
อังกฤษ 6 – 1 ปานามา
การแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ประจำวันที่ 24 มิถุนายน ทีมขวัญใจคนไทย “สิงโตคำราม” อังกฤษ พบ ปานามา ในเกมเตะกลุ่มจี ที่นิชนีย์ นอฟโกรอด สเตเดียม ประเทศรัสเซีย
นัดแรก อังกฤษ เอาชนะ ตูนิเซีย 2-1 เก็บ 3 แต้มเต็ม ส่วนปานามา น้องใหม่ถอดด้ามฟุตบอลโลก พ่าย เบลเยียม 0-3
คู่นี้อังกฤษเหนือกว่าแบบสุดกู่ ปูพรมถล่มแหลกออกนำห่าง 5-0 ในครึ่งแรก เริ่มจากการโหม่งของ จอห์น สโตนส์ นาทีที่ 7 ต่อมานาทีที่ 19 เจสซี่ ลินการ์ด เรียกจุดโทษให้อังกฤษ และแฮร์รี่ เคน สังหารไม่พลาดให้อังกฤษออกนำห่าง 2-0 และยังเป็นการซัดให้ทีมชาติ 5 นัดติดของเคนอีกด้วย
อังกฤษยิ่งเล่นยิ่งโหด นาทีที่ 35 มาได้ประตูออกนำห่าง 3-0 จากการปั่นโค้งสุดสวยของ เจสซี่ ลินการ์ด
โหดอย่างต่อเนื่อง นาที่ 40 อังกฤษ ออกนำสุดกู่ 4-0 จากลูกฟรีคิก แฮร์รี่ เคน โหม่งชงมาหน้าประตู สเตอร์ลิ่ง โหม่งเต็มหัว แต่ประตูปานามาปัดได้แต่ไม่พ้นเขตอันตราย จอห์น สโตนส์ พุ่งเข้าโหม่งเสยตาข่าย
นาทีที่ 43 อังกฤษมาได้จุดโทษอีกครั้ง แฮร์รี่ เคน โดนดึงเสื้อในเขตโทษ และเป็น แฮร์รี่ เคน ตะบันไม่เหลืออีกครั้งให้อังกฤษนำแบบสุดกู่อย่างง่ายดาย 5-0 ในครึ่งแรก
ครึ่งหลัง อังกฤษ ปล่อยให้ปานามาบุกเข้าใส่ กระทั่งนาทีที่ 62 ลอฟตัส-ชีก ยิงไกล บอลมาโดนส้นเท้าของแฮร์รี่ เคน เปลี่ยนทางเข้าประตูไป ทำให้แฮร์รี่ เคน ได้เครดิตประตูนี้ สิงโตคำรามทิ้งห่าง 6-0 และเป็นแฮตทริกแรกของเคน ในฟุตบอลโลก 2018 ซึ่งประตูนี้ทำให้เคนนำเดี่ยวดาวซัลโวฟุตบอลโลก 2018 ที่ 5 ประตูอีกด้วย ก่อนที่เคน จะถูกเปลี่ยนตัวออกไปพักในเวลาต่อมา
นาทีที่ 78 อังกฤษ ชะล่าใจคุมตัวนักเตะปานามาหลอมไปในจังหวะฟรีคิกฝั่งซ้าย ทำให้ เฟลิเป้ บาลอย พุ่งชาร์จหน้าประตูชนิดไม่มีตัวประกบให้ ปานามา ตีไข่แตกไล่มา 1-6 และเป็นประตูแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกของปานามาอีกด้วย
ท้ายครึ่งหลังอังกฤษ ประคองเกมเคาะบอลกันฆ่าเวลาก่อนจบเกมอังกฤษ โชว์ฟอร์มสะเด่าถล่มกระจุย 6-1 เก็บเพิ่ม 3 แต้ม รวมเตะ 2 นัดมี 6 แต้มเท่ากับเบลเยียม และประตูได้เสีย +6 เท่ากับเบลเยียมจากการยิง 8 เสีย 2 นำเป็นจ่าฝูงร่วมกัน ส่วนปานามา เตะ 2 นัดไม่มีแต้ม ตกรอบแรกสนิทตามคาด เช่นเดียวกับตูนีเซีย ที่ยังไม่มีแต้มตกรอบเช่นกัน
