กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น
“เราสองประเทศไม่จำเป็นต้องทำสงครามกัน…แต่กองทัพของเราต้องคุยกัน…”
นั่นเป็นหนึ่งในประโยคเด็ดของสี จิ้นผิง สัปดาห์ที่ผ่านมาตอนเจอโดนัลด์ ทรัมป์
ทำให้เกิดคำถามประเด็นหลักว่า มหาอำนาจที่กำลังขึ้นกับมหาอำนาจเดิมจะอยู่ร่วมกันอย่างไรโดยไม่ทำสงครามกัน?
และที่ตรึงความสนใจของเหล่าบรรดานักวิเคราะห์คือการที่สี จิ้นผิง หยิบ “Thucydides Trap” ขึ้นมาอีกครั้ง
เกิดคำถามตามมาว่าผู้นำจีนต้องการบอกอะไรทรัมป์?
“Thucydides Trap” หรือ “กับดักธูซิดิดีส” เป็นหลักคิดของนักวิชาการอเมริกัน ไม่ใช่แนวคิดจากประวัติศาสตร์การเมืองจีนด้วยซ้ำ
ที่น่าสนใจคือ สีไม่ได้ยกข้อเปรียบเทียบนี้ขึ้นมากล่าวอ้างเป็นครั้งแรก
ตอนที่ทรัมป์ไปปักกิ่งเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สีก็ยกประเด็นเปรียบเปรยนี้เหมือนกัน
“จีนกับสหรัฐจะสามารถก้าวข้าม Thucydides Trap และสร้างรูปแบบใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจได้หรือไม่?”
ผมจึงมีคำถามว่าทำไมสีต้องพูดเรื่องนี้ซ้ำ?
คำตอบอาจอยู่ตรงที่ว่า สีไม่ได้กำลังพูดถึงอดีต แต่กำลังพูดถึงอนาคตของระเบียบโลก
แล้ว “กับดัก” ที่ว่านี้คืออะไรหรือ?
Thucydides เป็นนักประวัติศาสตร์กรีกโบราณ ผู้บันทึกสงครามเพโลพอนนีเซียนระหว่างเอเธนส์กับสปาร์ตาเมื่อกว่า 2,400 ปีก่อน
ตอนนั้นเอเธนส์กำลังเติบใหญ่ ขณะที่สปาร์ตาคือมหาอำนาจเดิม
ความหวาดระแวงที่เกิดจากการผงาดของเอเธนส์ทำให้การแข่งขันระหว่างสองฝ่ายเดินเข้าสู่สงครามดุเดือด
หลายพันปีต่อมา Graham Allison นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเอาเรื่องนี้มาสร้างเป็นกรอบวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจ โดยตั้งคำถามว่า เมื่อมหาอำนาจใหม่กำลังอ้าขาผวาปีกและเริ่มท้าทายมหาอำนาจเดิม สองฝ่ายจะสามารถเปลี่ยนผ่านโดยไม่เข้าสู่สงครามได้หรือไม่?
หนังสือของอาจารย์ Allison ศึกษากรณีมหาอำนาจในช่วงประมาณ 500 ปีและพบว่ามี 16 กรณีที่มหาอำนาจเกิดการเปลี่ยนดุลกับอำนาจใหม่ และ 12 กรณีจบลงด้วยสงคราม
ไม่ใช่นักประวัติศาสตร์และนักวิชาการทุกคนจะเห็นด้วยกับแนววิเคราะห์นี้ เพราะเห็นว่าการมองประเด็นนี้จากกรอบนี้ง่ายเกินไปและไม่สามารถอธิบายสาเหตุของสงครามทั้งหมดได้
แต่ผมสังเกตว่าสำหรับสี จิ้นผิง การเปรียบเปรยนี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง
เพราะมันทำให้ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐถูกยกระดับจากเรื่องใครเก็บภาษีใคร ไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นมากว่า
จีนกำลังขึ้นมาแทนที่อเมริกาหรือไม่?
และถ้าอเมริกามองจีนว่าเป็นผู้ท้าทายที่กำลังจะมาแทนที่ แล้วจีนกับอเมริกาจะหลีกเลี่ยงการเดินเข้าสู่สงครามได้อย่างไร?
