เทศมองไทย
อ่านรายงานว่าด้วยวินาศภัยธรรมชาติใน 4 ประเทศย่านอุษาคเนย์ ทั้งฟิลิปปินส์ เวียดนาม ไทย และอินโดนีเซีย ที่ปรากฏในเว็บไซต์ นิกเกอิ เอเชีย เมื่อ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมาแล้ว อดถามตัวเองไม่ได้ว่า ความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน ชนิดวายป่วงที่เกิดขึ้นเราควรโทษใครหรืออะไรกันแน่ว่าเป็นตัวการอันเลวร้าย ระหว่างผู้คนในท้องถิ่นแต่ละประเทศ หรือว่านี่คือการทำลายล้างจากธรรมชาติอย่างเป็นธรรมชาติ
ข้อเขียนชิ้นที่ว่านี้บอกว่า โศกนาฏกรรมครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึงเกือบ 600 คน แต่ตัวเลขล่าสุดบอกผมว่าจำนวนรวมทั้งหมดพุ่งเกินกว่า 1,300 รายไปแล้ว ตัวเลขดังกล่าวนี้สูงเกินคาด
ยิ่งนอกเหนือความคาดหมายมากมายในกรณีของหาดใหญ่ อำเภอที่เป็นหัวใจทางเศรษฐกิจของจังหวัดสงขลา ไม่เคยปรากฏมาก่อนว่า ภาวะน้ำท่วมเฉียบพลันจากฝนตกหนักจะทำให้มีคนตายไปมากมายถึงเพียงนี้
อะไรเป็นตัวการกันแน่?
ในข้อเขียนตอนหนึ่งระบุว่า การมาบรรจบพบกันของรูปแบบเฉพาะของภูมิอากาศหลายประการรวม ทั้งปรากฏการณ์ลานีญา เป็นสาเหตุที่มาของภาวะฝนตกหนัก จนกลายเป็นเหตุวินาศภัยหลายอย่างตามมา
แผ่นดินสไลด์ถล่มที่เวียดนามและอินโดนีเซีย
ฝนหนักใน 10 จังหวัดภาคใต้ของไทย อย่างเบาะๆ ก็ 300 มิลลิเมตร อย่างหนักหนาสาหัสก็ปาเข้าไปถึง 500 มิลลิเมตร ผลก็คือ ครัวเรือน 1.07 ล้านครัวเรือนกับคนอีก 2.95 ล้านคนได้รับผลกระทบ
อำเภอหาดใหญ่เผชิญกับฝน 300 ปี ตกหนักต่อเนื่อง 335 มิลลิเมตรในวันที่ 21 พฤศจิกายน ก่อให้เกิดภาวะน้ำท่วมขังฉับพลันในบางพื้นที่สูงเกือบ 3 เมตร อีก 3 วันต่อมา
รัฐบาลไทยประกาศภาวะฉุกเฉิน ระดมทหาร ตำรวจออกช่วยประชาชน
เฉพาะที่หาดใหญ่ นิกเกอิบอกว่า โรงงานกว่า 700 โรงได้รับผลกระทบ ธนาคารกสิกรไทยประเมินความเสียหายไว้ว่าอย่างน้อยต้องสูงถึง 25,000 ล้านบาท
เรื่องนั้นยังไม่สำคัญเท่ากับว่า กระทรวงสาธารณสุขบอกเมื่อ 2 ธันวาคมนี้ว่า ภาวะน้ำท่วมจากทั้ง 10 จังหวัดภาคใต้ทำให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 267 ราย เฉพาะที่หาดใหญ่มีมากที่สุดถึง 142 ราย
ผมเฝ้าถามตัวเองซ้ำซากว่า น้ำท่วมทำให้คนตายมากมายเพียงนี้เลยหรือ
เพื่อการเปรียบเทียบ ผมเข้าไปอ่านรายงานจากมาเลเซียในนิกเกอิ เขาบอกว่าที่นั่นเจอทั้งน้ำท่วมทั้งแผ่นดินสไลด์ 9 รัฐได้รับผลกระทบ มีการอพยพ 29,800 คน พบมีผู้เสียชีวิตเพียง 2 คน
บนเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย เจอน้ำท่วมซ้ำๆ หลายครั้งแล้วเกิดแผ่นดินสไลด์ถล่มลงตามมา ยอดคนตายพุ่งขึ้นเกิน 300 รายและอาจสูงกว่านั้น เพราะยังหายไปอีก 279 คน มีรายงานว่า ชาวบ้านบอกว่าน้ำท่วมบางพื้นที่มิดหลังคา ต้องอพยพผู้คนราว 80,000 คน
ที่เวียดนาม ยอดเสียชีวิตสะสมจากเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้ที่เริ่มตอนกลางเดือนมาจนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน สูงถึง 108 ราย
ที่น่าสนใจก็คือ นายกรัฐมนตรี ฟาม มินห์ ชินห์ ออกมาสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตอบสนองและแก้ไขสถานการณ์โดยทันที “เพราะประชาชนกำลังต้องการการสนับสนุนจากรัฐบาล” ในยามทุกข์ยากเช่นนี้
ในเวียดนาม ถ้ารวมผู้เสียชีวิตจากเหตุทำนองเดียวกันนี้ตลอดทั้งปี ยอดรวมจะเพิ่มเป็นกว่า 400 คน มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจตกราวๆ 3,200 ล้านดอลลาร์
โดยน้ำท่วมที่ฮานอยเมื่อเดือนกันยายนถูกระบุว่า ร้ายแรงที่สุดในรอบเกือบ 20 ปี
ประมวลเรื่องเหล่านี้มาเปรียบเทียบกัน ผมมองเห็นข้อแตกต่างได้ชัดเจน กรณีของหาดใหญ่ คือกรณีของน้ำท่วมเพียงอย่างเดียว เพียวๆ ไม่มีอย่างอื่นเจือปน
ในขณะที่ทั้งในเวียดนามก็ดี ในมาเลเซีย หรือสุมาตราของอินโดนีเซียมีน้ำท่วมผสมโรงด้วยแผ่นดินสไลด์ โคลนถล่ม แต่ทั้งที่มาเลเซียก็ดี หรือบนเกาะสุมาตราก็ดี มีคำสั่งอพยพผู้คนออกจากพื้นที่อันตรายมีตัวเลขการอพยพระบุไว้ชัดเจนมาก
ที่หาดใหญ่ไม่มี!
ประเทศเดียวในอุษาคเนย์ที่เผชิญสถานการณ์คล้ายๆ กับหาดใหญ่ ก็คือฟิลิปปินส์ ที่นั่นเมื่อต้นเดือน ไต้ฝุ่นคัลแมกีถล่มเกาะเซบูพินาศ แต่ที่สำคัญก็คือ ทำให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมหนักและสูงเกิดขึ้นตามมา คนตายไปกว่า 200 คน
สาเหตุสำคัญไม่ใช่คัลแมกี แต่เป็นการคอร์รัปชั่น ที่ทำให้ฟิลิปปินส์ไม่มีโครงสร้างรองรับและควบคุมน้ำท่วม จนกำลังกลายเป็นคดีใหญ่ที่นั่น
พูดง่ายๆ ก็คือ เกิดการโกงกันขึ้นอย่างมโหฬาร โกงกันเป็นระบบ โกงกันแบบครบวงจร จนประชาชนกำลังรวมตัวกันประท้วงครั้งใหญ่ ลากคอคนรับผิดชอบมาลงโทษและควานหาเม็ดเงินมหาศาลจากภาษีประชาชนกลับคืนมา
กลับมาที่หาดใหญ่ ผมไม่ได้บอกว่าเกิดการโกงกันเหมือนในฟิลิปปินส์ เพียงแต่ผลลัพธ์ครือๆ กัน นั่นคือ การขาดการบริหารจัดการวินาศภัยธรรมชาติอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ
คนที่ตายไม่ใช่เหยื่อของภัยธรรมชาติ แต่เป็นเหยื่อที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของมนุษย์ด้วยกันเท่านั้นเอง
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
