มองความรุนแรงทางเพศใน “กฎหมาย-สื่อ-การเมือง” แล้วควรทำอย่างไร?

วันที่ 17 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา ที่ห้องกมลพร โรงแรมเดอะสุโกศล พญาไท ในวงเสวนา ความรุนแรงทางเพศจากโลกออฟไลน์ถึงออนไลน์ ได้มีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่อง ‘ความรุนแรงทางเพศ จากโลกออฟไลน์ถึงออนไลน์ เราจะทำอย่างไรกันดี?’ โดยมีผู้ร่วมเสวนาอย่าง ยิ่งชีพ อัชชานนท์ จากโครงการกฎหมายเพื่ออินเตอร์เน็ตประชาชนหรือไอลอว์ ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ อดีตส.ส.และโฆษกพรรคก้าวไกล และหทัยรัตน์ พหลทัพ ผู้สื่อข่าวจากเดอะอีสานเรคคอร์ด
ความยุติธรรมคลุมเครือต่อปัญหาคุกคามทางเพศ : ยิ่งชีพ อัชชานนท์
ยิ่งชีพ กล่าวว่า การคุกคามทางเพศในพื้นที่ออนไลน์ก็มีมาพร้อมกับการมีออนไลน์ แต่พื้นที่ออนไลน์แตกต่างคือ การกระทำจะเกิดการตอบโต้กลับได้ ไม่แน่ใจว่าพื้นที่นี้ทำให้คนมีความสุขหรือระมัดระวังตัวกัน
พอเวลาพูดเรื่องคุกคามทางเพศก็ยากจะนิยามเพราะขึ้นอยู่กับบุคลล สภาวะแวดล้อมและตัวผู้เสียภาพ จึงยากเกินไปจะกำหนดความผิด เพราะถ้ากำหนดแล้วจะตีความกว้างขวาง ใช้ไม่เหมือนกัน กฎหมายที่กว้างไว้ก่อนเพื่อจำกัดสิทธิและกำหนดบทลงโทษ จะกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง จะอันตรายหากเขียนกฎหมายกำหนดความผิดกับสิ่งที่ยังคลุมเครือ
กฎหมายบ้านเรามีข้ออ่อนหลายอย่างคือ มีกระบวนการลงโทษที่จำกัด แล้วการคุกคามทางเพศแล้วติดคุก แก้ไขปัญหาทางสังคมได้หรือไม่ เราอาจต้องพิจารณาการเยียวยาอื่นๆ เช่นการขอโทษ ชดใช้ความเสียหาย ระบบกฎหมายบ้านเรายังคับแคบอยู่ ยังไม่มีการทำงานบริการสังคม นอกจากปรับหรือจำคุก ดังนั้น การที่จะมุ่งเน้นใช้กฎหมายกำหนดความผิดกับความผิดบางอย่างที่ไม่อยากให้เห็นก็ไม่ได้แก้ไขปัญหาอย่างตรงไปตรงมา เป็นข้ออ่อนของระบบบ้านเราเอง
ข้อเสนอคือ เวลาเราพูดเรื่องกฎหมายก็ต้องพูดภาพรวมทั้งหมด การใช้กระบวนการทางแพ่งทดแทนทางอาญาก็เป็นทางเลือกดีกว่า กำหนดโทษอะไรกับความผิด การใช้เครื่องมือของศาลหรือองค์กรอะไรที่บอกว่าควรหรือไม่ควร ไม่ใช่องค์กรที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ หรือการเพิ่มบทบาทของตัวกลางเช่นผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต โซเชียลมีเดียในการดำเนินการดูแล
