กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น
จะด้วยเหตุผลกลใดก็ไม่ทราบ ขณะที่กำลังเกาะติดการสืบสวนสอบสวนคดี “ฮั้ว ส.ว.” ที่อื้อฉาวเกรียวกราวอย่างยิ่งนั้น ผมคิดย้อนไปถึงผลงานอันโด่งดังระดับประวัติศาสตร์วงการสื่อเมื่อกว่า 50 ปีก่อนที่เกี่ยวโยงกับคดี Watergate ของสหรัฐอเมริกา
เป็นผลงานการเจาะหาข้อมูลและหลักฐานความไม่ชอบมาพากลของการเมืองสหรัฐจนท้ายที่สุดประธานาธิบดีสหรัฐที่ชื่อริชาร์ด นิกสัน ต้องลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 1974 หรือเมื่อ 52 ปีก่อน
แม้เวลาผ่านพ้นมาค่อนข้างยาวนาน แต่กรณีการสืบเสาะหาหลักฐานของ Bob Woodward กับ Carl Berstein นักข่าว 2 คนของหนังสือพิมพ์ Washington Post ก็มีอะไรหลายมิติที่เหมือนกับที่พริษฐ์ (ไอติม) วัชรสินธุ แห่งพรรคประชาชน และยิ่งชีพ อัชฌานนท์ แห่ง iLaw ได้นำเสนอหลักฐานในรูปแบบต่างๆ เรื่อง “ฮั้ว ส.ว.” ต่อสังคมผ่านช่องทางต่างๆ อย่างน่าสนใจ
การสืบสวนเรื่อง Watergate มีประเด็นติดตามคนที่เชื่อมโยง, เส้นทางการเงิน, หลักฐานการพบปะของผู้คน, รวมไปถึง “แหล่งข่าวเชิงลึก” (Deep Throat) และเอกสารทางการ
เหมือนกับที่เราเห็นความพยายามของทั้งพริษฐ์และยิ่งชีพใช้สูตรเดียวกัน (สอดประสานกับ “นักสืบออนไลน์” อีกจำนวนมาก) ในการใช้สูตร :
Follow the people
Follow the money
Follow the documents
Follow the tapes
Follow Deep Throat
และด้วยเราอยู่ในยุคดิจิทัล การสืบสวนสอบสวนคดีฮั้ว ส.ว.ยังมีการสามารถวิเคราะห์ pattern ของการลงมติที่มีความแปลกพิสดารอันเกิดจาก “โพย” แห่งการนัดแนะและสั่งการที่ทำให้ผลการเลือกออกมาในรูปแบบที่มี “ความน่าจะเป็น” ในแง่คณิตศาสตร์ 1 ใน 5 พันล้านล้านครั้งเท่านั้น
มิหนำซ้ำยังกลายเป็นว่าคนจากสังคมแวดวงต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเสาะแสวงหาเบาะแสที่ยุคสมัย Watergate ไม่มี
ในกรณี Watergate อันเป็นคดีที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกัน และทำให้ชื่อของนักข่าวสองคนกลายเป็นตำนานของ “วารสารศาสตร์แห่งการสืบสวน” หรือ Investigative Journalism
ในกรณีการสืบสวนสอบสวนคดีฮั้ว ส.ว.นั้นก้าวข้ามวิถีปฏิบัติของสื่อยุคหนังสือพิมพ์ไปด้วยซ้ำ
เพราะในคดีวอเตอร์เกต มี “แหล่งข่าวเชิงลึก” หรือ Deep Throat เพียงคนเดียว แต่ในการขุดคุ้ยของคดีฮั้ว ส.ว.นั้นที่มาของข้อมูลที่ช่วยกันเจาะมาจากการเชื่อมต่อของแหล่งข่าวภายใน นักการเมืองฝ่ายค้าน องค์กรภาคประชาสังคม นักข่าว นักวิเคราะห์ข้อมูล นักคณิตศาสตร์ และสาธารณะเข้าด้วยกันโดยไม่ได้นัดหมายกันอย่างน่ามหัศจรรย์
คดี Watergate เริ่มต้นจากเหตุการณ์ที่ดูเหมือนอาชญากรรมทางการเมืองธรรมดา เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 1972
