ต่างประเทศ
เริ่มตั้งแต่วันที่ 23 กันยายนนี้เป็นต้นไป สหประชาชาติจะเริ่มต้นสิ่งที่แวดวงการทูตเรียกกันว่า “สัปดาห์แห่งสมัชชาสหประชาชาติ” อันหมายถึงกระบวนการประชุมที่ซับซ้อนซึ่งจะกินเวลาต่อเนื่องไปตลอดทั้งสัปดาห์ ภายใต้คำขวัญประจำการประชุมที่ว่า “ฟื้นฟูความไว้วางใจ บริหารจัดการการเปลี่ยนแปลง ทำสหประชาชาติให้เป็นของทุกๆ คน”
ก่อให้เกิดความไม่สบายใจ หรืออย่างน้อยที่สุดกระวนกระวายเกิดขึ้นตามมา เพราะอะไรก็ตามที่ต้อง “ฟื้นฟู” ย่อมต้องเกิดขึ้นหลังจากเรา “สูญเสีย” สิ่งนั้นไปแล้วไม่ใช่หรือ
การประชุมสมัชชาสหประชาชาติของผู้นำหรือคณะตัวแทนของกว่า 120 ประเทศครั้งนี้เป็นครั้งที่ 81 เกิดขึ้นในขณะที่โลกกำลังตึงเครียดด้วยความขัดแย้งใหญ่น้อยมากมาย จนถือกันว่า โลกขณะนี้เกิดความขัดแย้งขึ้นในระดับสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ปี 1945 เป็นต้นมา
ในการประชุมสมัยที่ 80 ยูเอ็นจีเอล้มเหลวในการยุติสงคราม ไม่ว่าจะเป็นสงครามของรัสเซียในยูเครน หรือแม้แต่สงครามในประเทศอย่างซูดานก็ตาม ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ สหรัฐอเมริกากับอิสราเอลจับมือกันเริ่มความขัดแย้งใหม่ขึ้นกับอิหร่าน ที่ส่งผลให้อิหร่านเข้าควบคุมเส้นทางการค้าสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ
คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ตกอยู่ในสภาพเป็นอัมพาต เพราะสมาชิกใช้สิทธิ์วีโต
ล่าสุดเมื่อเดือนนี้นี่เองที่รัสเซียกับจีนใช้สิทธิ์ยับยั้งความพยายามของสหรัฐอเมริกาที่ต้องการให้คงคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบความคืบหน้าทางนิวเคลียร์ของอิหร่านเอาไว้ต่อไป
สภาพทั้งหมดนี้นำไปสู่ความรู้สึกที่ว่า สหประชาชาติกำลัง “ป่วยไข้” เป้าหมายหลักของสหประชาชาติอย่างเป้าหมายเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (เอสดีจี) ล่าช้ากว่าแผนกำหนดการอย่างยิ่ง ทั้งที่เลขาธิการของยูเอ็นอย่างอันโตนิโอ กูแตร์เรส คาดหวังอย่างยิ่งต่อโครงการนี้ เพราะกูแตร์เรสกำลังหมดวาระการดำรงตำแหน่งต่อเนื่องยาวนาน 10 ปีลงในตอนสิ้นปีนี้ และต้องการให้เอสดีจีเป็นเหมือนมรดกที่ตนทิ้งเอาไว้ให้ยูเอ็นในช่วงเวลาดังกล่าว
คาลิลลูร์ ราห์มาน รัฐมนตรีต่างประเทศบังกลาเทศ ถูกเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานสมัชชาเมื่อ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา เมื่อถูกผู้สื่อข่าวถามว่า เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าความไว้วางใจถูกฟื้นฟูขึ้นมาแล้ว
ประธานสมัชชาหมุนเวียนในทุกๆ 1 ปีรายนี้บอกว่า ตนจะถือว่าได้รับการฟื้นฟูแล้วอย่างเต็มที่ ถ้าหากสามารถทำให้ชาติสมาชิกทั้งหมดเห็นพ้องต้องกันว่า ยูเอ็นกำลังต้องการการปฏิรูปอย่างลึกซึ้งอยู่ในเวลานี้
เขาอุปมางานของยูเอ็นจีเอไว้ว่า เหมือนกับการต่อเลโก้ที่ต้องนำเข้ามาต่อเข้าด้วยกันทีละชิ้นๆ แล้วเรียกมันว่าการปฏิรูป
เขาย้ำว่า ผลประโยชน์ของชาติและของโลกต่างมีนัยสำคัญพอๆ กัน
องค์ประกอบสำคัญของยูเอ็นจีเอ ก็คือการอภิปรายของผู้นำในโถงสมัชชาที่จะมีการกำหนดลำดับเอาไว้อย่างละเอียด
โดย 2 รายแรกที่จะขึ้นกล่าวปราศรัยก็คือ ผู้นำของบราซิลและสหรัฐอเมริกา
จากนั้นก็กระจายออกไปตามลำดับ รวมทั้งผู้นำหน้าใหม่ในการประชุมปีนี้อย่างแอนดี้ เบอร์แนม นายกรัฐมนตรีอังกฤษ กับนางซานาเอะ ทากาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งจะได้ลำดับปราศรัยในวันอังคาร
ส่วนเอมมานูเอล มาครงประธานาธิบดีฝรั่งเศส กำหนดจะขึ้นปราศรัยอำลาต่อยูเอ็นจีเอในวันเดียวกัน ก่อนที่จะพ้นจากตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม
น่าสนใจที่ผู้นำบางคนเลือกที่จะไม่เดินทางเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ อย่างเช่นฟรีดริช เมอร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ซึ่งมอบหมายให้รัฐมนตรีต่างประเทศทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนทำหน้าที่แทน มีกำหนดจะขึ้นปราศรัยในวันพุธ หลังจากเยอรมนีมีสถานะสำคัญต่อยูเอ็นจีเอมากขึ้นตามลำดับ เนื่องจากกลายเป็นผู้บริจาคเงินสมทบให้มากที่สุด ทดแทนการขาดหายไปของเงินสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาที่ค่อยๆ ลดการบริจาคเงินสมทบตามนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ที่น่าสนใจก็คือ การขาดหายไปของผู้นำอย่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ทั้งๆ ที่ผู้นำจีนก็อยู่ในนครนิวยอร์กในเวลาเดียวกันนี้ เพื่อพบหารือกับทรัมป์ แต่ก็ไม่ยอมเดินทางระยะทางสั้นๆ เพื่อเข้าร่วมประชุมครั้งนี้
การกลับมาของทรัมป์น่าจะได้รับความสนใจอย่างสูงเช่นเดียวกัน ทางหนึ่งเพราะทรัมป์เป็นคนสั่งระงับการจ่ายเงินสมทบงบประมาณทั่วไปของยูเอ็นจีเอ และบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนภารกิจรักษาสันติภาพ ในเวลาเดียวกัน ผู้นำหลายคนก็กังขาเอามากๆ ว่า ทำไมกินเวลานานถึง 7 เดือนเศษแล้ว สหรัฐอเมริกาถึงได้ผลลัพธ์น้อยมากในสงครามอ่าวเปอร์เซีย เช่นเดียวกับการที่ทรัมป์พยายามจัดตั้งคณะกรรมการสันติภาพ (บอร์ด ออฟ พีซ) ซึ่งหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อให้เป็นคู่แข่งของสหประชาชาติ แต่มุ่งเน้นไปที่สันติภาพและความมั่นคงเป็นหลัก
ไปๆ มาๆ สหรัฐอเมริกาก็ถูกบีบให้ต้องชำระเงินบริจาคสมทบจนได้ ไม่เช่นนั้นก็จะถูกตัดสิทธิ์การลงมติในที่ประชุมยูเอ็นจีเอ
ดังนั้น เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์จึงประกาศจะชำระส่วนหนึ่งของงบบริจาคคงค้างจำนวน 725 ล้านดอลลาร์ เข้าสมทบงบประมาณทั่วไปของยูเอ็นจีเอ กับอีก 102 ล้านดอลลาร์เพื่อสมทบโครงการรักษาสันติภาพในเฮติ โดยยังคงค้างงบประมาณอีก 4,200 ล้านดอลลาร์
การประชุมยููเอ็นจีเอ ไม่ได้มีนัยสำคัญเพียงแค่ในโถงประชุมเท่านั้น แต่ยังมีการประชุมคู่ขนานสำคัญๆ เกิดขึ้นนอกรอบมากมาย
ตัวอย่างเช่น ทรัมป์ หลังจากปราศรัยในวันอังคารแล้วก็มีกำหนดพบหารือทวิภาคีกับโวโลดีเมียร์ เซลินสกี้ เบอร์แนม และทากาอิจิ กับกลุ่มผู้นำชาติรอบอ่าวเปอร์เซียจำนวนหนึ่ง
ปกติการหารือคู่ขนานมักมุ่งเน้นไปที่เรื่องราวที่เป็นความท้าทายใหม่ๆ อาทิ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ความมั่นคงด้านพลังงาน และการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคระบาดใหญ่ ปีนี้คาดว่าหัวข้อสำคัญน่าจะอยู่ที่เรื่องของ “ปัญญาประดิษฐ์” หรือเอไอ ที่กำลังกลายเป็นปัญหาท้าทายไปทั้งโลก
สุดท้าย บทพิสูจน์อิทธิพลของสหรัฐอเมริกาในยูเอ็นจีเอ ก็คือการคัดสรรบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติสืบต่อจากนายกูแตร์เรส ที่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีใครที่นานาประเทศเห็นพ้องต้องกันแต่อย่างใด
วัดได้จากการลงคะแนนแบบหยั่งเสียงตัวแทนชาติต่างๆ ที่ถูกขอให้แสดงความเห็นว่า “เห็นด้วย” หรือ “ไม่เห็นด้วย” กับ “ไม่แสดงความคิดเห็น” จนกว่าผู้สมัครรายใดรายหนึ่งจะได้รับเสียง เห็นด้วย มากพอ โดยเฉพาะจากบรรดาสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคง ซึ่งมีสิทธิ์วีโต้
ในท่ามกลางไฟสงคราม ซึ่งมีสูงมากกว่าครั้งไหนๆ ผสมผสานกับความขัดแย้งและแข่งขันกันของมหาอำนาจ อนาคตของยูเอ็นกลับไม่แน่นอนถึงขีดสุด ชนิดเลขาธิการคนใหม่ยังมองไปไม่เห็นวี่แวว โดยไม่ต้องพูดถึงนโยบายหรือการปฏิรูปครั้งสำคัญที่จะตามมาเลยด้วยซ้ำไป