และข้อเสนอต่อภาคประชาสังคมคือ ทุกวันนี้เวลาทวิตเตอร์มีประเด็นทางเพศมาขึ้นอย่างไม่เหมาะสมก็มีโอกาสโดนทัวร์ลง แง่หนึ่งอาจดีที่คนพร้อมปกป้อง แต่อีกด้านก็มีข้อเสียที่ผลักคนนั้นออกไปและทำให้คนนั้นโกรธแค้นจนตั้งตัวเป็นฝ่ายตรงข้ามทันที
สิ่งสำคัญคือไม่ใช่โจมตีทันทีและผลักไสออกไป ทำแบบนั้นยิ่งทำให้อีกฝ่ายไม่เข้าใจหรือเรียนรู้เลย แต่ต้องทำให้เขาเข้าใจและอธิบายแง่มุมต่างๆ จะทัวร์ก็ต้องเป็นทัวร์มีคุณภาพว่าจะพาออกจากแนวคิดไม่ดีอย่างไร

รัฐสภา – ครูฝ่ายปกครอง/อคติทางเพศของคนการเมือง : ธัญญวาริน
ธัญญวาริน กล่าวว่า ตัวเองเจอการด่าเรื่องเพศสภาพมาตั้งแต่ทำหนังแมลงในสวนหลังบ้านหรือตั้งแต่ประกาศเป็น ส.ส.กะเทยคนแรก พอมีคนด่าและมีคนช่วยอธิบาย ถือเป็นการเปิดโอกาสให้สังคมดีเบต จะเชื่อหรือไม่ก็เรื่องหนึ่ง แต่ก็แสดงออกให้เห็นพยายาม แม้อีกฝ่ายจะไม่พยายามเรียนรู้ ถึงจะพยายามผลักดันประเด็นสภาก็ยังคงเผชิญการด่าแบบนั้นอยู่
อย่างวันที่รายงานตัว ส.ศ. พอเราจะทำท่าฟูลเทิร์นให้สื่อเก็บภาพ ก็มีคนพูดเรื่องนี้ หรือการแต่งกายก็ขนาดว่าต้องเป็นระเบียบว่า ต้องแต่งตัวการตามเพศกำเนิด แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครห้าม ในความคิดเรา รัฐสภาที่ควรเป็นสถานที่เคารพสิทธิมนุษยชน กลับเป็นสถานที่คอยตรวจสอบว่าแต่งตัวเหมาะสมหรือไม่ มาตรวจเสื้อผ้า แม้แต่ส.ส.ผู้หญิงก็ด้วย ทำตัวเหมือนครูฝ่ายปกครอง แล้วเจ้าหน้าที่ก็มารายงานประธานรัฐสภา เรามองว่าเรื่องแบบนี้ทำไมต้องถูกคอยตรวจสอบว่าแต่งตัวแบบไหน แต่ไม่ดูว่าส.ส.คนไหนทำงานมีประสิทธิภาพ หรือส.ส.ไม่ผูกเนคไท มีผลกับประสิทธิภาพการทำงานหรือข้อมูลไม่ชัดเจนหรือ
สิ่งที่เรารู้สึกแย่มากคือ หน่วยงานราชการระดับรองอธิบดี เพราะในฐานกรรมาธิการศิลปะวัฒนธรรม อธิบดีคนหนึ่งเจอหน้าเรา แล้วชี้ว่า กลัวน้องเสื้อม่วง (ธัญญ์วาริน) และพูดว่าจะต้องมาชี้แจงทำไม เป็นส.ส.มาแล้วก็ไป ก็ตอบว่า ถ้าไม่ชี้แจงวันนี้ก็ต้องมาชี้แจงวันอื่น หรือเคยเจอสิ่งที่ไม่คิดว่าจะเจอ เช่นส.ส.ที่ดูเป็นมิตร แล้วพาไปแนะนำส.ส.ท่านอื่น แล้วเอามือจับก้นท่ามกลางคนอื่น รู้สึกว่าทำเกินไป หรือพูดว่าจะให้รางวัลการแต่งการยั่วเพศดีเด่น คือพูดไม่ให้เกียรติมากๆ จะพูดเล่นหรือไม่ก็ไม่ควร
“มนุษย์ควรเท่าเทียม ไม่ว่าเพศใดก็ตาม” ธัญญ์วาริน กล่าว

ละเมิดทางเพศในวงการสื่อ (ยิ่ง)ไม่ควรปล่อยให้เงียบ : หทัยรัตน์