มีผู้บุกรุกสำนักงาน Democratic National Committee อาคารชื่อ Watergate ตำรวจจับผู้ต้องสงสัย 5 คน
แรกเริ่มเป็นแค่ข้อหาบุกรุกเคหสถานเหมือนข่าวอาชญากรรมวันสุดสัปดาห์ธรรมดา
แต่นักข่าวของ Washington Post สองคนค่อยๆ แกะรอยเพราะมี “ข้อผิดสังเกต” จนในท้ายที่สุดก็สามารถเชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายทีมหาเสียงของประธานาธิบดีนิกสัน
ผ่านการเกาะติดเส้นทางการติดต่อของคนและเส้นทางการเงินกับ “หลักฐานเชิงประจักษ์” อย่างมุ่งมั่นตั้งใจ
พอการตรวจสอบข้อมูลขยับเข้าใกล้ทำเนียบขาว นิกสันก็สั่งสกัดกั้นด้วยการขู่จะฟ้อง, กดดันให้เจ้าของสื่อสั่งให้ฝ่ายข่าวหยุดการติดตามโดยขู่ว่าถ้าไม่ระงับการทำข่าวเรื่องนี้ อำนาจรัฐจะเข้าทำลายผลประโยชน์ทางธุรกิจของสื่อนั้น
คนรอบข้างนิกสันออกมาปฏิเสธข้อมูลที่นักข่าวสืบค้นมาได้เป็นพัลวัน
และเมื่อสื่ออื่นๆ ในสหรัฐเข้าร่วมการเจาะข่าวเดียวกันนี้ นิกสันก็ยิ่งยกระดับการข่มขู่เพื่อปิดบังความจริงจากสาธารณะ
หัวใจของการสอบสวนคดี Watergate ไม่ได้อยู่ที่การมี “ข้อมูลลับ” เพียงชิ้นเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถของนักข่าวในการนำเบาะแสจากหลายแหล่งมาตรวจสอบและเชื่อมโยงกัน
แหล่งข่าววงในลึกลับหรือ Deep Throat (ซึ่งภายหลังได้รับการเปิดเผยว่าเป็น W. Mark Felt รอง ผอ. ของ FBI) ไม่ได้เป็นคนมีข้อมูลชั้นความลับสุดยอดทั้งหมด
แต่เขามีบทบาทสำคัญในการชี้ทิศทางให้นักข่าวสองคนนี้ไปหาข้อมูล คำยืนยัน และไม่ให้หลงทิศหลงทางในการตามไล่ล่าความจริง
หน้าที่สำคัญของ Deep Throat คือการบอกว่า “คุณกำลังมองถูกทางหรือผิดทาง”
จากนั้นนักข่าวก็ต้องกลับไปหาเอกสาร ติดต่อแหล่งข่าวอื่น ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และยืนยันข้อมูลอีกครั้ง
นี่คือหลักการสำคัญของ investigative journalism
อันหมายถึงการเจาะหา “หลักฐาน” ที่ผูกมัดผู้พัวพันการกระทำความผิด ไม่ใช่การหา “วลีดุๆ แรงๆ” เพียงเพื่อพาดหัววันรุ่งขึ้น
หรืออีกนัยหนึ่งคือ Follow the evidence, not the narrative
นักข่าวที่ดีไม่ได้เชื่อแหล่งข่าวเพียงเพราะแหล่งข่าวอยู่ในตำแหน่งสูงหรือดูเหมือนรู้ความจริง แต่ใช้แหล่งข่าวเป็นเข็มทิศ แล้วเดินต่อไปหาหลักฐานด้วยตัวเอง
สําหรับผม กรณีการขุดคุ้ยข้อมูลเกี่ยวกับการฮั้ว ส.ว. มีโครงสร้างการสืบสวนสอบสวนที่แตกต่างออกไปอย่างน่าสนใจ
เริ่มต้นด้วยข้อมูลไม่ได้ไหลมาจาก Deep Throat คนเดียว แต่มีแหล่งข่าวหลายวง โดยเฉพาะข้อมูลจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสอบสวนของอนุกรรมการชุดที่ 26 รวมถึงข้อมูลจาก ส.ว. สำรอง หรือผู้ที่อยู่ในกระบวนการเลือก ส.ว.