นัดต่อไปอังกฤษ จะลงสนามนัดสุดท้าย กลุ่มจี พบกับ เบลเยียม และเป็นการชิงอันดับ 1 ของกลุ่มนี้ ส่วนปานามา ที่ตกรอบไปแล้วจะพบกับ ตูนีเซีย ที่ตกรอบไปแล้วเช่นกัน โดยยทั้ง 2 คู่จะฟาดแข้งในวันที่ 28 มิถุนายน เวลา 01.00 น. พร้อมกัน
เซเนกัล 2 – 2 ญี่ปุ่น
คู่ที่สอง เป็นเกมเตะนัดที่ 2 ของกลุ่มเอช ระหว่าง “ซามูไรบูล” ญี่ปุ่น พบ เซเนกัล ที่เอคาเทอรินเบิร์ก อารีน่า เมืองเอคาเทอรินเบิร์ก
นัดแรก ญี่ปุ่น ชนะ โคลอมเบีย 2-1 ส่วนเซเนกัล ชนะ โปแลนด์ 2-1 เกมนี้หากทีมใดเก็บ 3 แต้มได้โอกาสเข้ารอบ 16 ทีมค่อนข้างสดใส
เริ่มครึ่งแรก เซเนกัล เปิดเกมบุกเข้าใส่ญี่ปุ่นต่อเนื่อง จนมาได้ประตูแรกออกนำญี่ปุ่น 1-0 ในนาทีที่ 12 ยุสซุฟ ซาบาลี่ ยิงไปหน้าประตู เอจิ คาวาชิมะ นายด่านญี่ปุ่น ปัดออกมาชนหน้าแข้ง ซาดิโอ มาเน่ เข้าไปตุงตาข่าย
หลังได้ประตูออกนำเร็ว เซเนกัล ที่อาศัยความเร็ว ความแข็งแกร่งของร่างกายเป็นฝ่ายครองบอลได้เหนือกว่าญี่ปุ่น
นาทีที่ 34 ญี่ปุ่นไม่ยอมง่ายๆ ไล่ตามตีเสมอ 1-1 จากการบรรจงตะบันของ ทาคาชิ อินุอิ มิดฟิลด์อนาคตไกลของทีมจากแดนอาทิตย์อุทัย บอลพุ่งโค้งๆ เรียดๆ เสียบหน้าต่างอย่างงดงาม จบครึ่งแรกเสมอกันอยู่ 1-1
ครึ่งหลัง เซเนกัล กดดันใส่ญี่ปุ่นอีกระรอก เซเนกัล มีจังหวะจบสกอร์เป็นระยะๆ แต่จังหวะสุดท้ายยังไม่คมพอ กระทั่งนาทีที่ 71 เซเนกัลได้ประตูขึ้นนำ 2-1 อีกครั้ง จากจังหวะที่ ยุสซุฟ ซาบาลี่ ปาดบอลไปหน้าประตู และเป็น มุสซ่า วาดูเอ้ วิ่งเข้าตะบันเต็มๆ ด้วยเท้าขวาบอลพุ่งตุงตาข่าย
ญี่ปุ่นอยู่ไม่ไหวเปลี่ยน 2 ตัวรวด ถอดชินจิ คากาวะ ออกแล้วส่ง เคสุเกะ ฮอนดะ ลงมาแทน อีกตัวถอด เกนคิ ฮารากุจิ ออกแล้วส่ง ชินจิ โอกาซากิ ลงมาแทน
นาทีที่ 78 ญี่ปุ่นเลือดนักสู้ไม่ยอมอีกครั้งไล่ตีเสมอ 2-2 จากการวิ่งเข้าซัดของ เคสุเกะ ฮอนดะ ที่เพิ่งลงมาและแผลงฤทธิ์ทันที จบเกมเสมอกันไป 2-2 แบ่งกันไปทีมละ 1 แต้ม ทำให้ทั้ง 2 ทีมเตะ 2 นัดมี 4 แต้ม ประตูได้เสีย +1 เท่ากัน (ได้ 4 เสีย 3)
โปรแกรมนัดสุดท้ายของกลุ่มเอช เซเนกัล จะพบกับ โคลอมเบีย ส่วนญี่ปุ่น จะพบกับ โปแลนด์ ในวันที่ 28 มิถุนายน คิกออฟเวลาเดียวกัน 21.00 น.
