บทความพิเศษ : สุภา ปัทมานันท์
บ่ายวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2026 รัฐสภาญี่ปุ่น ทั้งสภาสูงและสภาล่างเปิดประชุมพิเศษ(特別国会)เพื่อลงคะแนนโหวตนายกรัฐมนตรี หลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แน่นอนว่า นางซานาเอะ ทาคาอิชิ(高市早苗)ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่สอง นับเป็นนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 105
ผลการลงคะแนนในสภาผู้แทนราษฎร นางทาคาอิชิ ชนะท่วมท้น 354 เสียง (จาก 465) มากกว่าลำดับที่สอง คือ นายจุนยะ โอกาวา หัวหน้าคนใหม่หมาด ๆ ของพรรคพันธมิตรปฏิรูปสายกลาง ได้ 50 เสียง ส่วนคะแนนของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งพรรคแอลดีพีมีเสียงเพียง 101 เสียง ไม่เกินกึ่งหนึ่ง(125)ของ 248 เสียง ในการลงคะแนนรอบแรกนางทาคาอิชิ ได้เพียง 123 เสียงในจำนวนนี้มี 19 เสียงของพรรคร่วมรัฐบาลพรรคอิชิน(日本維新の会)ด้วย จึงต้องลงคะแนนรอบสอง ได้ 125 เสียง ชนะนายโอกาวา ซึ่งได้ 65 เสียง
นางทาคาอิชิ นำคณะรัฐมนตรีใช้เวลาจัดตั้งไม่ถึงครึ่งวันเข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิ์ในตอนค่ำวันที่ 18 คณะรัฐมนตรี “ทาคาอิชิ 2” ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีร่วมคณะอีก18 คน ทั้งชุดเป็นคนหน้าเดิมและตำแหน่งเดิมเหมือนคณะรัฐมนตรี “ทาคาอิชิ 1” ทุกคนพร้อมทำงานต่อจาก 4 เดือนที่แล้วได้ทันทีในวันเดียวกันนี้ ทั้งนี้พรรคร่วมรัฐบาลคือพรรคอิชิน (36 เสียง) ก็ยังคงไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรีเช่นเดิม
คณะรัฐมนตรีประกอบด้วย 2 รัฐมนตรีหญิง ทั้งคณะมีอายุเฉลี่ย 59.63 ปี อายุมากที่สุด 77 ปีอายุน้อยที่สุด 43 ปี มีรัฐมนตรีที่เป็นส.ส.มากที่สุด 12 สมัย และรัฐมนตรีที่เป็นวุฒิสมาชิก 5 สมัย
วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ นายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ต้องเร่งผ่านร่างงบประมาณประจำปี 2026 โดยเร็ว ส่วนนโยบายที่สัญญาไว้ตอนหาเสียง คือการลดภาษีผู้บริโภคเหลือ 0% เฉพาะอาหารเป็นเวลา 2 ปี จะเร่งจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจากรัฐบาล ฝ่ายค้าน เอกชน และผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา ช่วยกันพิจารณาในรายละเอียดแล้วจัดทำร่างเพื่อเสนอต่อรัฐสภาให้เสร็จก่อนเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อให้ใช้งานจริงอย่างเร็วที่สุดประมาณกรกฎาคมปีหน้า
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา การลดจำนวนสมาชิกรัฐสภา การเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศ เป็นต้น ก็เป็นภารกิจหลักของรัฐบาลนี้ด้วย
ด้านการต่างประเทศ นางทาคาอิชิมีกำหนดไปเยือนสหรัฐอเมริการเพื่อพบปะเจรจากับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในเดือนมีนาคม เพื่อกระชับความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาให้แน่นแฟ้นในหลายด้าน ทั้งความร่วมมือกันด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคงในภูมิภาค และวัฒนธรรม อีกหนึ่งหัวข้อ คือ เจรจาความคืบหน้าโครงการนำแร่แรร์เอิร์ธ ที่พบปริมาณมากบริเวณเกาะมินามิโทริ(南鳥島)มาใช้แทนการพึ่งพาการนำเข้าจากจีน ให้ได้ข้อสรุปก่อนวันที่ 31มี.ค.ถึง 2 เม.ย.ที่นาย โดนัลด์ ทรัมป์ มีกำหนดจะไปเยือนจีน