สีไม่ได้พูดว่า “จีนไม่ต้องการเป็นมหาอำนาจ”
ตรงกันข้าม นี่อาจเป็นจุดสำคัญที่สุดของการใช้คำว่า Thucydides Trap
สีไม่ได้บอกว่าจีนจะหยุดการเติบโตเพื่อให้อเมริกาสบายใจ
แต่กำลังบอกว่า จีนจะเติบโตต่อไป แต่อเมริกาต้องไม่ตีความการเติบโตของจีนว่าเป็นเหตุผลที่จะต้องสกัดจีนทุกด้าน
นั่นคือความแตกต่างที่มีนัยสำคัญยิ่ง
ในถ้อยแถลงที่ทำเนียบขาว สีบอกว่าจีนกับสหรัฐมีผลประโยชน์ที่เกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้ง
ดังนั้น ในความเห็นของเขา การแข่งขันควรเป็นการแข่งขันที่ “เอื้อต่อกันและกัน” และต้องอยู่ภายใน “ขอบเขตที่เหมาะสม”
สีบอกว่าการแข่งขันระหว่างสองยักษ์ระดับโลกควรเป็น “การแข่งขันเพื่อไล่ตามกัน” มากกว่าการต่อสู้ที่ฝ่ายหนึ่งต้องชนะ และอีกฝ่ายต้องแพ้
นี่คือภาษาที่สะท้อนยุทธศาสตร์จีนอย่างชัดเจน
จีนยอมรับการแข่งขัน แต่ไม่ยอมรับการถูกมองว่าเป็นผู้ร้ายที่ต้องถูกสกัด
และจีนต้องการให้อเมริกายอมรับอีกประโยคหนึ่งด้วยว่า
จีนเป็นมหาอำนาจที่มีสิทธิ์อยู่บนโต๊ะเดียวกับอเมริกา
แต่ทำไมต้องพูดเรื่องนี้ “อีกครั้ง” ที่วอชิงตัน?
เพราะสถานการณ์ในเดือนกันยายนไม่ได้เหมือนเดือนพฤษภาคมเสียทีเดียว
ตอนที่ทรัมป์ไปจีนเมื่อ 4 เดือนก่อน ทั้งสองฝ่ายเพิ่งผ่านความตึงเครียดทางการค้าและกำลังพยายามลดอุณหภูมิ แต่ตอนนี้ เมื่อสีมาเยือนวอชิงตัน โลกเห็นการแข่งขันของสองมหาอำนาจในหลายสนามพร้อมกัน
ไม่ว่าจะเป็นการค้า – AI – เทคโนโลยี – ชิป – แร่หายาก – ไต้หวัน – ความมั่นคง – และสงครามอิหร่าน
นั่นทำให้คำว่า “กับดักธูซิดิดีส” มีน้ำหนักมากขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันด้าน AI
เพราะ AI ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่กำลังกลายเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ ความมั่นคง การทหาร และความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยี
ทั้งสองประเทศจึงกำลังแข่งขันกันในสิ่งที่อาจกำหนดความสามารถของประเทศในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า
ถ้าปล่อยให้การแข่งขันกลายเป็น “คุณต้องแพ้ เพื่อให้ฉันชนะ” ก็จะเข้าสู่ตรรกะของสงครามเย็น
สีจึงกำลังเสนอสูตรอีกแบบหนึ่ง นั่นคือแข่งขันได้ แต่ต้องมีรั้วกั้น
อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยกว่ากัน นั่นคือประเด็นไต้หวัน
จีนยังคงมองไต้หวันเป็นแกนกลางของผลประโยชน์แห่งชาติ
ในการพบกันครั้งนี้ สีเรียกร้องให้ทรัมป์ต่อต้านเอกราชของไต้หวันและจัดการประเด็นไต้หวันอย่างระมัดระวัง
นี่คือจุดที่คำว่า “กับดักธูซิดิดีส” มีความหมายในทางปฏิบัติ
เพราะถ้าเกิดเหตุการณ์รุนแรงในช่องแคบไต้หวัน มันจะไม่ใช่เพียงจีนกับไต้หวันอีกต่อไป แต่มีความเป็นไปได้ที่จะดึงสหรัฐเข้ามาทำสงครามด้วย
และเมื่อมหาอำนาจสองประเทศมีทหาร เทคโนโลยี อาวุธนิวเคลียร์ และพันธมิตรอยู่ในระบบเดียวกัน ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจกลายเป็นวิกฤตที่ควบคุมยาก
สีจึงเสนอให้ทั้งสองกองทัพรักษาการติดต่อสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ และพัฒนากลไกสื่อสารในภาวะวิกฤตเพื่อป้องกันความขัดแย้งไม่ให้บานปลาย
พูดง่ายๆ คือ
“ถ้าเราห้ามการแข่งขันไม่ได้ อย่างน้อยต้องทำให้การแข่งขันไม่กลายเป็นสงคราม”
ที่ผมอยากรู้มากกว่าว่าสีพูดคำนี้อีกครั้งทำไม คือทรัมป์ตอบอย่างไร?
