
หลังจากที่เมื่อวานกล่าวถึง 5 อันดับเหตุการณ์ฉาวเมื่อครั้งอดีต กันไปแล้ว วันนี้เรามาดูกันต่อว่าอีก 5 เรื่องฉาวตลอดกาลมีอะไรอีกบ้าง
5. โด๊ปบันลือโลก (สหรัฐอเมริกา 1994)
ลองนึกภาพถ้ามีข่าวออกมาตอนนี้ว่า คริสเตียโน โรนัลโด หรือลิโอเนล เมสซี ถูกตรวจเจอใช้สารกระตุ้นจนโดนห้ามลงแข่งฟุตบอลโลกหนนี้ ทั้งโลกจะช็อกกันขนาดไหน
เมื่อคราวฟุตบอลโลก 1994 ดิเอโก มาราโดนา โดนเจอโด๊ปเข้า ก็ตะลึงไปทั้งบางไม่แพ้กัน
ก่อนหน้านี้ในปี 1991 สมัยค้าแข้งกับนาโปลี มาราโดนาก็ถูกลงโทษแบนยาวถึง 15 เดือน ฐานถูกตรวจพบการใช้สารโคเคน
ส่วนในฟุตบอลโลก 1994 มาราโดนาลงสนามไปได้เพียง 2 นัด จากนั้นฟีฟ่าจึงประกาศว่า “เสือเตี้ย” ไม่ผ่านการตรวจใช้สารกระตุ้น
นั่นส่งผลให้ยอดนักเตะเบอร์ 1 ของโลกในเวลานั้นต้องถูกแบนจนจบทัวร์นาเมนต์ ก่อนจะโดนลงดาบยาวอีกครั้ง 15 เดือน ส่วนอาร์เจนตินาจอดป้ายแค่รอบ 16 ทีมสุดท้าย
4. หัตถ์พระเจ้า (เม็กซิโก 1986)
มั่นใจได้เลยว่าชาวอังกฤษคงเกลียดนักเตะที่ชื่อ ดิเอโก มาราโดนา เป็นอย่างมากในเวลานั้น
ในเกมรอบก่อนรองชนะเลิศที่อังกฤษพบอาร์เจนตินา มาราโดนาได้ทำ 2 สิ่งที่โลกลูกหนังไม่มีวันลืม
นาที 51 จากจังหวะบอลลอยโด่งไปที่หน้าประตู มาราโดนาวิ่งเข้าหาบอลพร้อมกับที่ ปีเตอร์ ชิลตัน มือกาวอังกฤษ พุ่งออกมาสกัด
ผลกลายเป็นว่ามาราโดนาถึงบอลก่อน ถ้ามองผ่านๆเหมือนโหม่งบอลย้อยข้ามหัวชิลตันเข้าไป
แต่จากภาพช้าและภาพนิ่งที่ถ่ายไว้ได้ เห็นชัดเจนว่า “เสือเตี้ย” เจตนายกแขนขึ้นชกบอลเต็มๆ
จากนั้นอีก 4 นาที มาราโดนาเปลี่ยนตัวเองจากซาตานกลายเป็นพระเจ้าอย่างสมบูรณ์แบบ หลังโซโล่เดี่ยวลากลุยจากครึ่งสนามผ่านนักเตะอังกฤษคนแล้วคนเล่า กระทั่งพาไปหลบชิลตัน ก่อนยิงเข้าไปชนิดทั้งโลกตาค้าง
แม้หลังจากนั้น แกรี ลินิเกอร์ จะตีไข่แตกให้อังกฤษได้ แต่ก็สายเกินไป อาร์เจนตินาชนะ 2-1 ก่อนทะลุเข้าไปคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ
หลังก่อวีรกรรมชกบอลเข้าไป มาราโดนาให้สัมภาษณ์แบบหน้าตาเฉยว่า “ส่วนหนึ่งเกิดจากหัวของมาราโดนา และอีกส่วนเกิดจากหัตถ์ของพระเจ้า”
ขณะที่ชิลตันผู้โดนดีเข้าไป แน่นอนว่าแค้นตำนานลูกหนังอาร์เจนไตน์ชนิดไม่เผาผี โดยเมื่อไม่นานนี้มาราโดนาเชิญชิลตันมาทานอาหารค่ำด้วยกัน แต่ชิลตันประกาศเมินคำเชิญดังกล่าว จนกว่าจะได้ยินคำขอโทษจากอีกฝ่าย
3. ประตูผีของอังกฤษ (อังกฤษ 1966)