โปแลนด์ 0- 3 โคลอมเบีย
คู่สุดท้ายในค่ำคืนที่ผ่านมา ระหว่าง โปแลนด์ พบ โคลอมเบีย ที่คาซาน อารีน่า เมืองคาซาน โปแลนด์ นัดแรกพลาดท่าพ่าย เซเนกัล 1-2 ส่วนโคลอมเบีย พลาดท่าให้กับ ญี่ปุ่น 1-2 เช่นกัน ดังนั้นเกมนี้คำว่า “ชนะ” จึงมีความหมายต่อทั้ง 2 ทีมเป็นอย่างมาก
เริ่มเกมครึ่งแรก โปแลนด์ กดดันใส่โคลอมเบียได้ชุดใหญ่ในช่วงต้นเกม ผ่าน 10 นาทีแรก โคลอมเบีย ตั้งเกมของตัวเองได้
ทั้งสองทีมเล่นกันแบบระมัดระวังตัว เกมออกมาแบบเกร็งๆ เพราะต่างฝ่ายต่างแพ้มาในเกมแรก เกมนี้จึงสำคัญอย่างมากจะพลาดไม่ได้อีกเด็ดขาด
ผ่าน 20 นาทีแรก โคลอมเบีย อาศัยจังหวะบอลที่เร็วกว่า เข้าโจมตีใส่โปแลนด์ และกดดันอยู่พักใหญ่ นาทีที่ 30 โคลอมเบีย ต้องเปลี่ยนตัวรายแรก อาเบล อากีล่าร์ เจ็บจนเล่นต่อไม่ไหว ต้องส่ง มาเตอุส อูริเบ้ ลงมาแทน
นาที 39 ความพยายามของโคลอมเบีย เป็นผลเมื่อออกนำโปแลนด์ไปก่อน 1-0 จากการโหม่งโล่งๆ ของ เยร์รี่ มิน่า ปราการหลังที่เติมขึ้นมาโหม่งโล่งๆ
จบครึ่งแรก โคลอมเบีย ออกนำอยู่ 1-0
ครึ่งหลัง โปแลนด์ พยายามเปิดเกมรุกเข้าใส่โคลอมเบีย แต่บอลไม่ไหลลื่น นาที 57 โปแลนด์ได้ลุ้นตีเสมอจาก เลวานดอฟสกี้ เกี่ยวบอลลงและตวัดยิงด้วยซ้ายบอลพุ่งไปติดเซฟ ดาวิด ออสปิน่า แบบเหลือเชื่อ
นาทีที่ 70 โคลอมเบีย ได้ประตูตอกฝาโลง กินเตโร่ โหลบอลทะลุช่องให้ ราดาเมล ฟัลเกา หลุดเดี่ยวไปซัดง่ายๆ ให้โคลอมเบียนำห่าง 2-0
นาที 75 โคลอมเบีย นำห่าง 3-0 ฮาเมส โรดริเกซ จ่ายบอลสุดสวยให้ ฮวน กวาดราโด้ ลากเดี่ยวไปยิงสุดสวยอีกประตู และเป็นประตูปิดเกมให้โคลอมเบียเอาชนะไปขาดลอย 3-0
โคลอมเบียเก็บ 3 แต้มแรกได้สำเร็จต้องไปลุ้นต่อในนัดสุดท้าย ส่วนโปแลนด์ ตกรอบแน่นอนแล้ว และยังเป็นทีมตัวแทนจากทวีปยุโรปทีมแรกที่ตกรอบฟุตบอลโลก 2018 อีกด้วย
นัดต่อไปโคลอมเบีย จะพบกับ เซเนกัล ส่วนโปแลนด์ จะพบกับ ญี่ปุ่น วันที่ 28 มิถุนายน คิกออฟพร้อมกันเวลา 21.00 น.