การประชุมสภาสมัยพิเศษ มีเวลารวม 150 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่18 กุมภาพันธ์ วันลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรี วันที่ 20 กุมภาพันธ์ วันแถลงนโยบายของรัฐบาล จนถึงวันที่ 17 กรกฎาคม แม้ว่าขณะนี้รัฐบาลพรรคแอลดีพีมีเสียงข้างน้อยในวุฒิสภา แต่ในสภาผู้แทนราษฎรกลับครองเสียงข้างมากเกิน 2 ใน 3 อย่างไม่เคยมีมาก่อน จึงไม่ต้องกังวลหากมีร่างกฎหมายใดที่ไม่ผ่านวุฒิสภา เมื่อส่งกลับมาที่สภาผู้แทนฯ คะแนนเสียงท่วมท้นนี้จะทำให้ผ่านตลอด ไม่มีการถูกแตะ “เบรก”
ในการแถลงนโยบาย นางทาคาอิชิมีประโยคเด็ดอีก หลังจากที่เคยประกาศว่า “จะทำงาน ๆ ๆๆ และทำงาน” มาแล้ว ครั้งนี้ประกาศว่า“จะกด ๆ ๆ ๆ และกดสวิทช์แห่งความเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องไปตลอด”(成長のスイッチを押して….押しまくって)ปลุกพลังแห่งความหวังของคนญี่ปุ่น
สำนักข่าวเอ็นเอชเค สำรวจความคิดเห็นประชาชน ระหว่างวันที่13 -15 กุมภาพันธ์เกี่ยวกับการผลการเลือกตั้งที่พรรคแอลดีพีได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นจาก 118 ที่นั่ง เป็น 316 ที่นั่ง คำตอบพอใจ 60% และ 33% ไม่พอใจ สนับสนุนคณะรัฐมนตรี 65% ไม่สนับสนุน 20% แต่คะแนนนิยมพรรคแอลดีพีเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 39.9% พรรคฝ่ายค้านพันธมิตรปฏิรูปสายกลางเหลือ 8%
นโยบายที่ประชาชนคาดหวังมากที่สุด คือ เงินประกันสังคมและนโยบายเกี่ยวกับเด็กเกิดน้อย 25% รองลงมาคือ นโยบายค่าครองชีพ 23% นโยบายด้านการต่างประเทศและความมั่นคง 21%
นโยบายลดภาษีผู้บริโภคเฉพาะอาหารเหลือ 0% เป็นเวลา 2 ปี มีผู้เห็นด้วย 57% ไม่เห็นด้วย 30% นโยบายนี้ยังทำทันทีไม่ได้จำเป็นต้องใช้เวลาอีกปีกว่า โจทย์ใหญ่คือแหล่งเงินก้อนใหญ่ราว 5 ล้านล้านเยน
ความคิดเห็นเกี่ยวกับพรรคฝ่ายค้าน พันธมิตรปฏิรูปสายกลางที่สูญเสียที่นั่งถึง 123 ที่นั่งเหลือเพียง 49 ที่นั่ง จนต้องเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ทันทีเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ เพียง 27% มีความคาดหวังหัวหน้าพรรค นายจุนยะ โอกาวา ไม่คาดหวัง 66% ทั้งนี้ต่างก็รู้ว่าไม่ใช่งานง่ายที่หัวหน้าพรรคจะพลิกฟื้นความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้ ในเมื่อพรรครัฐธรรมนูญ(เดิม) เหลือที่นั่งเพียง 1ใน 7 ของเดิม คือ 21 ที่นั่งจาก 148 ที่นั่ง แต่พรรคโคเม (เดิม) ซึ่งเป็นพรรคเล็ก กลับได้ที่นั่งเพิ่มขึ้น 4 ที่นั่ง คือ 28 ที่นั่ง มากกว่าพรรคใหญ่ร่วมอุดมการณ์เสียอีก สถานการณ์เช่นนี้ทำให้บรรดาส.ส.สอบตกมองไม่เห็นอนาคตและวิตกว่าพรรคเล็กจะครอบงำพรรคใหญ่
มีข้อน่าสนใจคือ ในจำนวนส.ส. 465 คน มีส.ส.น้องใหม่เพิ่งเป็นส.ส.ครั้งแรกถึง 106 คน หรือ 1 ใน 4 ทีเดียว เฉพาะพรรคแอลดีพีมีมากถึง 66 คน อายุน้อยที่สุดเป็นส.ส.บัญชีรายชื่อหญิงวัย 26 ปี ซึ่งไม่คาดฝันมาก่อนว่าคะแนนแบบบัญชีรายชื่อของพรรคจะถูกคำนวณมาถึงตน
พรรคแอลดีให้ความสำคัญกับการอบรมส.ส.น้องใหม่จำนวนมากนี้ ที่เรียกกันว่า “ทาคาอิชิ children” ก่อนวันเปิดประชุมสภาจึงเปิดคอร์สอบรม หนึ่งในวิทยากรคือ เลขาธิการพรรค วัย 73 ปี นายชุนอิชิ ซูซูกิ(鈴木俊一)ผู้อาวุโสทางการเมือง อบรมมารยาทของส.ส.ต้องสุภาพ ถ่อมตัว ไม่อหังการว่าสังกัดพรรคใหญ่ที่ชนะอย่างถล่มทลาย ระมัดระวังการใช้โซเชียลมีเดีย ไม่พูดทุกอย่างที่อยากพูดในการให้สัมภาษณ์ แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา และที่ลืมไม่ได้คือ ต้องจัดเวลาลงพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ สื่อสารกับประชาชนในพื้นที่ของตน สำนึกเสมอว่าต้องเป็นส.ส.มีคุณภาพสมกับความไว้วางใจที่ได้รับ
จบวันเปิดประชุมสภาฯ ส.ส.น้องใหม่จึงพากันหลบหน้าผู้สื่อข่าว
รอนายกฯหญิง กด ๆ ๆ ๆ และกดสวิทช์แห่งความเจริญเติบโต ก่อน!
——————————-
