิตนภา ชุ่มภาณี ฯลฯ แสดง ก็ยังทำให้เกิดความรู้สึกตื่นเต้น
“ตื่นเต้นมาก”
“เป็นวันที่เราได้มีโอกาสทำงานชิ้นใหม่ๆ ได้เจองานใหม่ๆ ได้เจอคนที่เราเคยร่วมงานด้วย รวมถึงได้เจอคนใหม่ๆ ที่จะได้ร่วมงานกันต่อไป”
ขณะเดียวกันยังยอมรับด้วยว่า อีกอารมณ์ที่มาพร้อมความตื่นเต้น ก็คือความกดดัน
“ลำพังตัวเราเองในการทำงานก็มีภาวะกดดันอยู่แล้ว เพราะก็กังวลในหลายอย่าง งานชิ้นนี้เป็นงานชิ้นใหม่ เป็นงานละครเรื่องแรกที่ได้ลงมือทำเองในทุกๆ ขั้นตอน และแน่นอนครับว่าสภาพสิ่งแวดล้อมต่างๆ ก็น่าจะมีความคาดหวัง รวมทั้งบทประพันธ์เรื่องนี้ยังไม่เคยถูกสร้างที่ไหนมาก่อน นี่เป็นครั้งแรก” ก็ยิ่งทำให้ทวีความรู้สึกดังกล่าว
ส่วนที่คิดอยากทำงาน ‘กดดัน’ นี้ แทนที่จะอยู่แบบชิลชิล ติ๊กก็ว่า เพราะเป็นความ “อยากเปิดโอกาส”
“ในการทำงาน แน่นอนว่ามันก็ต้องค่อยๆ มีพัฒนาการของตัวเองในลำดับต่อไป ในส่วนของการทำงานเบื้องหลังผมก็คิดว่าเราอยากจะเปิดโอกาส”
“ผมเป็นคนเปิดโอกาส ไม่ว่าจะเปิดให้คนอื่น เปิดให้ตัวเอง ในเมื่อ ณ เวลานี้เราสามารถมีโอกาส ก็อยากจะเห็นงาน หรือสิ่งที่เป็นเรื่องราวที่ไม่มีใครทำ ก็อยากจะทำ อยากลองทำด้วยตัวเอง”
ซึ่งเพียงแค่เริ่มต้น ‘ลอง’ เขาก็บอกเลย “เป็นอะไรที่ต้องรับผิดชอบเยอะมาก”
“มันคือทั้งหมดในเรื่องของศิลปะ เป็นเรื่องของการบริหารจัดการ รวมถึงจิตวิทยา รวมถึงศาสตร์หลายๆ อย่าง แต่ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ท้าทาย แล้วเราก็พยายามอยากจะทำให้สำเร็จ เพราะผมไม่อยากจะเป็นคนที่อยู่นิ่ง อยากจะพัฒนาตัวเองต่อไป เพราะอย่างน้อยเราได้มีโอกาสลองดูอย่างเต็มที่แล้ว สุดความสามารถแล้ว อะไรอย่างนี้ มันอาจจะไม่ดีก็ได้ หรืออาจจะดีก็ได้ เราไม่รู้ ถ้าเรายังไม่มีโอกาสได้ลงมือทำ”
“ก็จะพยายามทำอย่างเต็มที่ ให้ดีที่สุดนะครับ”
เรื่องของความหล่อ
เผลอแป๊บเดียว ตอนนี้ ‘น้องเต็นท์’ ลูกชายคนโตของติ๊กก็มีอายุได้ราว 8 ปี ขณะที่ ‘น้องตริณณ์’ คนรองก็อายุ 4 ปีเศษ ซึ่งถึงตอนนี้ติ๊กบอกว่าทั้งคู่ยังไม่มีวี่แววจะสนใจในวงการบันเทิง
“ตอนนี้เขาจะดูเฟซบุ๊ก ยูทูบ แล้วเด็กเดี๋ยวนี้ก็อยากจะเป็นยูทูบเบอร์” ติ๊กเล่าขำๆ
หลายครั้งเขาจึงได้เห็นลูกไปถ่ายนั่น โน่น นี่
“เหมือนเป็นพิธีกร แกะการ์ดโปเกมอนมา แล้วได้อันนี้ๆ เขาก็จะอัดคลิปไว้”
“แต่ในอนาคตเราไม่ทราบหรอกครับ ว่าทั้ง 2 คนจะชอบในแบบไหน แล้วถ้าเขาชอบแบบนี้ ก็ไม่ได้ติดขัดอะไร ก็เต็มที่”
ที่มีหลายคนแซวว่า ลูกน่าจะหล่อไม่ทิ้งแถวพ่อ เขาก็หัวเราะ พลางบอก เรื่องนี้เขาก็ไม่รู้
ส่วนที่ปัจจุบันมีอายุได้ 44 ปี แต่ยังดูดี จนมีคนยกให้เป็นแวมไพร์เมืองไทย เขาก็ว่า จริงๆ แล้วไม่ใช่ ไม่ได้อมตะอย่างนั้น
“ตามกาลเวลาแหละค่ะ” ติ๊กบอก
“เดี๋ยวนี้มันเก่าไป ใหม่มา บทบาทที่เราเคยเล่น ณ ปัจจุบันเราอาจจะเล่นในบทบาทแบบนั้นไม่ได้แล้ว ก็ต้องเปลี่ยนบทบาทไป แต่เราก็จะพยายามที่จะค่อยๆ หางานที่เหมาะกับตัวเรา”
เรื่องหน้าตาที่บ่อยครั้งมีคนถามเคล็ดลับ เขายืนยันว่าไม่ได้มีอะไรเลยจริงๆ
“ผมว่าบางทีช่างเมกอัพอาจจะเก่งก็ได้นะ พยายามลบริ้วรอยต่างๆ ให้มันเนียนๆ” พูดพลางหัวเราะเบาๆ
“ที่ผ่านมาผมอาจจะใช้ชีวิตที่โลดโผนมาก ใช้ร่างกาย อยู่ในป่า กลับมาก็ดำ มือไม้ต่างๆ ก็กร้าน ตอนนี้อยู่ในป่าน้อยลง อยู่ในเมืองมากขึ้น ก็เริ่มขาวขึ้น เริ่มพักผ่อนเยอะ เดินทางน้อยลง เหมือนกับต้องดูแลตัวเอง แล้วก็ฟื้นฟูตัวเองดีๆ”
เรื่องคำชม เอาจริงๆ เขาบอก “ก็เขิน”
แถมยังว่า “ไปพูดกันอย่างนี้เยอะๆ เดี๋ยวเขาเห็นตัวจริงแล้วจะว่า ไม่เห็นเหมือนอย่างที่บอกกันเลย”
เป็นคำออกตัวแรงที่มาพร้อมกับรอยยิ้ม