น.ส.หทัยรัตน์ กล่าวว่า วงการสื่อเองก็มีการคุกคามทางเพศ เมื่อปี 2561 ก็เริ่มมาจากโลกออนไลน์ ว่ามีบุคคลในสื่อถูกคุกคามทางเพศ โดยผู้กระทำเป็นนักข่าวเจาะชื่อดัง ก็พยายามยื่นเรื่องต่อสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยก็มีรณรงค์ว่าสื่อควรมีจรรยาบรรณเรื่องนี้มากกว่าอาชีพ ควรมีบทบาทวิชาชีพที่ควรเคารพ ก็มีกรรมการสอบ ใช้เวลา 3 เดือน ท้ายที่สุด คณะอนุกรรมการระบุว่า การกระทำดังกล่าวอาจเป็นความผิดแต่ไม่ขอเปิดเผย เพราะอาจส่งผลกระทบต่อครอบครัวของผู้ถูกกล่าวหา การที่เราพยายามสร้างบรรทัดฐาน ถ้ามีความผิดก็ควรขอโทษทางสังคมและลงโทษตามกฎหมาย กลับไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไร คนเดินเรื่องกลายเป็นคนผิด ท้ายสุดการเรียกร้องความเป็นธรรมให้เหยื่อ ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงเลย ถ้าในกรณีนั้น ผู้ตกเป็นเหยื่อไม่ออกมาเปิดเผย
หรืออีกกรณีที่สถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งคุกคามพนักงานหญิง ซึ่งมีการสอบสวน และพบว่ามีการทำจริง และมีพยานยืนยัน ผู้กระทำเป็นผู้ชายและมีตำแหน่งระดับสูง ซึ่งมีผลสรุปแต่ไม่มีบทลงโทษเพราะมีการเจรจาให้ผู้เสียหายยอมความ
กรณีที่ยกตัวอย่างในฐานะที่ตัวเองมีบทบาทขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวงการสื่อ เราผิดหวัง และยิ่งผิดหวังว่า สิ่งที่เราเรียกร้องกลับเงียบหาย แม้แต่ในสภา ในฐานะที่เป็นเคยเป็นนักข่าวประจำรัฐสภาก็เจอการละเมิดทางเพศ หรือเรื่องประเภท แลกเปลี่ยนเมีย คือไม่ควรใช้ผู้หญิงเป็นเหยื่อ การที่คุณลากออกมาพูดว่า ได้ดีเพราะเป็นเมียของนักการเมืองคนนั้นคนนี้ ก็ไม่แฟร์กับเขา
สิ่งที่ได้สรุปจากการทำข่าว ก่อนหน้านี้ไม่สนใจเรื่องคุกคามทางเพศ แต่มีช่วงหนึ่งที่ไปแตะเรื่องชาวอังกฤษล่วงละเมิดลูกเลี้ยง ครั้งนั้น เรารู้สึกว่ามีการเปลี่ยนแปลงว่า ท้ายสุด เด็กที่ถูกล่วงละเมิด เราสามารถช่วยได้ แต่ว่าคนกระทำผิดกลับไม่ถูกลงโทษ เรากลับมาถามตัวเองว่า กฎหมายไทยมีบทลงโทษไม่พอ หรือสังคมไทยที่เป็นสังคมอุปถัมภ์ ที่ไม่สามารถเอาผู้มีตำแหน่งใหญ่โตมาลงโทษได้เลยหรือ เพียงเพราะเขาเป็นคนใหญ่คนโต และหรือคนอังกฤษนั้นไม่ได้ทำอะไรเพราะเป็นมาเฟีย
โลกออฟไลน์มีเรื่องนี่อยู่แล้ว พอโลกออนไลน์ก็มีเรื่องนี้ แต่ต่างที่โลกออนไลน์คือ ไม่ยอม ไม่เงียบ ผู้ถูกกระทำใช้โลกออนไลน์ในการสื่อสารและเรียกร้องเพื่อไม่ให้เรื่องเงียบหายไป
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