และข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งผ่านอย่างน้อยสองช่องทางสำคัญ คือผ่านพริษฐ์และยิ่งชีพ โดยมี “นักสืบไซเบอร์อิสระ” ในโซเชียลมีเดียเข้ามาเสริมในมุมที่แต่ละคนมีความรู้และประสบการณ์ที่พิสูจน์แล้ว
กลายเป็นการผนึกกำลังของสังคมในการค้นหาความจริงร่วมกันอย่างแข็งขันแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ตรงนี้เองที่ผมเห็นว่าโครงสร้างการทำงานเพื่อทำความจริงให้ปรากฏแตกต่างจาก Watergate อย่างชัดเจน
ใน Watergate มีห้องข่าวหรือ Newsroom เป็นศูนย์กลางของการสืบสวน
แต่ในกรณีฮั้ว ส.ว. มีลักษณะเป็นเครือข่าย :
แหล่งข่าวภายใน ? iLaw ? สาธารณะ
อีกสายหนึ่งคือแหล่งข่าวภายใน ? พริษฐ์ ? รัฐสภา/ฝ่ายค้าน
และอีกด้านหนึ่ง ข้อมูล ? นักข่าว ? สื่อ ? สังคม
แต่ละช่องทางทำหน้าที่ไม่เหมือนกัน
พริษฐ์ไม่ได้เป็น Woodward เพราะเขาเป็นนักการเมืองฝ่ายค้าน เขาทำหน้าที่เปลี่ยนข้อมูลให้เข้าสู่กลไกรัฐสภาเพื่อแสวงหา “ความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจ”
ยิ่งชีพก็ไม่ได้เป็น Deep Throat เพราะเขาเป็นผู้รับข้อมูลและนำข้อมูลออกสู่สาธารณะ
แหล่งข่าวในกระบวนการสอบสวนต่างหากที่อาจมีลักษณะใกล้เคียง Deep Throat มากกว่า
ถึงกระนั้นก็ยังไม่ใช่ Deep Throat แบบ Watergate เพราะไม่ได้มีแหล่งข่าวเพียงคนเดียวที่เป็นศูนย์กลางของเรื่อง
จุดเปลี่ยนสำคัญคือสิ่งที่เปิดออกมาไม่ใช่แค่ “คำกล่าวหา” แต่คือเอกสาร
ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดอยู่ตรงนี้
ข้อมูลที่ iLaw และพริษฐ์ได้รับประกอบด้วยรายละเอียดระดับที่เชื่อได้ว่าใกล้เคียงกับสำนวนสอบสวน
รวมถึงข้อมูลว่าบุคคลใดติดต่อกับใคร ติดต่อกันกี่ครั้ง เมื่อใด รวมทั้งข้อมูลการโอนเงินว่าใครโอนให้ใคร จำนวนเท่าไร และเมื่อใด
ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาเปรียบเทียบกับช่วงเวลาของการเลือก ส.ว.ได้ เรื่องก็เปลี่ยนสถานะไปอย่างมาก
มันไม่ใช่เพียง “มีคนกล่าวหาว่ามีการฮั้ว”
แต่กลายเป็น “มีข้อมูลที่สามารถนำมาสร้าง timeline และ network ของเหตุการณ์ได้”
นี่คือความแตกต่างระหว่างการ “กล่าวหา” หรือ allegation กับ “การสืบสวนบนพื้นฐานของหลักฐานจริง” หรือ evidence-based investigation
แน่นอน การที่ A โทร.หา B ไม่ได้พิสูจน์ว่า A กับ B กำลังฮั้วกัน
การที่ A โอนเงินให้ B ก็ไม่ได้พิสูจน์โดยตัวมันเองว่าเงินนั้นเกี่ยวข้องกับการเลือก ส.ว.
แต่เมื่อข้อมูลหลายประเภทถูกนำมาซ้อนกัน คำถามจะมีน้ำหนักขึ้นเรื่อยๆ
ใครติดต่อใคร?
ใครโอนเงินให้ใคร?
เงินโอนเมื่อใด?
การติดต่อเกิดขึ้นก่อนหรือระหว่างการเลือก ส.ว.หรือไม่?
บุคคลเหล่านี้มีความสัมพันธ์กันอย่างไร?
คลิปเสียงสนทนาตอกย้ำความผิดปกติอย่างไร?
และพฤติกรรมการลงคะแนนเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันหรือไม่?