นี่เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่อังกฤษได้แชมป์โลก
แต่กว่าจะได้โทรฟี่แชมป์มานั้น ก็ต้องเกิดจากจังหวะที่เป็นดรามาตลอดกาลของโลกลูกหนัง
ในนัดชิงชนะเลิศที่อังกฤษพบเยอรมันตะวันตก หลังจากเวลาปกติเสมอกัน 2-2 ต้องไปห้ำหั่นกันช่วงต่อเวลาพิเศษ
นาที 101 อลัน บอล เปิดบอลเข้ามาให้ เจฟฟ์ เฮิร์สท์ จับบอลแล้วพลิกตัวยิงผ่านมือ ฮันส์ ทิลคอฟสกี นายทวารเยอรมันตะวันตก พุ่งชนคานแล้วตกลงแถวเส้นประตู ก่อนกระดอนออกไป
ผู้ตัดสินอย่าง กอตต์ฟรีด ดีนส์ท จากสวิตเซอร์แลนด์ ก็ลังเลอยู่พักใหญ่ ยิ่งสมัยนั้นไม่มีทั้งเทคโนโลยีโกลไลน์และวีเออาร์มาช่วย ทุกอย่างจึงต้องใช้วิจารณญาณตัวเองล้วนๆ
หลังปรึกษากับผู้กำกับเส้น ที่สุดแล้วดีนส์ทจึงเป่าให้ลุกนี้เป็นประตูของอังกฤษขึ้นนำ 3-2 ก่อนที่เฮิร์สท์จะมากดอีกลูกจนทำให้ทีมชนะไป 4-2
แม้เวลาจะผ่านไปเป็นสิบๆปี แต่ประตูนี้ของเฮิร์สท์ก็ยังถูกพูดถึงอยู่เรื่อยๆ มีการนำมาวิเคราะห์จริงจังว่าตกลงแล้วลูกนี้ผ่านเส้นประตูไปจริงหรือไม่
ทุกคนคงลืมไปสนิทเลยว่าเกมนี้เฮิร์สท์เหมา 3 ประตู และเป็นคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่ทำแฮตทริกได้ในเกมชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกแบบเตะนัดเดียวรู้ผล
ป.ล.ก่อนหน้านั้นมี อเดมีร์ กองหน้าบราซิล ทำแฮตทริกในรอบชิงชนะเลิศนัดพบสวีเดนปี 1950 แต่การชิงชนะเลิศสมัยนั้นเป็นแบบพบกันหมด 4 ทีม หาผู้ที่คะแนนดีสุดมาเป็นแชมป์
2. เฮดบัตต์สะท้านโลก (เยอรมนี 2006)
ซีเนอดีน ซีดาน เพิ่งพาเรอัล มาดริด ของสเปน คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก 3 สมัยซ้อน ก่อนประกาศลาออกสายฟ้าแลบ
สมัยเป็นนักเตะนั้น ซีดานเล่นด้วยความสวยงาม เปี่ยมด้วยเทคนิค ทำให้มีแฟนบอลชื่นชอบมากมาย
แต่ภายใต้การเล่นที่มากลวดลายนั้น ซีดานยังมีความดิบซ่อนไว้อยู่ด้วย
ในนัดชิงชนะเลิศที่ฝรั่งเศสพบกับอิตาลี ซีดานยิงจุดโทษให้ทัพ “ตราไก่” ออกนำก่อน 1-0 ก่อนจะโดน มาร์โก มาเตรัซซี โขกตีเสมอ 1-1
จากนั้นเกมจบ 90 นาทียังหาผู้ชนะไม่ได้ ต้องต่อเวลาพิเศษออกไป
เข้าถึงนาที 110 จู่ๆซีดานใช้หัวโขกเข้าใส่หน้าอกมาเตรัซซีอย่างจังจนอีกฝ่ายล้มหงาย แน่นอนว่าเพลย์เมกเกอร์คนดังโดนใบแดงไล่ออกจากสนาม
สุดท้ายคู่นี้หาผู้ชนะไม่ได้ ต้องไปตัดสินด้วยการดวลจุดโทษ ก่อนที่อิตาลีจะแม่นกว่าชนะไป 5-3
หลังจากนั้นซีดานได้แฉว่ามาเตรัซซีด่าทอแม่และน้องตัวเองระหว่างเกม จนทำให้ตนเหลืออด ตนต้องขอโทษบรรดาเยาวชนที่ได้ชมเกมนี้ แต่ไม่เสียใจกับสิ่งที่ทำไปเลย
