ภาพ : AP
เทศมองไทย
‘การทูตเงียบ’ ของจีน กับความขัดแย้งไทย-กัมพูชา
ป๋อ หม่า ศาสตราจารย์ประจำสำนักศึกษาด้านกิจการระหว่างประเทศของมหาวิทยาลัยหนานจิง กับสวี่ ซือหนิง นักวิชาการด้านการศึกษาวิจัยจากหน่วยงานเดียวกันของจีน เผยแพร่บทความแสดงความคิดเห็นว่าด้วย การใช้กลไกการทูตแบบจีนในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา เอาไว้ในอีสต์เอเชียฟอรัม เมื่อ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา น่าสนใจไม่น้อย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อปรากฏชัดเจนแล้วว่า ความพยายามตามแบบฉบับของสหรัฐอเมริกาและอาเซียนไม่ได้ผลอย่างที่ต้องการอย่างที่เห็นกันอยู่ในเวลานี้
ประเด็นน่าสนใจที่ผู้เขียนทั้งสองนำเสนอไว้ก็คือว่า ลำพังเพียงที่มาของความขัดแย้งเรื่องเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชานั้นก็ซับซ้อนและดำรงอยู่มายาวนานนักแล้ว
แต่การที่ความขัดแย้งนี้ลุกลามขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึง “ความสลับซับซ้อน” ของปัญหาที่นอกจาก เกา กึม ฮวน เลขาธิการอาเซียนถึงกับออกปากว่า “เล่นเอาอาเซียนตะลึง” แล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึง “โครงสร้างอันอ่อนแอของอาเซียน” ในการป้องกันและประสานงานเพื่อระงับยับยั้งความขัดแย้งทำนองนี้อีกด้วย
นั่นคือ ความพยายามเพื่อแก้ไขปัญหาขัดแย้งนี้ จำเป็นต้องมีแรงสนับสนุนจากภายนอก อาทิ จีน หรือสหรัฐอเมริการ่วมอยู่ด้วย เพื่อให้กรอบความตกลงทางการเมืองของอาเซียน ถูกนำไปบังคับใช้อย่างแม้จริง
ปัญหาก็คือ วิธีการของจีนกับสหรัฐอเมริกานั้นต่างกันอย่างยิ่ง
สหรัฐอเมริกาอาศัยวิธีการสร้างแรงกดดันทางการเมืองในระดับสูงและเข้าแทรกแซงอย่างเปิดเผย เพื่อยุติความเป็นปฏิปักษ์
ในขณะที่จีนใช้วิธีการดำเนินการทางการทูตแบบ “โลว์โปรไฟล์” กับการไกล่เกลี่ยโดยสถาบันระดับภูมิภาค เพื่อส่งเสริมให้เกิดการ “สานเสวนาทวิภาคี” กับความไว้เนื้อเชื่อใจเกิดขึ้น
ผู้เขียนยกตัวอย่างการดำเนินการ “อยู่ข้างหลัง” เงียบๆ ผ่านกลไกต่างๆ ของจีนเอาไว้ว่า เช่น เมื่อ 30 กรกฎาคม จีนรับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพจัด “การหารือสามฝ่ายอย่างไม่เป็นทางการ” ขึ้นที่เซี่ยงไฮ้
สัปดาห์ถัดมา หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน แยกพบทั้งรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยและกัมพูชา รวมทั้งพบหารือกับ ดร.เกา กึม ฮวน เลขาฯ อาเซียน
ต่อด้วยการวิ่งรอกของเติ้ง ซือจิน ทูตพิเศษว่าด้วยกิจการเอเชียของจีน อีกหลายครั้งในเดือนกันยายนเพื่อสนับสนุนการหยุดยิง
ผู้เขียนอ้างว่า วิธีการเหล่านี้แสดงถึงความพยายามของจีน ที่ยังคงรักษาหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของใคร แต่ใช้ช่องทางระดับสถาบันและการทูตเงียบภายใต้กรอบของอาเซียน ผลักดันให้คู่กรณีกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา
เป็นวิธีการที่อาศัย “กลไกที่มีอยู่” เป็นพื้นฐานให้เกิดการเจรจา
โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับกระบวนการบริหารจัดการความขัดแย้งและการฟื้นฟูเสถียรภาพ
วิธีการของสหรัฐอเมริกาเน้นไปที่แสวงหาการยุติหรือคลี่คลายความขัดแย้งที่เห็นได้ชัดเจนโดยเร็ว โดยอาศัยความฉับไวและแรงกดดันทางการเมือง
ผลที่ได้อาจรวดเร็วทันใจ แต่ไม่มีความลึกในเชิงโครงสร้าง
พูดง่ายๆ ได้ว่า วิธีของสหรัฐอเมริกาสามารถช่วยยุติความรุนแรงได้ในระยะเวลาสั้นๆ แต่วิธีการของจีนเป็นการดำเนินความพยายามเพื่อสานสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์ขึ้นและเสริมสร้างกลไกเพื่อสันติในระยะยาวให้เข้มแข็งขึ้นตามมานั่นเอง
ผู้เขียนชี้ว่า การเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในความขัดแย้งของบุคคลภายนอกนั้น เป็นทั้งเรื่องที่จำเป็นและอ่อนไหวไปพร้อมๆ กันในบริบทแวดล้อมของภูมิภาค เพราะรัฐในภูมิภาคนี้ล้วนให้ความสำคัญสูงสุดต่อการเป็นตัวของตัวเอง ระแวดระวังกระทั่งระแวง ต่อการแทรกแซงจากภายนอก ซึ่งอาจถูกตีความ แปรเจตนาได้ว่า เป็นการใช้อำนาจล่วงล้ำและทำลายความเป็นศูนย์รวมของอาเซียนไป แม้ว่ากลไกของอาเซียน จะขาดทั้งความฉับไวและอำนาจบังคับที่เป็นเรื่องจำเป็นในการจัดการกับความขัดแย้งที่ลุกลามรวดเร็วหรือมีรากเหง้าลึกซึ้งก็ตามที
นั่นคือความท้าทายที่ว่า ทำอย่างไรบุคคลภายนอกถึงจะสามารถเข้ามาเกี่ยวข้องได้อย่างสร้างสรรค์โดยอยู่ภายใต้กรอบการทำงานในระดับภูมิภาคของอาเซียนได้
ผู้เขียนอ้างด้วยว่า โมเดลการไกล่เกลี่ยของจีน เน้นให้ความสำคัญไปที่การไม่ให้เกิดการเผชิญหน้า การแก้ไขปรับปรุงความสัมพันธ์และอิงอยู่กับสถาบันในระดับภูมิภาค
ผู้เขียนยอมรับว่า การที่ทั้งสองฝ่ายยัง “ส่งสัญญาณทางการทูตขัดและแข่งขันซึ่งกันและกัน” และการที่กองทัพของไทยยังคงมีอิทธิพลสูงอยู่มากในกระบวนการตัดสินใจยามวิกฤต ทำให้ผลลัพธ์ของวิธีการที่จีนใช้ปรากฏผลจำกัด แต่ถึงอย่างนั้น ก็สามารถยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นได้ซึ่งก็คือช่วยรักษาช่องทางสื่อสารซึ่งกันและกันระหว่างคู่กรณี และป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลุกลามออกไปมากขึ้น
สุดท้ายผู้เขียนเน้นย้ำว่า เหนือสิ่งอื่นใด การดำเนินการของจีนจำเป็นต้องคงความโปร่งใสเอาไว้เป็นหัวใจสำคัญ การแสดงออกอย่างเช่น การแถลงร่วมกับอาเซียน สามารถช่วยให้เกิดความเชื่อมั่นในเจตนารมณ์ของสิ่งที่จีนกระทำ ลดความเคลือบแคลงสงสัยต่อการทูตเงียบที่อยู่หลังฉากลง
ปัญหาอย่างเดียวที่ผู้เขียนไม่ได้พูดถึง คือเรื่องที่ว่า จะทำอย่างไรกับปฏิบัติการโกหกพกลม ปลิ้นปล้อนทางการทูต แต่ลับหลังกลับปฏิบัติไปในทางตรงกันข้าม ซึ่งเป็นหัวใจของความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ในเวลานี้
เรื่องนี้สำคัญยิ่งกว่าหลายๆ ข้อที่ว่ามาทั้งหมดนั้นด้วยซ้ำไปครับ