ทรัมป์ไม่ได้ตอบประเด็นนี้โดยตรงในที่สาธารณะ
แต่เลือกใช้ภาษาอีกแบบหนึ่ง
เขาพูดถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวกับสีว่าเป็น “มิตรภาพอันยิ่งใหญ่” และบอกกับผู้สื่อข่าวหลังการพบกันว่า “เราพูดคุยกันอย่างดีเยี่ยม”
แต่ไม่ได้ออกมาโต้ตอบหรืออภิปรายทฤษฎี “กับดักธูซิดิดีส” โดยตรง
นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก
เพราะสีพูดในระดับโครงสร้างของประวัติศาสตร์และระบบระหว่างประเทศ
แต่ทรัมป์พูดในระดับความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและผลประโยชน์ที่สามารถต่อรองกันได้
สีพูดว่าเราต้องป้องกันไม่ให้มหาอำนาจสองฝ่ายเดินเข้าสู่กับดักแห่งประวัติศาสตร์
ทรัมป์พูดประมาณว่าเราสองคนมีความสัมพันธ์ที่ดี เราสามารถทำข้อตกลงกันได้
สองภาษานี้ต่างกัน แต่ไม่ได้จำเป็นต้องขัดกัน
เพราะทรัมป์อาจมองจีนไม่เหมือนที่นักยุทธศาสตร์อเมริกันมองจีน
นี่คือความซับซ้อนของทรัมป์
สําหรับนักยุทธศาสตร์อเมริกันจำนวนมาก จีนเป็น strategic competitor หรือคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องถูกจำกัดความสามารถบางด้าน
แต่ทรัมป์มีแนวโน้มมองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านการต่อรอง
ถ้าจีนซื้อสินค้าอเมริกันมากขึ้น ถ้าการค้าสมดุลขึ้น ถ้าจีนช่วยในเรื่องอิหร่าน ถ้าสามารถต่อรองเรื่อง AI หรือไต้หวันได้ ความสัมพันธ์ก็สามารถเดินต่อได้
ดังนั้น ทรัมป์ไม่ได้จำเป็นต้องรับรองทฤษฎี “กับดักธูซิดิดีส” เพื่อร่วมมือกับจีน
เขาอาจคิดง่ายกว่านั้นว่า
ตราบใดที่เราสองคนทำดีลกันได้ ก็ไม่จำเป็นต้องไปถึงสงคราม
แต่ในความเห็นของผมสีต้องการมากกว่า “ดีล”
ตรงนี้กระมังคือหัวใจของเรื่อง
สีไม่ได้ต้องการเพียงให้ทรัมป์ลดภาษีจีน
จีนต้องการ “เสถียรภาพทางยุทธศาสตร์”
หรือพูดแบบง่ายๆ ว่าต้องการให้ความสัมพันธ์มีความมั่นคงในระดับโครงสร้าง
เพราะจีนกำลังคิดระยะยาว
วันนี้อาจเป็นทรัมป์ วันพรุ่งนี้อาจเป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนอื่น
ถ้าความสัมพันธ์จีน-สหรัฐขึ้นอยู่กับว่าประธานาธิบดีสองคนถูกใจกันหรือไม่ จีนจะไม่มีความมั่นคง
ดังนั้น สีจึงพยายามผลักให้เกิดกติกาและกลไกบางอย่าง เช่น การสื่อสารระหว่างกองทัพ การเจรจาระหว่างหน่วยงาน การพูดคุยด้านเศรษฐกิจและการเงิน และการติดต่อระหว่างประชาชน
พูดอีกแบบหนึ่งคือทรัมป์สนใจ “ดีล” ส่วนสีต้องการ “ระบบ” และนี่คือความแตกต่างที่ต้องจับตา
ทําไมจีนจึงต้องการให้คำว่า “กับดัก” กลับมาอยู่บนโต๊ะ? เพราะการใช้คำนี้มีประโยชน์ทางการทูตถึงอย่างน้อย 4 ชั้น
ชั้นแรก – ยกระดับจีนขึ้นเป็นมหาอำนาจคู่เทียบ ถ้าจีนเป็นเพียงประเทศคู่แข่งทางการค้า ก็ใช้ภาษาเรื่องภาษีและตลาด
แต่เมื่อพูดถึง “กับดักธูซิดิดีส” จีนกำลังบอกว่านี่คือความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจสองประเทศ
จีนไม่ใช่ประเทศที่ต้องเดินตามกติกาที่อเมริกากำหนดฝ่ายเดียว
ชั้นที่สอง – เปลี่ยนคำถามจาก “จีนจะทำอะไร?” เป็น “อเมริกาจะตอบสนองต่อการขึ้นมาของจีนอย่างไร?”
