
สหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูในเมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2488 อานุภาพของระเบิดคร่าชาวฮิโรชิมาราว 140,000 คน ต่อมาในวันที่ 9 เดือนเดียวกันและปีเดียวกัน หรือหลังทิ้งระเบิดที่ฮิโรชิมาเพียง 3 วัน สหรัฐก็ทิ้งระเบิดปรมาณูอีกลูกที่เมืองนางาซากิ คราวนี้มีผู้เสียชีวิตราว 70,000 คน
เครื่องบินที่ทิ้งระเบิดครั้งนี้ได้แก่ “อีโนลา เกย์” รุ่นบี-29
ในบรรดาผู้เคราะห์ร้ายก็มีทั้งที่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ทยอยกันทรมานตายหลังจากเกิดเหตุไม่นาน มีจำนวนไม่น้อยที่ต้องพิการตลอดชีวิต จำนวนมากที่ป่วยเป็นมะเร็งและค่อยๆ ทรมานตาย
มีอยู่คนหนึ่งที่โดนระเบิดทั้งที่ฮิโรชิมาและนางาซากิและสามารถรอดชีวิตได้คือ สึโตมุ ยามางุจิ (Tsutomu Yamaguchi)

B-29 bomb
นายยามางุจิ ได้รับการรับรองจากทางการว่า เป็นบุคคลคนเดียวที่รอดชีวิตจากระเบิดปรมาณูในทั้ง 2 เมือง ซึ่งผู้ที่ได้รับการรับรองเป็น “ฮิบากุชา”
“ฮิบากุชา” (hibakusha- 被爆者) แปลว่า เหยื่อผู้ได้รับผลกระทบจากระเบิดปรมาณูฮิโรชิมาและนางาซากิ จะได้รับชดเชยจากรัฐบาลญี่ปุ่น ได้รับการตรวจสุขภาพร่างกายฟรีและได้ค่าทำศพภายหลังการเสียชีวิต
ในกรณีของนายยามางุจินั้น ไม่ได้หมายความว่าเมื่อได้รับการรับรองจากทั้ง 2 เมืองแล้วจะได้รับการชดเชย 2 เท่า เพียงแต่กลายเป็นคนเดียวในญี่ปุ่นที่ได้รับการรับรองจากทั้ง 2 เมือง นายยามางุจิเองกล่าวว่า “การได้รับการรับรองครั้งนี้จะเป็นการบันทึกความโหดร้ายของระเบิดปรมาณูให้คนรุ่นหลังของญี่ปุ่นเข้าใจภายหลังการเสียชีวิตของตน”
ในวันที่เกิดเหตุยามางุจิ ชาวเมือง “นางาซากิ” กำลังเตรียมตัวเดินทางกลับบ้าน หลังจากเดินทางไปทำงานที่ฮิโรชิมาเป็นเวลา 3 เดือน ในฐานะเป็นพนักงานของบริษัทมินซูบิชิ เฮฟวี่ อินดัสตรี ในระหว่างที่เครื่องบินอีโนลา เกย์ ทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาในเวลา 08.15 น. ของวันที่ 6 สิงหาคม 2488 นายยามางุจิและเพื่อนอีก 2 คนคือ อากิระ อิวานางะ และ กุนิโยชิ ซาโตะ กำลังเดินทางไปที่สถานีรถไฟเพื่อที่จะเดินทางกลับ
แต่โชคดีที่ยามางุจิบังเอิญลืมของส่วนตัวที่ออฟฟิศจึงรีบกลับไปเก็บ ทำให้เขารอดชีวิตแต่ถูกไฟคลอก โชคดีไฟคลอกไม่มาก ขณะที่มีผู้เสียชีวิตมากถึง 140,000 คน
ยามางุจิ ค้างคืนที่ฮิโรชิมาอีกหนึ่งคืนกับเหยื่อระเบิดปรมาณู และเดินทางออกจากฮิโรชิมาในวันที่ 7 สิงหาคมและถึงบ้านในนางาซากิ ในวันที่ 8 สิงหาคม ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากฮิโรชิมาไปทางตะวันตก 180 ไมล์

สภาพเมืองในฮิโรชิมาหลังเหตุระเบิด (Photo by AFP)
ยามางุจิ เคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ABC News (Australia) ว่า ถึงบ้านได้เพียงวันเดียว เช้าวันที่ 9 สิงหาคม ตนเองได้เข้าไปรายงานตัวที่บริษัทมินซูบิชิ เมืองนางซากิ และเล่าให้หัวหน้าฟังว่า “มีระเบิดที่สามารถทำลายเมืองได้ทั้งเมือง” แต่หัวหน้าได้บอกว่า “เขานั้นเป็นบ้าไปแล้ว” เป็นไม่ได้ที่ระเบิดเพียงลูกเดียวจะทำลายเมืองทั้งเมือง
กระทั่งในเวลา 11.02 น. วันที่ 9 สิงหาคม สหรัฐอเมริกาก็ทิ้งระเบิดปรมาณูที่นางาซากิ แต่ยามางุจิ ภรรยา และลูกชายรอดชีวิต ขณะที่ชาวนางาซากิสังเวยชีวิตไป 70,000 คน ลูกชายของยามางุจิเสียชีวิตจากมะเร็งตอนอายุ 59 ปี
ในบันทึกความทรงจำของยามางุจิระบุไว้ว่าจุดทิ้งระเบิดในทั้ง 2 เมืองห่างจากยามางุจิราวเพียง 3 ก.ม.

ระเบิดที่เมืองนางาซากิ (Photo by AFP / US AIR FORCE / AFP)
ระเบิดปรมาณู 2 ลูกดังกล่าวทำให้ญี่ปุ่นต้องประกาศยอมแพ้สงครามและเป็นการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2
นับเป็นระเบิดนิวเคลียร์เพียง 2 ลูกเท่านั้นที่นำมาใช้ในประวัติศาสตร์การทำสงคราม
ส่วนยามางุจิได้ทำงานในรัฐบาลสหรัฐที่ยึดครองญี่ปุ่นในขณะนั้น จากนั้นไปทำงานเป็นครูสอนหนังสือก่อนที่จะกลับไปทำงานในบริษัทมิตซูบิซิอีกครั้ง
ในปี 2500 ยามางุจิได้รับการบันทึกชื่อเป็นหนึ่งในชาวญี่ปุ่นราว 260,000 คน ที่รอดชีวิตจากระเบิดปรมาณู แต่วันนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นคนเดียวที่อยู่ในเหตุการณ์ทิ้งระเบิดทั้งในเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ
ผลกระทบจากระเบิดปรมาณูทั้ง 2 ครั้ง ทำให้ยามางุจิ มีสารกัมมันตรังสีอยู่ในร่างกายเป็นจำนวนมาก มีอาการผมและฟันเริ่มร่วง อาเจียนไม่หยุด มีแผลบางส่วนกลายเป็นเนื้อร้าย แต่ภายหลังสารกัมมันตรังสีในร่างกายของเขาก็ค่อยๆ หมดลงไป จนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ จากนั้น ยามางุจิได้เป็นบุคคลสำคัญที่บอกเล่าให้โลกตระหนักถึงความเลวร้ายของสงคราม และต่อต้านอาวุธปรมาณู
และสุดท้าย เขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2553 ที่เมืองนางาซากิบ้านเกิดของเขา ด้วยวัย 93 ปี

สึโตมุ ยามางุจิ
