บทความพิเศษ | สุภา ปัทมานันท์
นางซานาเอะ ทาคาอิชิ(高市早苗)นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นประกาศยุบสภาฯ เมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมา หลังจากนั้นเพียง 4 วัน คือวันที่ 27 มกราคม ก็มีการประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทุกพรรคเริ่มปราศรัยหาเสียงอย่างเป็นทางการ ชาวญี่ปุ่นจะไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ 51 ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ ทุกอย่างรวดเร็วเบ็ดเสร็จภายในเวลาเพียง 16 วันเท่านั้น ! สั้นที่สุดนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง และเปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม หลังวันประกาศรายชื่อผู้สมัครเพียง 1 วัน ถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นมี 465 คน ประกอบด้วยส.ส.แบบแบ่งเขต(小選挙区)289 คน และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ(比例代表)176 คน เสียงเกินกึ่งหนึ่งคือ 233 เสียง
ผู้สมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้แบ่งเป็นผู้สมัครแบบแบ่งเขต1,119 คน และแบบบัญชีรายชื่อ166 คน รวมทั้งสิ้น 1,285 คน ในจำนวนนี้ พรรคแอลดีพี(自民党)ส่งผู้สมัครมากที่สุดคือแบบแบ่งเขต 285 คน และแบบบัญชีรายชื่อ 52 คน รวม 337 คน พรรคร่วมรัฐบาล พรรคอิชิน(日本維新の会)ส่งผู้สมัคร 87 คนและ 2 คนตามลำดับ ส่วนพรรคฝ่ายค้านใหญ่ที่มาจาก 2 พรรคร่วมกันตั้งพรรคใหม่เพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนการยุบสภา พรรค “พันธมิตรปฏิรูปสายกลาง”(中道改革連合)ส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขต 202 คน และแบบบัญชีรายชื่อ 34 คน รวม 236 คน พรรคฝ่ายค้านอันดับสาม พรรคประชาธิปไตยเพื่อประชาชน(国民民主党)ที่ได้รับความนิยมไม่น้อย ส่งผู้สมัคร 102 คนและ 2 คนตามลำดับ รวม 104 คน
ในจำนวนเขตเลือกตั้งทั่วประเทศ 289 เขต ราว 70% หรือ 200 เขต เป็นการชิงชัยระหว่างพรรคแอลดีพีและพรรคปฏิรูปสายกลาง และในจำนวนนี้มีประมาณ 20 เขตที่เป็นการชิงชัยกันตัวต่อตัวของสองพรรคนี้เท่านั้น
ครั้งนี้ นางทาคาอิชิ นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคแอลดีพี ประกาศชัดเจนให้ชาวญี่ปุ่นเลือกว่าอยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป จะเป็น “ทาคาอิชิ” หรือ “โนดะ” (เดิมหัวหน้าพรรครัฐธรรมนูญเพื่อประชาธิปไตย) หรือ “ไซโต้” (เดิมหัวหน้าพรรคโคเมที่แปรพักตร์ไปร่วมกับนายโนดะตั้งพรรคใหม่)
คะแนนนิยมในตัวนายกรัฐมนตรีสูงต่อเนื่องตลอดเกือบ 3 เดือนก่อนยุบสภาฯ นางทาคาอิชิ จึงมีความมั่นใจ ฉวยโอกาสได้เปรียบนี้ประกาศยุบสภาฯ มุ่งเป้าให้พรรคแอลดีพีได้สมาชิกสภาผู้แทนเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม และเป็นพรรครัฐบาลเสียงข้างมากให้ได้ เธอประกาศกร้าวทุ่มสุดตัว เดิมพันด้วยตำแหน่ง “หากพรรครัฐบาลได้เสียงไม่เกินกึ่งหนึ่งจะขอรับผิดชอบด้วยการลาออก”
พรรคแอลดีพีจะยังคงจับมือกับพรรคอิชินที่พาส.ส. 38 เสียงมาร่วมรัฐบาลแทนพรรคโคเมซึ่งถอนตัวไป เสียงที่เพิ่มมานี้ทำให้นางทาคาอิชิได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคอิชินประกาศจะเป็น “คันเร่ง”(アクセル)เร่งเครื่องยนต์ส่งให้นางทาคาอิชิ ชนะการเลือกตั้งเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากให้ได้
