
คำว่า เหลือขอ มีความหมายตามรูปศัพท์ว่า เหลือที่จะใช้ขอสับเพื่อลงโทษแล้ว
“ขอ” ในที่นี้ คือ ขอที่ควาญใช้สับหัวช้างเพื่อบังคับช้าง เมื่อช้างเจ็บก็จะทำตามคำสั่งควาญ. ช้างที่ดี สอนง่าย ควาญก็ไม่ต้องสับหัวช้างแรง ๆ
แต่มีช้างบางเชือกที่ดื้อมาก ๆ ไม่ยอมเชื่อฟัง ถึงแม้ควาญจะใช้ขอสับเท่าไร ก็ไม่ยอมอ่อนลงเลย ช้างนั้นก็จะเป็นช้างเหลือขอ
ต่อมา คำว่า “เหลือขอ” เป็นคำกริยาที่ใช้ขยายคำว่า เด็ก เป็น เด็กเหลือขอ หมายความว่า เด็กที่ดื้อด้าน เกกมะเหรกเกเร ไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่
เลี้ยงช้างไม่ใช่เรื่องง่ายแล้วก็ไม่ใช่เรื่องถูกๆ
ช้างโตเต็มวัยต้องการอาหาร 100-200 กิโลกรัมต่อวัน น้ำดื่ม 100 ลิตรต่อวัน เมื่อไม่มีการท่องเที่ยว ก็ไม่มีการแสดง แล้วก็ไม่มีเงิน การหาอาหารมาเลี้ยงน้องช้างก็เป็นเรื่อง “แสนเข็ญ” ถึงแม้ช้างจะกินแค่ใบใผ่ใบหญ้า กล้วยอ้อยก็ตามทีเถอะ
เวิร์ลด์ แอนิมอล โปรเทกชั่น (ดับเบิลยูเอพี) บอกว่า ก่อนโควิด ช้างเคยทำรายได้ให้กับประเทศมากถึง 770 ล้านดอลลาร์ หรือราว 26,000 ล้านบาทต่อปี
เมื่อการท่องเที่ยวเริ่มกลับมาได้อีกครั้ง ปัญหาเรื่องการนำช้างมาแสดงเพื่อความบันเทิงของผู้ชมถูกระบุว่าเป็นทารุณกรรม ก็กลายเป็นอุปสรรคใหญ่เกิดขึ้นตามมา
ดับเบิลยูพีเอ และกลุ่มรณรงค์อื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง เริ่มรณรงค์ไปทั่วโลก เพื่อยุติการใช้ช้างเพื่อความบันเทิงตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เหตุผลก็คือ “นั่นไม่ใช่ธรรมชาติของช้าง” และต้องนำช้างไปผ่านการฝึกด้วยเทคนิคที่เป็นการทารุณกรรม
ผลก็คือ กรุ๊ปทัวร์จากยุโรปและอเมริกาเหนือ เริ่ม “บอยคอต” การแสดงช้าง รวมทั้งการขี่และการอาบน้ำให้ช้างที่เคยเป็นที่นิยมไปทั่วโลก
ถามว่า ถ้าเราทำท่องเที่ยวของช้างให้ถูกต้องตามจริยธรรมได้ไหม?
คําตอบก็คือ ได้ และมีผู้ทำแล้วด้วยซ้ำไป อุทยานช้างธรรมชาติที่เชียงใหม่ของคุณแสงเดือน ไชยเลิศ คือความพยายามที่ว่านั้น มุ่งเน้นไปที่การอนุรักษ์ และการเฝ้าชม ไม่มีการอาบน้ำกับช้างหรือการป้อนอาหารช้างใดๆ
ผลก็คือ นักท่องเที่ยวหายไปครึ่งหนึ่ง ซึ่งก็ยังดี
