เทศมองไทย
โจเซฟ รัคมัน แห่งฟอรีนโพลิซี เผยแพร่บทความเรื่องวิกฤตอาหารในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อ 7 เมษายนนี้ว่า กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้าไม่นาน แม้ว่าตอนนี้วิกฤตพลังงานจะเป็นข่าวพาดหัวใหญ่โตกว่าอยู่ก็ตามที
รัคมัน หยิบเอาถ้อยแถลงของโครงการอาหารโลก (ดับเบิลยูอีเอฟ) หน่วยงานในสังกัดสหประชาชาติ ที่ออกมาเตือนไว้ว่า สงครามในตะวันออกกลางจะส่งผลให้โลกมีคนอดอยากรุนแรงเพิ่มมากขึ้นอีก 45 ล้านคนในปี 2026 นี้
ดับเบิลยูอีเอฟบอกว่า ความไม่มั่นคงทางอาหารเฉพาะในพื้นที่เอเชียแปซิฟิก จะเพิ่มขึ้น 45 เปอร์เซ็นต์
ด้วยเหตุนี้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงจะไม่เพียงเผชิญหน้ากับวิกฤตพลังงานจากสงครามครั้งนี้เพียงอย่างเดียว
แต่จะเกิดปัญหาข้าวยากหมากแพงตามมาอีกด้วยต่างหาก
ราคาอาหารแพงขึ้นตามราคาพลังงานอย่างน้ำมัน แต่ที่น่าสนใจก็คือ การลดราคาน้ำมันไม่ได้ส่งผลให้ราคาสินค้าในหมวดอาหารลดลงอย่างที่ควรจะเป็น
ข้อมูลบ่งชี้ว่า ชาติในอ่าวเปอร์เซียเป็นแหล่งผลิตปุ๋ยเคมีสำคัญของโลก โดยเฉพาะยูเรีย ที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ และเป็นตัวช่วยให้เกิดไนโตรเจน 1 ใน 3 สารประกอบสำคัญในปุ๋ยเคมี ซึ่งดับเบิลยูอีเอฟระบุว่า ตอนนี้ราคาแพงขึ้นแล้วถึงอย่างน้อย 85 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับราคาตอนต้นปีนี้
ผลก็คือ เกษตรกรบางกลุ่มที่รับไม่ได้กับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นพรวดพราด ถึงกับไม่ได้วางแผนการเพาะปลูกสำหรับฤดูกาลใหม่นี้ไว้เลย
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังถูกปกคลุมด้วยคลื่นความร้อน น้ำน้อย ถึงขนาดที่เคดะห์ รัฐที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของมาเลเซีย ยอมรับว่าแหล่งน้ำสำรองลดลงมาอยู่ในระดับต่ำแล้ว
ในขณะที่ฮีตเวฟเดียวกันนี้ก็เริ่มส่งผลกระทบต่อผลผลิตปศุสัตว์ในประเทศไทยแล้วอีกด้วย
หน้านากำลังจะมาถึง ทำให้สถานการณ์ตกอยู่ในภาวะเหมาะเหม็งอย่างเหลือเชื่อ ฮีตเวฟจะคงอิทธิพลอยู่จนถึงราวเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายน
และจะส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรในปีนี้ลดน้อยลงระหว่าง 10-15 เปอร์เซ็นต์
ประเทศที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือเมียนมา
โดยดับเบิลยูอีเอฟจัดให้เป็นประเทศที่ปราศจากความมั่นคงด้านอาหารมากที่สุดเป็นอันดับ 5 โดยที่จะมีประชาชนกว่า 12 ล้านคนเผชิญภาวะอดอยากรุนแรงในปี 2026 นี้
นี่ยังไม่นับความสูญเสียที่เกิดจากสงครามกลางเมืองและผลกระทบจากแผ่นดินไหวของปีที่ผ่านมาที่ยังไม่ได้ฟื้นฟูเต็มที่ในเวลานี้
ไมเคิล ดันฟอร์ด ผู้แทนดับเบิลยูอีเอฟ ประจำเมียนมา เตือนว่าสภาพอากาศร้อนจัดจะส่งผลกระทบพร้อมกันสองด้าน
หนึ่งคือส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของพืชอาหาร
อีกหนึ่งก็คือก่อให้เกิดภาวะพายุรุนแรงกว่าปกติขึ้น
ส่งผลให้ราคาสินค้าหมวดอาหารในเมียนมาปรับตัวสูงขึ้นแล้ว 9 เปอร์เซ็นต์ ณ สิ้นเดือนมีนาคม เปรียบเทียบกับเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์
ในไทย ประเทศที่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีนำเข้าหนักมาก
และที่น่าสังเกตก็คือในปี 2024 29.4 เปอร์เซ็นต์ของปุ๋ยเป็นการนำเข้ามาจากประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซียที่กำลังเกิดสงครามอยู่ในเวลานี้นี่แหละ
รัคมันบอกว่า 4 ใน 10 ประเทศที่นำเข้าข้าวใหญ่ที่สุดในโลกเป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือ อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, เวียดนาม และมาเลเซีย ในกรณีที่วิกฤตอาหารเกิดลุกลามไปทั่วโลก ทำให้ประเทศอย่างอินเดีย ห้ามการส่งออก เพื่อการบริโภคภายในประเทศ ประเทศผู้นำเข้าเหล่านี้จะตกที่นั่งลำบากสาหัส
แม้ว่าประเทศที่ส่งออกข้าวใหญ่ที่สุดของโลก 10 ชาติจะมี 4 ประเทศอยู่ในภูมิภาคนี้ด้วยก็ตามที คือ ไทย, เวียดนาม, กัมพูชา และเมียนมา
รัคมันเตือนว่า การปรับตัวสูงขึ้นของราคาสินค้าในหมวดอาหาร สามารถนำไปสู่สภาวะไร้เสถียรภาพทางการเมืองได้โดยง่าย
ยกตัวอย่างเช่น กรณีการจลาจลอาหารในอินโดนีเซียเมื่อปี 2025 ที่ผ่านมา ก็เกิดขึ้นตามมาหลังจากราคาสินค้าในหมวดอาหารพุ่งสุงขึ้น 3.34 เปอร์เซ็นต์ ผสมผสานกับความไม่พอใจการคอร์รัปชั่นทางการเมืองนั่นเอง
โดยที่ราคาสินค้าหมวดอาหารเฉลี่ยในรอบ 10 ปี ตั้งแต่ปี 1997 เรื่อยมาจนถึงปีนี้ ถีบตัวสูงขึ้นแล้ว 10.48 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังไม่ถึงระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ซึ่งเกิดขึ้นในปี 1998 ที่สูงขึ้นมากถึง 138.12 เปอร์เซ็นต์
ที่สำคัญคือ ราคาอาหารขึ้นแล้วไม่ยอมลงแม้ว่าราคาน้ำมันจะลดลงแล้วก็ตาม