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเสียงเกินกึ่งหนึ่ง 233 เสียงพอดี เป็นเสียงปริ่มน้ำ ยังไม่นับว่ามีเสถียรภาพ หากได้เพิ่มอีก 10 เสียง รวม 243 เสียง ก็จะ “มีเสถียรภาพ” แต่ถ้าได้ถึง 261 เสียง “มีเสถียรภาพแน่นอน”(絶対安定多数)โดยหลักการประธานกรรมาธิการทั้ง 17 คณะและกรรมาธิการเกินกึ่งหนึ่งมาจากพรรครัฐบาล นั่นหมายถึงสามารถทวงคืนตำแหน่งประธานกรรมาธิการงบประมาณ ที่ขณะนี้ นายยูคิโอะ เอดะโน(枝野幸男)อดีตหัวหน้าพรรครัฐธรรมนูญฯ (2017 – 2021) พรรคฝ่ายค้านใหญ่เดิมที่รั้งตำแหน่งนี้อยู่ และเป็นเหตุติดขัดให้ร่างงบประมาณประจำปี 2026 ยังไม่ผ่านจนบัดนี้ ยิ่งไปกว่านั้น หากได้ถึง 2 ใน 3 คือ 310 เสียง จะเป็นรัฐบาลที่ “มีเสียงเบ็ดเสร็จ” กุมเสียงข้างมากในการแก้กฎหมายสำคัญหรือแก้รัฐธรรมนูญบางมาตราได้ แม้ว่าขณะนี้พรรคแอลดีพีมีเสียงสมาชิกวุฒิสภาไม่เกินกึ่งหนึ่งคือมี 100 เสียงจาก 248 เสียงก็ตาม
แหล่งข่าวในพรรคแอลดีพี ประเมินจากคะแนนความนิยมนางทาคาอิชิ ที่สูงกว่าอดีตนายกรัฐมนตรีชายหลายคนก่อนหน้า คาดว่าน่าจะทำให้พรรคแอลดีพีเพียงพรรคเดียวก็สามารถได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งแล้ว หรือถ้าเธอสามารถนำพรรคคว้าชัยชนะท่วมท้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้สำเร็จ แน่นอนว่าในการดำเนินนโยบายต่าง ๆจะทำได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นจะสามารถสยบคู่แข่งภายในพรรคแอลดีพีที่มีการเมืองภายใน ไม่ใช่ว่าแต่ละ “มุ้ง” พร้อมใจกันหนุนเธอโดยไม่มีคู่แข่ง เธอจะกลายเป็นหัวหน้าพรรคที่กุมเสียงข้างมากทั้งภายในพรรคและในรัฐสภา คาดกันว่าน่าจะทำได้ถึง 208 – 296 เสียง
ด้านพรรคฝ่ายค้านใหญ่ ที่เพิ่งรวมสองพรรคเข้าด้วยกันขณะนี้มีเสียงรวม 178 เสียง ก็มุ่งหวังผนึกกำลังกันแล้วจะได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งให้ได้เพื่อ “เปลี่ยนขั้วอำนาจ” จากพรรคแอลดีพี แต่พิเคราะห์แล้วคงไม่ง่าย นอกจากพรรคนี้ยังมีพรรคฝ่ายค้านอื่นอีกหลายพรรคและผู้ไม่สังกัดพรรค มีแนวโน้มว่าหลังการเลือกตั้ง พรรคประชาธิปไตยเพื่อประชาชนซึ่งได้รับความนิยมและมีบางนโยบายที่สามารถปรับเข้ากับพรรคแอลดีพีได้ อาจจะถูกดึงมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเร่งกระบวนการรวมขั้วอำนาจของรัฐบาลใหม่ก็ได้
ต้องกล่าวถึงพรรคเล็กฝ่ายค้านน้องใหม่ “พรรคซันเซ” (参政党) ที่ใช้สีส้มเป็นสัญลักษณ์กันบ้าง พรรคอนุรักษนิยมขวาจัดนี้ก่อตั้งเมื่อเดือนเมษายน 2020 ไม่เคยมีส.ส. แต่มาได้ 1ส.ว. เมื่อเดือนกรกฎาคม 2022 ในการเลือกตั้งส.ส.ครั้งที่ผ่านมาเดือนตุลาคม 2024 สมัยนายกรัฐมนตรี นายอิชิบะ ได้ 3 ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ จนมาแรงเป็นที่ฮือฮาในการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกสมัยนายกรัฐมนตรี นายอิชิบะ เช่นกัน เมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 ได้ถึง 14 ส.ว.ชูนโยบายชาตินิยมต่อต้านคนต่างชาติ การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคจับกระแสความแรงด้วยการส่งผู้สมัครมากเป็นพิเศษเกินหน้าพรรคฝ่ายค้านรุ่นพี่ คือ แบบแบ่งเขต 182 คนและแบบบัญชีรายชื่อ 8 คน คาดว่าครั้งนี้น่าจะได้ส.ส. ราว 7-15 คน เป็น “พรรคส้มญี่ปุ่น” ที่อยู่หางแถวเพิ่งหัดเดิน เริ่มออกผล แน่นอนว่าคนละเบอร์และยังเทียบกันไม่เห็นฝุ่นกับ “พรรคส้มไทย” พรรคอันดับหนึ่งที่มีลูกเต็มต้น แผ่กิ่งก้านสาขาไปไกลแล้ว ไม่ใช่กระแสที่เอามาเปรียบกันได้
มีรายงานว่าขณะนี้เป็นฤดูหนาวที่มีหิมะตกหนักในหลายจังหวัดโดยเฉพาะทางด้านฝั่งทะเลญี่ปุ่น รวมถึงทางตอนเหนือของเกาะฮอนชูและฮอกไกโด การติดตั้งป้ายประกาศรายชื่อผู้สมัครทำได้ยาก ติดได้สักพักหิมะก็ตกคลุมมิดป้ายอีก ประชาชนคงต้องฝ่าหิมะสูงท่วมหัวไปลงคะแนนเลือกตั้ง
ถ้าไม่รักกันจริง ไม่ยอมลำบากหรอก !
8 กุมภาพันธ์ 2026 จะได้รู้กัน ทั้งญี่ปุ่นและไทย !
———————————-