ขณะที่มาเตรัซซีให้การว่าตนแค่พูดถึงน้องสาวของซีดาน ไม่ได้พูดถึงแม่ และยอมรับว่าสิ่งที่ตัวเองพูดมันโง่มาก แต่ก็ไม่ควรได้รับการตอบโต้แบบนี้อยู่ดี
ต่อมาฟีฟ่าลงโทษแบนซีดานจำนวน 3 นัด แต่แข้งรายนี้ได้ประกาศแขวนสตั๊ดเมื่อจบการแข่งขันแมตช์นี้ ทำให้เจ้าตัวตกลงชดใช้โทษด้วยการบำเพ็ญประโยชน์เป็นเวลา 3 วันแทน
1. ประตูมรณะ (สหรัฐอเมริกา 1994)
นี่ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ฉาวธรรมดา แต่ยังหมายถึงความสูญเสียน่าสลดใจอย่างที่สุดครั้งหนึ่ง
เมื่อคราวฟุตบอลโลก 1994 โคลัมเบียผ่านรอบคัดเลือกโซนอเมริกาใต้มาด้วยผลงานไร้พ่าย และถูกยกเป็นหนึ่งในม้ามืดที่น่าจับตามองของรอบสุดท้าย
ทว่าในนัดแรกของรอบแบ่งกลุ่ม โคลัมเบียกลับประเดิมพ่ายโรมาเนีย 1-3 ทำให้อีก 2 นัดต้องเจองานลำบากขึ้น
โคลัมเบียลงเตะนัดที่สองพบเจ้าภาพสหรัฐอเมริกา แต่หลังเกมผ่านไปเพียง 35 นาที ทุกอย่างเลวร้ายลงไปอีกเมื่อ อันเดรส เอสโคบาร์ สไลด์ตัวสกัดลูกเปิด แต่พลาดโดนเหลี่ยมไม่ดี บอลจึงเข้าประตูตัวเองไปอย่างโชคร้าย
เกมนั้นโคลัมเบียจึงแพ้ไป 1-2 ทำให้ทีมตกรอบอย่างหมดรูป ขณะที่คู่แข่งร่วมกลุ่มอย่างโรมาเนีย, สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา ต่างผ่านเข้ารอบกันหมด (สมัยนั้นใช้ระบบคัดสรรอันดับ 3 ที่ผลงานดีสุดเข้ารอบด้วย)
หลังจากตกรอบแล้วเอสโคบาร์ได้เดินทางกลับสู่โคลัมเบีย แต่ในอีก 5 วันหลังการตกรอบ เอสโคบาร์ได้ไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูง จากนั้นแยกย้ายกันในช่วงดึก ซึ่งขณะที่แข้งรายนี้อยู่ในรถเพียงลำพัง ได้มีชาย 3 คนเข้ามาหาแล้วเกิดการโต้เถียงกัน ก่อนที่กลุ่มคนดังกล่าวจะชักปืนแล้วกระหน่ำยิงใส่เอสโคบาร์ถึง 6 นัด
เอสโคบาร์ต้องจากโลกนี้ไปแบบเศร้าสลดทั้งโลกลูกหนัง เป็นที่เชื่อกันว่าสาเหตุน่าจะมาจากการที่แข้งรายนี้ยิงเข้าประตูตัวเองในฟุตบอลโลก
เวลาต่อมา ได้มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยนามว่า อุมเบร์โต กาสโตร มูนญอซ ซึ่งว่ากันว่าเป็นคนของแก๊งค้ายารายใหญ่ในโคลัมเบีย เจ้าตัวสารภาพว่าเป็นผู้ที่สังหารเอสโคบาร์จริง
ทั้งนี้แม้มูนญอซจะบอกว่าฆาตกรรมเพียงเพราะโกรธแค้นที่เอสโคบาร์ยิงประตูตัวเอง แต่ก็มีอีกกระแสว่าอาจเป็นคำสั่งมาจากมาเฟียใหญ่ของประเทศ ที่ต้องเสียเงินพนันจำนวนมากจากแมตช์นี้