นี่คือการสร้างสิ่งที่ผมเรียกว่า “ภาพที่ประกอบกันเป็นโมเสกนิติเวช” หรือ forensic mosaic
นั่นหมายถึงภาพใหญ่ที่ไม่ได้เกิดจากหลักฐานชิ้นเดียว แต่เกิดจากหลักฐานหลายชนิดที่ประกอบเข้าด้วยกันจนเห็นภาพใหญ่ที่ผู้คนพบเห็นแล้วต้องร้อง “โอ้โห…” อย่างน่าตื่นเต้นและตกใจไปพร้อมๆ กัน
อีกปัจจัยหนึ่งคือเมื่อคณิตศาสตร์ถูกนำมาใช้ร่วมวิเคราะห์ pattern ของการลงคะแนน
มันเปลี่ยนจากแค่ “คำกล่าวหา” เป็น “ความผิดปกติอย่างน่าพิศวงในแง่สถิติ”
นี่คืออีกองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้แตกต่างจากการทำข่าวเจาะลึกเรื่อง Watergate อย่างชัดเจน
เพราะมีการนำข้อมูลการลงคะแนนมาให้ผู้เชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์และสถิติวิเคราะห์หา “ข้อพิรุธที่ผิดปกติอย่างแรง”
เหล่าบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์กระโดดลงมาร่วมการสืบสวนอย่างกระตือรือร้นเพราะพบรูปแบบบัตรลงคะแนนที่มีหมายเลขผู้สมัครชุดเดียวกันและเรียงลำดับเหมือนกันในหลายใบ
จนเกิดคำถามว่าโอกาสที่รูปแบบเหลือเชื่อเช่นนี้จะเกิดขึ้นโดยความบังเอิญมีมากน้อยเพียงใด
นี่คือสิ่งที่ Watergate ในยุค 1970s ไม่มีโดยสิ้นเชิง
นักข่าวของ Washington Post ต้องหาข้อสรุปเป็นข่าวที่น่าเชื่อถือได้จากการสัมภาษณ์ เอกสาร และแหล่งข่าวเป็นหลัก
แต่การสอบสวนกรณี ฮั้ว ส.ว. เพิ่มความน่าเชื่อถือในความแม่นยำด้วยเครื่องมือของยุค Big Data
นั่นคือการวิเคราะห์ข้อมูลการติดต่อ + ข้อมูลการเงิน + เอกสารสอบสวน + ข้อมูลการลงคะแนน + การวิเคราะห์ทางสถิติ
คณิตศาสตร์ไม่ได้บอกว่า “ใครผิด”
แต่สามารถบอกได้ว่า
“รูปแบบนี้ผิดปกติจนไม่ควรอธิบายว่าเป็นความบังเอิญโดยง่าย”
จากนั้นจึงต้องกลับไปถามต่อว่า ความผิดปกตินั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร
ถ้ามีการแจกโพย มีการประสานงาน มีการส่งหมายเลข หรือมีเครือข่ายบางอย่างอยู่เบื้องหลัง การวิเคราะห์ทางสถิติก็จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสอบสวนต่อไป
นี่คือวิธีทำงานแบบ “นิติวิทยาศาสตร์”
ความผิดปกติทางสถิติ นำไปสู่สมมุติฐาน นำไปสู่หลักฐานเอกสาร ตามมาด้วยหลักฐานการสื่อสาร นำไปสู่หลักฐานทางการเงิน และลงท้ายด้วยการสร้างภาพจำลอง
ประกอบเป็นเครือข่ายของผู้ร่วมก่ออาชญากรรมทางการเมืองเรื่องนี้
คณิตศาสตร์จึงไม่ได้ตัดสินคดี แต่ช่วยชี้ว่า “ตรงไหนควรขุดต่อ”
จาก “ข่าว” สู่ “การหาผู้รับผิดชอบ”
ตรงนี้คือหัวใจของความแตกต่างระหว่าง Watergate กับกรณี ส.ว.
นักข่าว Washington Post ต้องการตอบคำถามว่า เกิดอะไรขึ้น?
แต่การสอบสวนหาผู้ต้องรับผิดชอบต่อความผิดปกตินี้ต้องถามเพิ่มว่า
ใครเป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้?
ตัดสินใจบนพื้นฐานหลักฐานอะไร?
ภายใต้กฎกติกาและขั้นตอนอย่างไร?
ทำไมการตัดสินใจจึงเปลี่ยน (จากอนุฯ ชุดที่ 26 สู่อนุฯ ชุดที่ 36)
และสาธารณชนจะสามารถตรวจสอบกระบวนการตัดสินใจนี้อย่างโปร่งใสและปิดเผยหรือไม่?
เรื่องนี้ยังไม่จบ อ่านต่อสัปดาห์