นี่เป็นการเปลี่ยนกรอบการสนทนาที่ฉลาด
ถ้าจีนถูกมองว่าเป็น “ผู้ท้าทาย” อเมริกาก็มีเหตุผลที่จะสกัดจีน
แต่ถ้าปัญหาคือ “มหาอำนาจสองฝ่ายกำลังเข้าสู่กับดักทางโครงสร้าง” ความรับผิดชอบในการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งก็อยู่ที่ทั้งสองฝ่าย
และในบางกรณี ความหมายแฝงคืออเมริกาต้องยอมรับว่าจีนเติบโตขึ้นแล้ว
ชั้นที่สาม – ส่งสัญญาณไปยังโลก
สีไม่ได้พูดกับทรัมป์เพียงคนเดียว แต่พูดกับยุโรป เอเชีย อาเซียน ญี่ปุ่น อินเดีย และประเทศกำลังพัฒนา
สารของจีนคือจีนไม่ได้ต้องการสงครามกับอเมริกา จีนต้องการการแข่งขันที่ควบคุมได้
ชั้นที่สี่ – สร้างพื้นที่ให้จีนเดินเกมต่อ
ถ้าสหรัฐยอมรับหลักว่า การแข่งขันไม่จำเป็นต้องนำไปสู่สงคราม
จีนก็สามารถพูดได้ว่าการพัฒนา AI ของจีนไม่ควรถูกมองว่าเป็นภัย
การขยายเศรษฐกิจจีนไม่ควรถูกมองว่าเป็นการคุกคาม ประวัติศาสตร์มีกรณีที่การเปลี่ยนดุลอำนาจเกิดขึ้นโดยไม่กลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ
การที่สหรัฐขึ้นมาแทนอังกฤษในฐานะมหาอำนาจชั้นนำในศตวรรษที่ 20 เป็นตัวอย่างหนึ่งที่มักถูกนำมาอ้าง
สงครามเย็นระหว่างสหรัฐกับสหภาพโซเวียตก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งว่า มหาอำนาจสามารถแข่งขันกันอย่างรุนแรงเป็นเวลาหลายสิบปีโดยไม่ปะทะกันโดยตรง แม้จะมีสงครามตัวแทนและวิกฤตอันตรายหลายครั้ง
ดังนั้น “กับดักธูซิดิดีส” จึงควรมองเป็น “คำเตือน” ไม่ใช่คำทำนาย
มันไม่ได้บอกว่า “จีนกับอเมริกาจะต้องทำสงคราม”
แต่มันถามว่า “ทั้งสองประเทศจะสร้างกลไกอะไรขึ้นมาเพื่อไม่ให้การแข่งขันหลุดจากการควบคุม?”
ดังนั้น การที่สี จิ้นผิง พูดคำนี้ซ้ำที่วอชิงตันจึงไม่ใช่เรื่องของการย้ำคิดย้ำทำ
แต่มันคือสารทางยุทธศาสตร์ว่า
“จีนจะสยายปีกต่อไป แต่อยากให้การเติบใหญ่ของจีนไม่กลายเป็นเหตุผลที่อเมริกาต้องทำสงครามกับจีน”
และคำถามที่สีโยนให้ทรัมป์ก็คือ
เมื่อจีนไม่ใช่ประเทศเดิมอีกต่อไป อเมริกาจะอยู่กับจีนที่ใหญ่ขึ้น แข็งแกร่งขึ้น และมีอิทธิพลมากขึ้นอย่างไร?
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
